Iliotibial band friction syndrome อาการบาดเจ็บที่นักวิ่งต้องระวัง!

“ปวดเข่าด้านนอกขณะวิ่ง ยิ่งวิ่งระยะไกลยิ่งรู้สึกปวดมากขึ้น…”
นักกีฬาทั้งหลายโดยเฉพาะ นักวิ่ง คุณเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่?
ปัจจุบัน ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ สนใจการออกกำลังกายมากขึ้น ประเภทกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ณ ช่วงเวลานี้ คือ การวิ่ง การดูแลตัวเองและการเตรียมความพร้อมในออกกำลังกายควรทำไปควบคู่กัน ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกัน และลดปัญหาการบาดเจ็บที่มีโอกาสเกิดขึ้นจากการออกกำลังกายได้
จะเกิดอะไรขึ้น หากท่านเพิกเฉยต่อการเตรียมความพร้อมเหล่านั้น ในบทความนี้ เราจะมาแนะนำอาการบาดเจ็บบริเวณเข่าด้านนอกที่มักจะพบได้บ่อยในการวิ่ง นั่นคือ “Iliotibial band friction syndrome”
Iliotibial band คืออะไร?
รูปที่ 1 รูปแสดงตำแหน่งแถบเอ็นกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก (ภาพจาก http://vastasports.com/wp-content/uploads/2016/05/ITB_muscle_man.jpg)
Iliotibial band คือ แถบเอ็นกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก จุดเกาะต้นของแถบเอ็นกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก (Tensor fascia latae muscle) ซึ่งเกาะที่บริเวณกระดูกสะโพก (Ilium) ไปจุดเกาะปลายที่ปุ่มกระดูกด้านนอกของกระดูกต้นขา (Lateral femoral condyle) และปุ่มกระดูกด้านนอกของกระดูกขาท่อนล่าง (Gerdy’s Tubercle)(1) แถบเอ็นกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกนี้ ไม่ได้มาจากกล้ามเนื้อ Tensor fascia latae เพียงอย่างเดียว ยังมีบางส่วนกล้ามเนื้อก้น (Gluteus maximus muscle) มาเกาะร่วมอีกด้วย
สาเหตุของการเกิดโรค
สาเหตุของการเกิด Iliotibial band friction syndrome เกิดจากการเสียดสีของแถบเอ็นกล้ามเนื้อต้นขาด้านข้างกับปุ่มกระดูก (Lateral femoral condyle)(1-4) จากการงอและการเหยียดเข่าซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่องซึ่งพบได้บ่อย(1-5) ในการวิ่งและการปั่นจักรยาน ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดอาการนี้ ได้แก่ การมีแถบเอ็นกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกที่ตึงยึดรั้ง(4) นอกจากนี้ การมีกล้ามเนื้อรยางค์ขาที่ไม่แข็งแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กล้ามเนื้อกางสะโพก (Hip abductors muscle) ยังเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดโรคนี้อีกด้วย(2, 4)
อาการ
นักกีฬาจะมีอาการเจ็บบริเวณเข่าด้านนอก อาการเจ็บจะเป็นมากยิ่งขึ้น เมื่อก้าวยาว (stride) เมื่อวิ่งลงเนิน (downhill) และอาการเจ็บจะเพิ่มขึ้นเมื่อวิ่งเป็นระยะเวลานาน
การรักษา และการดูแลตัวเองเบื้องต้น
ระยะแรกของการบาดเจ็บ จุดมุ่งหมายสำคัญ คือ ลดอาการปวดที่เกิดขึ้น โดยการประคบเย็นบริเวณเข่าด้านนอก 15-20 นาที ร่วมกับพักการใช้งาน โดยสามารถเลือกใช้ยาแก้อักเสบชนิดรับประทานหรือชนิดทาร่วมด้วยได้เมื่ออาการปวดบรรเทาลง จึงยืดกล้ามเนื้อบริเวณที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ
ท่าที่1 ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps femoris muscle)
งอเข่าข้างที่ต้องการยืด (ข้างขวา) ไปด้านหลัง จากนั้นใช้มือฝั่งตรงข้ามจับข้อเท้า ดึงต้นขาไปด้านหลัง โดยที่ลำตัวตั้งตรง ค้างไว้ 15-30 วินาที(6) ความรู้สึกที่เกิดขึ้น คือ ตึงบริเวณต้นขาด้านหน้า ค่อนไปทางด้านนอก ทำซ้ำ 3-4 ครั้งต่อรอบ
ท่าที่2 ยืดแถบเอ็นกล้ามเนื้อต้นขาด้านข้าง (Tensor fascia latae muscle and Iliotibial band)
ไขว้ขาข้างที่ต้องการยืดไปข้างหลัง (ข้างขวา) จากนั้นเอียงตัวไปฝั่งตรงข้าม (ไปฝั่งซ้าย) โดยที่เข่าข้างที่กำลังยืดเหยียดตรง ค้างไว้ 15-30 วินาที(6) ความรู้สึกที่เกิดขึ้น คือ ตึงบริเวณต้นขาด้านข้าง ทำซ้ำ 3-4 ครั้งต่อรอบ
ท่าที่ 3 ยืดกล้ามเนื้อก้น (Gluteal muscles)
งอเข่าและสะโพกข้างที่ต้องการยืด (ข้างขวา) ขึ้นมาด้านหน้า จากนั้นกอดขาข้างนั้น โดยลำตัวตั้งตรง ค้างไว้ 15-30 วินาที(6) ความรู้สึกที่เกิดขึ้น คือ ตึงบริเวณก้น ทำซ้ำ 3-4 ครั้งต่อรอบ
การออกกำลังกายสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพก
ท่าที่ 1 ออกกำลังกายกล้ามเนื้อกางสะโพก (Gluteus medius muscle)
ในท่านอน นอนตะแคง ขาข้างที่อยู่ด้านบน (ข้างซ้าย) เหยียดสะโพก และเหยียดเข่าไปด้านหลัง จากนั้นกระดกข้อเท้าขึ้น แล้วยกขาขึ้น โดยระวังไม่ใช้สะโพกงอมาด้านหน้า ทำ 10-15 ครั้งต่อรอบ วันละ 4 รอบ(7) ความรู้สึกที่เกิดขึ้น คือ เมื่อยบริเวณก้นของขาข้างที่ยก (ข้างซ้าย)
ในท่ายืน ยืนขาข้างหนึ่งบนพื้นต่างระดับ (ข้างขวา) ขาอีกข้างหนึ่ง วางแตะพื้น จากนั้นยักสะโพกและก้นขึ้น เท้าลอยจากพื้น โดยที่เข่าเหยียดตรง ความรู้สึกที่เกิดขึ้น คือ เมื่อยบริเวณก้นข้างที่วางบนพื้นต่างระดับ (ข้างขวา) ทำ 10-15 ครั้งต่อรอบ วันละ 4 รอบ(7)
ท่าที่ 2 ออกกำลังกายกล้ามเนื้อหมุนสะโพก (Hip external rotator muscles)
นอนตะแคง งอเข่า และงอสะโพกขึ้นมาตามภาพ จากนั้นกางขาข้างบนขึ้น (ข้างซ้าย) โดยที่ข้อเท้ายังคงแนบชิดกันอยู่ ทำ 10-15 ครั้งต่อรอบ วันละ 4 รอบ(7) ความรู้สึกที่เกิดขึ้น คือ เมื่อยบริเวณก้นและต้นขาของขาข้างที่กางขึ้น (ข้างซ้าย)
การกลับไปวิ่งอีกครั้ง จะพิจารณาจากการทำที่กล่าวมาข้างต้น คือ การยืดกล้ามเนื้อ และการออกกำลังกายสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพก หากอาการเจ็บลดลงหรือหายไป จึงสามารถกลับไปวิ่งได้อีกครั้ง โดยเริ่มจากระยะทางสั้น ๆ ความเร็วพอเหมาะ ก่อนจะปรับเพิ่มขึ้นในลำดับถัด ๆ ไป
เรียบเรียงโดย กภ. พรรณนภา ลี้โภคภิญโญ
References
- Baker RL, Fredericson M. Iliotibial Band Syndrome in Runners: Biomechanical Implications and Exercise Interventions. Phys Med Rehabil Clin N Am. 2016;27(1):53-77.
- Aderem J, Louw QA. Biomechanical risk factors associated with iliotibial band syndrome in runners: a systematic review. BMC Musculoskelet Disord. 2015;16(1):1.
- Cosca DD, Navazio F. Common problems in endurance athletes. Am Fam Physician. 2007;76(2):237-44.
- Khaund R, Flynn SH. Iliotibial band syndrome: a common source of knee pain. Am Fam Physician. 2005;71(8):1545-50.
- Ellis R, Hing W, Reid D. Iliotibial band friction syndrome—a systematic review. Man Ther. 2007;12(3):200-8.
- Prentice WE. Restoring range of motion and improving flexibility. In: Dorwick T. Rehabilitation techniques for sport medicine and athletic training. 4th ed. New York: McGraw-Hill; 2004. 126
- DePalma B. Rehabilitation of groin, hip, and thigh injuries. In: Dorwick T. Rehabilitation techniques for sport medicine and athletic training. 4th ed. New York: McGraw-Hill; 2004. p. 492-493















