หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นในเด็กและวัยรุ่น


ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นเป็นหนึ่งในสาเหตุของอาการปวดหลัง ซึ่งสามารถพบเจอได้ 5-20 คนในทุกประชากร 1,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.5-2 เปอร์เซ็นต์ของประชากรผู้ใหญ่ทั้งหมด ซึ่งถือว่าพบเจอได้เป็นปกติ นอกจากนี้เมื่อหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมามักไปกดทับเส้นประสาทที่ออกมาจากไขสันหลังทำให้ร่างกายที่อยู่ใต้ต่อจุดกดทับเส้นประสาทได้รับผลกระทบไปด้วย โดยอาการสำคัญที่พบได้มีดังนี้ อาการปวดหลัง อาการปวดหลังร้าวลงขา การรับรู้ทางความรู้สึกที่ผิดปกติตามแนวเส้นประสาท มีอาการอ่อนแรงของรยางค์ขา จำกัดการเคลื่อนไหวของลำตัวในท่าก้ม กระตุ้นอาการปวดเมื่อไอ จาม เบ่งถ่าย และเมื่อนั่งจะกระตุ้นอาการปวดมากกว่ายืน (1) จากอาการที่กล่าวมาทั้งหมดจึงทำให้ผู้ป่วยได้รับผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันไม่มากก็น้อย

รูปที่ 1 หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่าง
ที่มารูปภาพ: By Tim Fargo, Chiropractor, 2026, www.chirohealthwellness.com
หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างประกอบไปด้วย Nucleus Pulposus (เจลในหมอนรองกระดูก) Annulus fibrosus (เนื้อเยื่อด้านนอกหมอนรองกระดูก) (ตามรูปที่ 1) โดยสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นคือ Annulus fibrosus ฉีกขาด และ Nucleus Pulposus ปลิ้นออกมา ถ้าหากปลิ้นออกมามากอาจกดทับเส้นประสาทได้ (ตามรูปที่ 2) โดยสาเหตุที่พบได้บ่อยทำให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นในผู้ใหญ่มี ดังนี้
1. หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างเสื่อม เกิดจากเมื่อหมอนรองกระดูกสูญเสียน้ำภายในหมอนรองกระดูกออกไปทีละน้อย ทำให้คุณสมบัติในการรับแรงที่มากระทำลดลง และเมื่อหมอนรองกระดูกถูกใช้งานเป็นเวลานานจากการใช้ชีวิตประจำวันหรือการเล่นกีฬา อาจทำให้เปลือกของหมอนรองกระดูกฉีกขาดจนทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาได้นั้นเอง
2. มีแรงมากระทำต่อหมอนรองกระดูกอย่างรุนแรง ในทิศทางที่หมอนรองกระดูกสันหลังต้องรับแรงมากที่สุดจนทำให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกสันปลิ้น ต่อให้หมอนรองกระดูกมีความเสื่อมเพียงเล็กน้อยก็ตาม โดยทิศทางแรงที่ทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้นคือมีแรงกดไปทางด้านหน้าของหมอนรองกระดูกร่วมกันแรงบิดหมุน หรือ ถ้าหากยกตัวอย่างเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดหมอนรองกระดูกปลิ้นได้คือ การก้มหยิบของหนักจากพื้นร่วมกับการบิดหมุนตัว (1,2)
อย่างไรก็ตามภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นไม่ได้เกิดขึ้นในผู้ใหญ่เพียงเท่านั้น สามารถเกิดขึ้นในเด็กหรือวัยรุ่น (Adolescent) (อายุ 10-19 ปี) ได้เช่นกัน ซึ่งพบเจอได้น้อยเมื่อเทียบกับวัยผู้ใหญ่ ทำให้ผู้คนให้ความสนใจกลุ่มช่วงวัยนี้น้อย ส่งผลให้มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ และมีคนให้ความรู้พูดถึงภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นในเด็กและวัยรุ่นน้อย ดังนั้นบทความนี้จะอธิบายถึงสาเหตุการเกิด แนวทางการรักษา และวิธีการป้องกัน เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้นำความรู้ไปปรับใช้และเข้าใจภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นในเด็กและวัยรุ่นเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่ยังต้องทำกิจกรรม และใช้ร่างกายเป็นอย่างมาก

รูปที่ 2 หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นทับเส้นประสาท
ที่มารูปภาพ: By Tim Fargo, Chiropractor, 2026, www.chirohealthwellness.com
ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นในเด็กและวัยรุ่น (อายุ 10-19 ปี) พบได้ร้อยละ 0.5 เปอร์เซ็นต์จากผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งถือว่าพบได้น้อยมาก โดยในปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่ทำให้เกิดได้อย่างชัดเจน เนื่องจากถ้าหากเทียบกับสาเหตุการเกิดในวัยผู้ใหญ่ เด็กและวัยรุ่นยังไม่ใช่ช่วงวัยที่หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างจะเสื่อม และร่างกายมีความยืดหยุ่นมากกว่าวัยผู้ใหญ่ ทำให้ลดการบาดเจ็บจากที่เกิดขึ้นจากแรงกระแทกได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาในปัจจุบันพบมีปัจจัยที่ทำให้เกิดหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นในเด็กและวัยรุ่น ดังนี้ (3)
1. การบาดเจ็บ (Trauma)
การเกิดการบาดเจ็บที่หมอนรองกระดูกสันหลังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นมากที่สุดในเด็กและลัยรุ่นมักพบในนักกีฬาที่มีลักษณะของการหมุนตัวและการระเบิดพลังในครั้งเดียว เช่น เทนนิส, แบดมินตัน, มวยปล้ำ และเทควันโด เป็นต้น อาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายทีละน้อย (Microtrauma) แต่เมื่อสะสมเป็นเวลานานจะทำให้เกิดความเสื่อม และคุณสมบัติในการรับแรงของหมอนรองกระดูกเปลี่ยนไปและทำให้เสี่ยงต่อภาวะหมอนรองกระดูกปลิ้นมากขึ้น
นอกจากนี้ในเด็กและวัยรุ่นกระดูกสันหลังส่วนล่างยังเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ ทำให้เนื้อเยื่อชั้นนอกสุด (Sharpey’s fibers) ของหมอนรองกระดูก ที่ยึดติดกับแผ่นกระดูกอ่อน (Endplate) ด้านบนและด้านล่างของหมอนรองกระดูก ทำหน้าที่ในการป้องกันหมอนรองกระดูกปลิ้น ยังยึดติดกันได้ไม่แข็งแรงเหมือนในวัยผู้ใหญ่ ทำให้เพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นในเด็กและวัยรุ่น

รูปที่ 3 ภาพตัดขวางแนวตั้งของหมอนรองกระดูกสันหลังล่าง
ที่มารูปภาพ: By Gregory D. Cramer and Barclay W. Bakkum, Microscopic Anatomy of the Zygapophysial Joints, Intervertebral Discs, and Other Major Tissues of the Back, 2016, www.basicmedicalkey.com
2. การพัฒนาที่ผิดปกติ (Development abnormalities)
การพัฒนากระดูกสันหลังที่ผิดปกติ ทำให้ข้อต่อของกระดูกสันหลังแต่ละข้อ (Facet joint) มีขนาดของข้อต่อซ้ายขวาไม่เท่ากัน ทำให้กระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกกระจายน้ำหนักที่ได้รับออกไปในแต่ละทิศทางไม่ถูกต้องตามหลังกลศาสตร์ เกิดความเสื่อมที่กระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกได้ง่ายกว่าคนปกติ เพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นต่อให้จะเป็นในเด็กหรือวัยรุ่นก็ตาม
3. พันธุกรรม (Genetic immunity)
จากการเก็บสถิติผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะหมอนรองกระดูกปลิ้นมักมีพ่อแม่หรือเครือญาติที่มีภาวะหมอนรองกระดูกปลิ้นเช่นกัน และจากการศึกษาพบว่าในครอบครัวเหล่านี้มีเนื้อเยื่อหมอนรองกระดูกที่มีความอ่อนแอกว่าคนปกติ
4. หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างเสื่อมก่อนวัยอันควร (Premature degeneration of IVD)
ภาวะที่หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างเสื่อมก่อนวัยอันควร ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของร่างกาย โดยหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างสูญเสียน้ำภายในเร็วกว่าปกติ และมีความสามารถในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อลดลง จากที่กล่าวมาทำให้หมอนรองกระดูกเกิดความเสื่อมเร็วกว่าคนปกติ
5. ภาวะอ้วน (Obesity)
คนที่มีภาวะอ้วนมักมีไขมันสะสมที่หน้าท้องทำให้หมอนกระดูกสันหลังส่วนล่างต้องรับน้ำหนักมากขึ้นและมีการกระจายแรงที่ได้รับมาผิดไปจากปกติ จากที่กล่าวมาเร่งให้เกิดการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่าง จนอาจทำให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกปลิ้นในที่สุด
6. ปัจจัยแวดล้อม (Environmental factors)
การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ร่วมถึงการนั่งทำงานมากกว่า 6 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้เร่งให้เกิดความเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างเร็วขึ้น
จากปัจจัยที่อาจทำให้เกิดหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นในเด็กและวัยรุ่นที่กล่าวมาในข้างต้นเราสามารถป้องกันภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นได้ดังนี้
1.การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางร่างกาย และการฝึกพื้นฐานการเคลื่อนไหวของการเล่นกีฬาให้ดี เพื่อลดโอกาสบาดเจ็บที่หมอนรองกระดูก (4)
2.การควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
3.การหลีกเลี่ยงการสูบหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์
4.การเปลี่ยนอิริยาบถทุก 1-2 ชั่วโมง เพื่อลดแรงที่กระทำต่อหมอนรองกระดูกในทิศทางเดียวเป็นเวลานานหลายชั่วโมง
แนวทางการรักษา
การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (non-surgical treatment)
การรักษาแบบไม่ผ่าตัดเป็นแนวทางการรักษาลำดับแรก เนื่องจากมีผลกระทบจากการรักษาน้อยและสามารถช่วยลดค่ารักษาได้ ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยหมอนรองกระดูกปลิ้นที่ยังไม่มีหรือมีอาการทางระบบประสาทไม่มากเช่น อาการอ่อนแรง และชาร้าวลงขา เป็นต้น โดยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด ประกอบด้วย
1. การกายภาพบำบัด (Physical therapy)
1.1 การรักษาด้วยเครื่องมือกายภาพบำบัด เพื่อลดอาการปวดและการอักเสบ
1.2 การออกกำลังกายจำเพาะต่อภาวะหมอนรองกระดูกปลิ้น (Mckenzie exercise) เพื่อลดแรงกดทับที่เกิดกับหมอนรองกระดูกสันหลังที่ปลิ้นออกมา ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบ
1.3 การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อแกนกลางร่างกาย (core stabilization exercise)
2. การรักษาด้วยยา (Pharmacological therapy) คือการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ช่วยลดอาการ ปวดและการอักเสบ
3. การรักษาด้วยการฉีดยา (Injections) คือ การฉีดยาหรือสารเข้าที่บริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง ขึ้นอยู่ กับดุลพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบ
การรักษาแบบผ่าตัด (surgical treatment)
การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเป็นตัวเลือกสุดท้ายในการรรักษา โดยการรักษาแบบนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่รักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่สำเร็จ และมีอาการปวดอาการทางระบบประสาทเพิ่มขึ้น ซึ่งวิธีการผ่าตัดมีหลายแบบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์และพยาธิสภาพของโรค จากการศึกษาพบว่าการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดมีโอกาสสำเร็จสูง และไม่มีผลกระทบหลังการผ่าตัดในระยะสั้น และระยะกลาง แต่มีผลกระทบในระยะยาว ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสกระดูกสันหลังเสื่อมเร็วกว่าคนปกติ (3,6)
อย่างไรก็ตามการตัดสินใจรักษาด้วยการผ่าตัดความพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งความรุนแรงของอาการ ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นขณะผ่าตัดและหลังผ่าตัด ความพร้อมของผู้ป่วย และควรพิจารณาร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เรียบเรียงโดย กภ.ไกรวิชญ์ เลิศนิธิพรกุล
เอกสารอ้างอิง
- Al Qaraghli MI, De Jesus O. Lumbar Disc Herniation. [Updated 2023 Aug 23]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2026 Jan-. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK560878/
- Raj PP. Intervertebral disc: anatomy-physiology-pathophysiology-treatment. Pain Pract. 2008 Jan-Feb;8(1):18-44.
- Zhang J, Zhang W, Yue W, Qin W, Li Z, Xu G. Adolescent lumbar disc herniation: etiology, diagnosis, and treatment options. J Orthop Surg Res. 2025 Jun 20;20(1):605.
- Du S, Cui Z, Peng S, Wu J, Xu J, Mo W, Ye J. Clinical efficacy of exercise therapy for lumbar disc herniation: a systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. Front Med (Lausanne). 2025 Mar 28; 12:1531637.
- Yaman O, Guchkha A, Vaishya S, Zileli M, Zygourakis C, Oertel J. The role of conservative treatment in lumbar disc herniations: WFNS spine committee recommendations. World Neurosurg X. 2024 Feb 13;22:100277.
- Lagerbäck T. Long term effects of lumbar disc herniation surgery in adolescents [Internet]. Karolinska Institutet; 2020 [cited 2026Mar22]. Available from: https://hdl.handle.net/10616/47147




