mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

กระดูกหักนานแค่ไหนถึงหาย ?

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • กระดูกหักนานแค่ไหนถึงหาย ?

กระดูกหักนานแค่ไหนถึงหาย ?

มิถุนายน 5, 2026
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • Bone fracture
  • Bone healing
  • rehabilitation

กระดูกหักเป็นภาวะที่ทุกคนสามารถพบเจอได้ตลอดเวลา โดยหากผู้ป่วยมีภาวะกระดูกหักไม่ว่าจะเป็นกระดูกส่วนไหนของร่างกายมักมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันไม่มากก็น้อย และยังต้องใช้เวลาในการรักษาและฟื้นฟูเป็นเวลานานหลายเดือน ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีความกังวลว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการรักษาและฟื้นฟู  ดังนั้นบทความนี้จะให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาวะกระดูกหัก ได้แก่ สาเหตุที่ทำให้กระดูกหัก อาการเมื่อกระดูกหัก ระยะเวลาในการซ่อมแซมกระดูก และการฟื้นฟูในผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกหัก เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจภาวะกระดูกหักเพิ่มมากขึ้น และลดความกังวลที่เกิดขึ้น

กระดูกมีหน้าที่สำคัญอยู่ 3 อย่างคือ เป็นโครงสร้างที่ใช้ในการค้ำจุนร่างกายและเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อ เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหว ป้องกันอวัยวะภายในที่สำคัญและไขกระดูก และเป็นที่สะสมเกลือแร่ ทำให้กระดูกต้องมีความแข็งแรงและสามารถรับแรงในแนวตั้งได้ดี อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะมีความแข็งแรงแค่ไหนก็สามารถหักได้โดยกระดูกหักมีทั้งหมด 2 รูปแบบ ได้แก่ กระดูกหักแบบปิด (closed fracture) คือมีภาวะกระดูกหักเกิดขึ้น แต่กระดูกไม่แทงทะลุเนื้อเยื่อหรือผิวหนังออกมาให้เห็น และกระดูกหักแบบเปิด (opened fracture) คือมีภาวะกระดูกหักเกิดขึ้นโดยกระดูกที่หักแทงออกจากเนื้อเยื่อและผิวหนังจนเราสามารถเห็นได้ การหักแบบนี้หากดูแลรักษาได้ไม่ดีอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ จนทำให้ใช้เวลาในการซ่อมแซมกระดูกนานขึ้นหรือเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอื่นที่อันตรายต่อร่างกายได้ นอกจากนี้สามารถแบ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกหักได้เป็น 2 สาเหตุ ดังนี้ (1)

1. การได้รับการบาดเจ็บโดยตรง (trauma) สามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 สาเหตุ ดังนี้

1.1 การประสบอุบัติเหตุ (accident) การที่กระดูกได้รับแรงกระแทกโดยตรงอย่างรุนแรงจนทำให้กระดูกหัก เช่น การประสบอุบัติเหตุทางจราจร การล้ม และการกระแทกอย่างรุนแรงจากการเล่นกีฬา เป็นต้น

1.2 การใช้งานมากเกินไป (overuse) การที่กระดูกได้รับการบาดเจ็บซ้ำจุดเดิม หลายครั้งต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนกระดูกไม่สามารถรับแรงที่มากระทำได้อีกต่อไป ทำให้กระดูกหักในที่สุด

2.ภาวะผิดปกติของกระดูก (pathological Fracture) สามารถแบ่งย่อยได้อีก 3 สาเหตุ ดังนี้

2.1 กระดูกพรุน (Osteoporosis) เมื่อมวลกระดูกลดน้อยลง ทำให้กระดูกโปร่งและเปราะบาง ดังนั้นกระดูกไม่สามารถรับแรงกดหรือแรงกระแทกได้ตามปกติ เมื่อได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยอาจทำให้กระดูกหักได้ (fragility fracture)

2.2 มะเร็งกระดูก (Metastasis/bone cancer) มะเร็งที่เกิดในกระดูกโดยตรง (primary) หรือแพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น (Metastatic) สามารถทำให้เกิดกระดูกหักที่เรียกว่า pathologic Fracture โดยเชื้อมะเร็งอาจทำลายกระดูกโดยตรงหรือทำให้กระดูกเสียคุณสมบัติในการรับแรงไป จนทำให้กระดูกหักแม้ไม่ได้ประสบอุบัติเหตุ

2.3 กระดูกติดเชื้อ (Osteomyelitis) เชื้อโรคเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อกระดูก ทำให้เกิดอาการอักเสบ บวม ขัดขวางการไหล่เวียนเลือดหรือมีอาการอักเสบมากจนเกินไปจนระบบภูมิคุ้มกันทำลายกระดูก ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างกระดูกอ่อนแอและเสียคุณสมบัติในการรับแรงไป 

นอกจากนี้ถ้าหากประสบอุบัติเหตุหรือพบเจอผู้คนที่ไม่แน่ใจว่ามีภาวะกระดูกหักหรือไม่ เราสามารถสังเกตอาการของภาวะกระดูกหักเบื้องต้นได้ ดังนี้

  1. มีอาการปวดแหลม และปวดฉับพลัน
  2. มีอาการบวมแดงและอุ่นบริเวณที่บาดเจ็บ
  3. สามารถขยับข้อต่อได้เพียงเล็กน้อยหรือขยับไม่ได้หรือไม่สามารถยืนเดินลงน้ำหนักได้
  4. มีการผิดรูปของอวัยวะ

หากพบอาการเหล่านี้ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยดามให้ส่วนนั้นให้อยู่กับที่ ไม่ขยับหรือลงน้ำหนัก และควรพิจารณาส่งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจประเมินเพิ่มเติมและรักษาในลำดับต่อไป

รูปที่ 1 Primary and secondary bone healing

รูปที่ 1 Primary and secondary bone healing

ที่มารูปภาพ: Paruchuri, R.K., Choudur, H.N., & Chodavarapu, L.M. (2023). Orthopedic hardware in trauma (2023)

กระบวนการซ่อมแซมกระดูก (bone healing)

การซ่อมแซมของกระดูกในภาวะกระดูกหัก (bone healing) โดยกระบวนการซ่อมแซมที่จะเกิดขึ้นขึ้นอยู่กับลักษณะของกระดูกที่หักและวิธีรักษาของแพทย์ ซึ่งมีทั้งหมด 2 กระบวนการ ดังนี้ (ตามรูปที่ 1) (1-3)

1. การซ่อมแซมโดยตรง primary (direct) bone healing

การซ่อมแซมที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ต้องได้รับการผ่าตัดใส่อุปกรณ์ให้กระดูกทั้ง 2 ชิ้นชิดกันอย่างมั่นคง (rigid fixation) มีความห่างจากกันไม่เกิน 1 มิลลิเมตร โดยการรักษานี้จะไม่มีการสร้างกระดูกใหม่ขึ้นมาชั่วคราว (Callus) แต่กระดูกที่หักจะสร้างกระดูกขึ้นมาต่อกันโดยตรง ระยะเวลาในการซ่อมแซมใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ เพื่อสร้างกระดูกขึ้นมาใหม่ และใช้เวลาในการขึ้นรูปกระดูกให้แข็งแรง 2 เดือนถึง 1 ปีขึ้นไป เพื่อสร้างให้กระดูกแข็งแรงเท่าเดิม ระยะเวลาในการซ่อมแซมขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

2. การซ่อมแซมทางอ้อม secondary (Indirect) bone healing

การซ่อมแซมนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยร่างกายจะสร้างกระดูกชั่วคราว (callus) ช่วยในการซ่อมแซมกระดูกที่หัก มักพบในกระดูกหักที่ไม่เลื่อนออกจากกันหรือหลังจากมีการจัดให้อยู่ในแนวที่เหมาะสม (closed reduction) แล้วปล่อยให้กระดูกมีระยะห่างกันเล็กน้อยแต่มากกว่า 1 มิลลิเมตร  โดยยึดส่วนนั้นให้อยู่กับที่ผ่านการใส่เฝือก หรืออุปกรณ์ดาม สามารถแบ่งกระบวนการการซ่อมแซมได้ทั้งหมด 4 ระยะ ดังนี้ (ตามรูปที่ 2)

2.1 Hematoma formation เกิดขึ้นทันทีหลังกระดูกหักประมาณ 48 - 72 ชั่วโมงแรก เกิดการซ่อมแซมหลอดเลือดที่ฉีกขาด เกิดการรวมตัวกันของเซลล์เม็ดเลือดขาวและเซลล์กระดูกเพื่อทำลายเนื้อเยื้อที่ตาย ร่วมถึงเตรียมความพร้อมในการซ่อมแซมกระดูกต่อไป

2.2 Soft callus formation เกิดขึ้นหลังจากกระดูกหัก 3 วัน - 2 สัปดาห์  ระยะนี้เกิดหลังจากที่อาการปวด บวม แดงหายไป จะเริ่มการสร้างกระดูกอ่อนและพังผืดขึ้นมาเชื่อมระหว่างกระดูกที่หัก (soft callus) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการโค้งงอหรือหดสั้นของกระดูก

2.3 Hard callus formation เกิดขึ้นหลังจากกระดูกหัก 6 สัปดาห์ - 8 สัปดาห์ ระยะนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มี Soft callus เชื่อมกระดูกทั้ง 2 แล้ว หลังจากนั้นจะเริ่มการตกตะกอนเกลือแคลเซี่ยม (cartilage calcification) เมื่อเสร็จจะเริ่มเกิดการสร้างหลอดเลือดใหม่และสร้างกระดูกจริงขึ้นมา (hard callus) ระยะนี้จะจบลงเมื่อกระดูกสมานกันเรียบร้อย

2.4 Bone remodeling เกิดขึ้นหลังจากกระดูกหักประมาณ 2 เดือน – 2 ปี ในระยะนี้กระดูกสมานกันเรียบร้อย แต่จะเกิดการปรับแต่งกระดูกให้เซลล์เรียงตัวสวยขึ้น และมีความแข็งแรงมากขึ้น สังเกตได้จาก Callus ที่เกิดขึ้นจะหายไปทีละน้อย

รูปที่ 2 Secondary bone healing (1) Hematoma Formation (2) Soft callus formation (3) Hard callus formation (4) Bone remodeling

รูปที่ 2 Secondary bone healing (1) Hematoma Formation (2) Soft callus formation (3) Hard callus formation (4) Bone remodeling

ที่มารูปภาพ: By Amiethab Aiyer, MD, 2023, www.orthobullets.com/basic-science/9009/fracture-healing

จากระยะเวลาในการซ่อมแซมกระดูกที่กล่าวมาข้างต้นนั้น สามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยปัจจัยที่อาจทำให้ใช้เวลาในการซ่อมแซมกระดูกนานขึ้นได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคอ้วน ผู้ป่วยโลหิตจาง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่ได้รับยาสเตียรอยด์ ภาวะขาดสารอาการ การสูบบุรี่ และการได้รับยารักษาที่มีผลต่อการซ่อมแซมกระดูก (2,3)

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ากระดูกจะซ่อมแซมด้วยวิธีการไหน แพทย์มักให้เริ่มใช้งานกระดูกส่วนที่หักหลังจากกระดูกเริ่มติดกันและแข็งแรงประมาณนึง โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน หลังจากเข้ารับการรักษาขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ อย่างไรก็ตามหากยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้งาน ต้องหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักหรือมีแรงกระทำบริเวณกระดูกที่หักโดยตรง เพื่อให้กระบวนการซ่อมแซมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

การฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกหัก (rehabilitation)

การเข้ารับการฟื้นฟูหลังการรักษาภาวะกระดูกหักจากแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดหรือการใส่เฝือก เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับทำกิจวัติประจำวันหรือกิจกรรมต่าง ๆ ได้เหมือนเดิม ดังนั้นควรรีบเข้ารับได้รับการฟื้นฟู หลักการในการฟื้นฟูที่สำคัญมีทั้งหมด 4 อย่างประกอบด้วย (4,5)

  1. มุมการเคลื่อนไหวข้อต่อ (range of motion) หลังจากรักษาภาวะกระดูกหัก ผู้ป่วยจะถูกจำกัดการเคลื่อนไหว (Immobilized) เช่น การใส่เฝือก เป็นต้น เมื่อถูกจำกัดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานานจะทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้อต่อยึดติด ดังนั้นหลังจากแพทย์อนุญาตให้มีการเคลื่อนไหวได้แล้ว ควรยืดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้อต่อ นอกจากนี้ถ้าหากข้อต่อมีการยึดติดมากเกินไป จนไม่สามารถขยับข้อต่อได้เอง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อจัด ดัด ดึงข้อต่อ
  2. กำลังกล้ามเนื้อ (muscle strength) เมื่อถูกจำกัดการเคลื่อนไหวหรือลงน้ำหนักเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อที่ใช้ในการขยับเคลื่อนไหวข้อต่อหรือทำงานขณะลงน้ำหนักนั้นก็จะมีกำลังลดลง เนื่องจากไม่ได้ใช้งาน ดังนั้นหลังจากแพทย์อนุญาตให้มีการเคลื่อนไหวได้แล้ว ควรออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ (Strengthening exercise) ในส่วนนั้น ๆ
  3. ความสามารถในการทำกิจกรรม (functional ability) เมื่อถูกจำกัดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน โดยเฉพาะรยางค์ขา อาจทำให้กลับไปทำกิจวัติประจำวันได้ลำบาก ยกตัวอย่างเช่น การเดิน ดังนั้นควรได้รับการฟื้นฟูจากนักกายภาพบำบัดในการฝึกเดิน โดยการฝึกเดินนั้นมีหลายแบบขึ้นอยู่รูปแบบการผ่าตัดและดุลพินิจของแพทย์ว่าสามารถเดินลงน้ำหนักได้แบบไหน เช่น ลงน้ำหนักได้บางส่วน (Partial weight bearing) ลงน้ำหนักได้เต็มที่ (Full weight bearing) เป็นต้น ซึ่งการฝึกเดินลงน้ำหนักช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้นและผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจวัติประจำวันได้ดีขึ้น โดยนักกายภาพบำบัดจะพิจารณาเครื่องช่วยเดินและรูปแบบการเดินที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน
  4. ความสามารถในการใช้ออกซิเจนของร่างกาย (Aerobic capacity) เมื่อถูกจำกัดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน โดยเฉพาะรยางค์ขา ผู้ป่วยไม่ได้ยืน เดิน หรือวิ่ง เหมือนปกติอาจทำให้เมื่อกลับมาทำกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนไหวมีอาการเหนื่อยเกิดขึ้นได้ ดังนั้นควรออกกำลังกายแบบ Aerobic exercise เช่น การเดินเร็ว การวิ่ง และการปั่นจักรยาน เป็นต้น
  5. การป้องกันภาวะกระดูกหักซ้ำ (preventing secondary fractures) เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงเนื่องจากในผู้ป่วยบางกลุ่มสามารถเกิดภาวะกระดูกหักซ้ำได้ง่าย แต่ก็สามารถลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะกระดูกหักได้ โดยมีทั้งหมด 4 ปัจจัย ดังนี้

5.1. ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ในผู้ป่วยที่มีประวัติล้มบ่อยในจุดเดิมหรือมีสิ่งแวดล้อมที่อาจทำให้ล้ม ควรรีบแก้ไข  ให้เร็วที่สุดเช่น “พื้นหน้าห้องน้ำลื่น” แก้ไขโดย วางแผ่นกันลื่นหรือ“มีวัตถุภายในบ้านทำให้ทางเดินแคบ”    แก้ได้โดย อยากวัตถุนั้นออกให้เดินได้สะดวก เป็นต้น

5.2. ปัจจัยด้านพฤติกรรม หากผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมทำอะไรรวดเร็ว ควรเปลี่ยนให้ทำอะไรช้าลง เช่น “ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว” อาจทำให้เวียนหัวได้จากการที่ร่างกายปรับความดันไม่ทันหรือ “เดินหมุนตัวอย่างรวดเร็ว” อาจทำให้สะดุดขาตัวเองจนล้ม เป็นต้น

5.3. ปัจจัยทางด้านร่างกาย หากผู้ป่วยมีปัญหาด้านการทรงตัว ควรรีบปรึกษานักกายภาพบำบัดเพื่อฝึกการทรงตัว เช่น ผู้ป่วยล้มขณะเดินภายในบ้านโดยไม่สะดุดหรือชนกับสิ่งของ หรือ ผู้ป่วยล้มเมื่อได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยขณะยืน 2 ขา เป็นต้น

5.4. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรค ในผู้ป่วยที่มีโรคเกี่ยวกับกระดูก ที่ทำให้กระดูกหักง่ายขึ้นหรือเสียคุณสมบัติ   ในการรับแรงไป ควรรีบทำการรักษาให้เร็วที่สุด เช่น โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis), โรคมะเร็งกระดูก (Bone Cancer/Metastasis) และภาวะกระดูกติดเชื้อ (Osteomyelitis เป็นต้น

เรียบเรียงโดย กภ.ไกรวิชญ์ เลิศนิธิพรกุล

เอกสารอ้างอิง

  1. ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. Textbook of Orthopaedictruma. พิมพ์ครั้งที่ กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี,มหาวิทยาลัยมหิดล; 2551.
  2. Sheen JR, Mabrouk A, Garla VV. Fracture Healing Overview. [Updated 2023 Apr 8]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2026 Jan-. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK551678/
  3. ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. Textbook of Orthopaedictruma. พิมพ์ครั้งที่ กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี,มหาวิทยาลัยมหิดล; 2563.
  4. พญ.สุมาลี ซื่อธนาพรกุล. การฟื้นฟูผู้ป่วยกระดูกหัก. วารสารเวชศาสตร์ฟื้นฟูสาร. 2539;5(3):7-14.
  5. Nawkhare AV, Deshmukh M, Padmawar S. The Effectiveness of Physiotherapy Rehabilitation in an Adult With Multiple Joint Fractures - A Case Report. Cureus. 2024 Jul 2;16(7):e63654.

Figure’s reference

รูปที่ 1

Paruchuri, R.K., Choudur, H.N., & Chodavarapu, L.M. (2023). Orthopedic hardware in trauma – A guided tour for the radiologist-Associated complications (Part 2). Indian Journal of Musculoskeletal Radiology.2023:1-15, Figure 1. Primary and secondary bone healing.P.5.

รูปที่ 2

Amiethab Aiyer, MD. Fracture healing: [ Updated 2026 Mar 25]. Figure 1, Secondary bone healing. Available from: www.orthobullets.com/basic-science/9009/fracture-healing

Post Views: 11,504
Share
30

Related posts

ตุลาคม 16, 2026

ภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (chronic pelvic pain syndrome) กายภาพบำบัดช่วยได้อย่างไร ?


Read more
ตุลาคม 14, 2026

ปวดสะโพกร้าวลงขา เกิดจากอะไรนะ (Piriformis Syndrome)


Read more
ตุลาคม 9, 2026

ธาราบำบัดในภาวะเด็กพิเศษ ตอนที่ 2 เด็กกลุ่มกล้ามเนื้ออ่อนแรง


Read more
มิถุนายน 10, 2026

วิธีดูแลและรักษาเมื่อเป็นโรคอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก หรือ “Bell’s Palsy”


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.