mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

กระดูกหักนานแค่ไหนถึงหาย ?

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • กระดูกหักนานแค่ไหนถึงหาย ?

กระดูกหักนานแค่ไหนถึงหาย ?

มิถุนายน 5, 2026
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • Bone fracture
  • Bone healing
  • rehabilitation

กระดูกหักเป็นภาวะที่ทุกคนสามารถพบเจอได้ตลอดเวลา โดยหากผู้ป่วยมีภาวะกระดูกหักไม่ว่าจะเป็นกระดูกส่วนไหนของร่างกายมักมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันไม่มากก็น้อย และยังต้องใช้เวลาในการรักษาและฟื้นฟูเป็นเวลานานหลายเดือน ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีความกังวลว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการรักษาและฟื้นฟู  ดังนั้นบทความนี้จะให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาวะกระดูกหัก ได้แก่ สาเหตุที่ทำให้กระดูกหัก อาการเมื่อกระดูกหัก ระยะเวลาในการซ่อมแซมกระดูก และการฟื้นฟูในผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกหัก เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจภาวะกระดูกหักเพิ่มมากขึ้น และลดความกังวลที่เกิดขึ้น

กระดูกมีหน้าที่สำคัญอยู่ 3 อย่างคือ เป็นโครงสร้างที่ใช้ในการค้ำจุนร่างกายและเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อ เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหว ป้องกันอวัยวะภายในที่สำคัญและไขกระดูก และเป็นที่สะสมเกลือแร่ ทำให้กระดูกต้องมีความแข็งแรงและสามารถรับแรงในแนวตั้งได้ดี อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะมีความแข็งแรงแค่ไหนก็สามารถหักได้โดยกระดูกหักมีทั้งหมด 2 รูปแบบ ได้แก่ กระดูกหักแบบปิด (closed fracture) คือมีภาวะกระดูกหักเกิดขึ้น แต่กระดูกไม่แทงทะลุเนื้อเยื่อหรือผิวหนังออกมาให้เห็น และกระดูกหักแบบเปิด (opened fracture) คือมีภาวะกระดูกหักเกิดขึ้นโดยกระดูกที่หักแทงออกจากเนื้อเยื่อและผิวหนังจนเราสามารถเห็นได้ การหักแบบนี้หากดูแลรักษาได้ไม่ดีอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ จนทำให้ใช้เวลาในการซ่อมแซมกระดูกนานขึ้นหรือเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอื่นที่อันตรายต่อร่างกายได้ นอกจากนี้สามารถแบ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกหักได้เป็น 2 สาเหตุ ดังนี้ (1)

1. การได้รับการบาดเจ็บโดยตรง (trauma) สามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 สาเหตุ ดังนี้

1.1 การประสบอุบัติเหตุ (accident) การที่กระดูกได้รับแรงกระแทกโดยตรงอย่างรุนแรงจนทำให้กระดูกหัก เช่น การประสบอุบัติเหตุทางจราจร การล้ม และการกระแทกอย่างรุนแรงจากการเล่นกีฬา เป็นต้น

1.2 การใช้งานมากเกินไป (overuse) การที่กระดูกได้รับการบาดเจ็บซ้ำจุดเดิม หลายครั้งต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนกระดูกไม่สามารถรับแรงที่มากระทำได้อีกต่อไป ทำให้กระดูกหักในที่สุด

2.ภาวะผิดปกติของกระดูก (pathological Fracture) สามารถแบ่งย่อยได้อีก 3 สาเหตุ ดังนี้

2.1 กระดูกพรุน (Osteoporosis) เมื่อมวลกระดูกลดน้อยลง ทำให้กระดูกโปร่งและเปราะบาง ดังนั้นกระดูกไม่สามารถรับแรงกดหรือแรงกระแทกได้ตามปกติ เมื่อได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยอาจทำให้กระดูกหักได้ (fragility fracture)

2.2 มะเร็งกระดูก (Metastasis/bone cancer) มะเร็งที่เกิดในกระดูกโดยตรง (primary) หรือแพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น (Metastatic) สามารถทำให้เกิดกระดูกหักที่เรียกว่า pathologic Fracture โดยเชื้อมะเร็งอาจทำลายกระดูกโดยตรงหรือทำให้กระดูกเสียคุณสมบัติในการรับแรงไป จนทำให้กระดูกหักแม้ไม่ได้ประสบอุบัติเหตุ

2.3 กระดูกติดเชื้อ (Osteomyelitis) เชื้อโรคเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อกระดูก ทำให้เกิดอาการอักเสบ บวม ขัดขวางการไหล่เวียนเลือดหรือมีอาการอักเสบมากจนเกินไปจนระบบภูมิคุ้มกันทำลายกระดูก ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างกระดูกอ่อนแอและเสียคุณสมบัติในการรับแรงไป 

นอกจากนี้ถ้าหากประสบอุบัติเหตุหรือพบเจอผู้คนที่ไม่แน่ใจว่ามีภาวะกระดูกหักหรือไม่ เราสามารถสังเกตอาการของภาวะกระดูกหักเบื้องต้นได้ ดังนี้

  1. มีอาการปวดแหลม และปวดฉับพลัน
  2. มีอาการบวมแดงและอุ่นบริเวณที่บาดเจ็บ
  3. สามารถขยับข้อต่อได้เพียงเล็กน้อยหรือขยับไม่ได้หรือไม่สามารถยืนเดินลงน้ำหนักได้
  4. มีการผิดรูปของอวัยวะ

หากพบอาการเหล่านี้ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยดามให้ส่วนนั้นให้อยู่กับที่ ไม่ขยับหรือลงน้ำหนัก และควรพิจารณาส่งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจประเมินเพิ่มเติมและรักษาในลำดับต่อไป

รูปที่ 1 Primary and secondary bone healing

รูปที่ 1 Primary and secondary bone healing

ที่มารูปภาพ: Paruchuri, R.K., Choudur, H.N., & Chodavarapu, L.M. (2023). Orthopedic hardware in trauma (2023)

กระบวนการซ่อมแซมกระดูก (bone healing)

การซ่อมแซมของกระดูกในภาวะกระดูกหัก (bone healing) โดยกระบวนการซ่อมแซมที่จะเกิดขึ้นขึ้นอยู่กับลักษณะของกระดูกที่หักและวิธีรักษาของแพทย์ ซึ่งมีทั้งหมด 2 กระบวนการ ดังนี้ (ตามรูปที่ 1) (1-3)

1. การซ่อมแซมโดยตรง primary (direct) bone healing

การซ่อมแซมที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ต้องได้รับการผ่าตัดใส่อุปกรณ์ให้กระดูกทั้ง 2 ชิ้นชิดกันอย่างมั่นคง (rigid fixation) มีความห่างจากกันไม่เกิน 1 มิลลิเมตร โดยการรักษานี้จะไม่มีการสร้างกระดูกใหม่ขึ้นมาชั่วคราว (Callus) แต่กระดูกที่หักจะสร้างกระดูกขึ้นมาต่อกันโดยตรง ระยะเวลาในการซ่อมแซมใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ เพื่อสร้างกระดูกขึ้นมาใหม่ และใช้เวลาในการขึ้นรูปกระดูกให้แข็งแรง 2 เดือนถึง 1 ปีขึ้นไป เพื่อสร้างให้กระดูกแข็งแรงเท่าเดิม ระยะเวลาในการซ่อมแซมขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

2. การซ่อมแซมทางอ้อม secondary (Indirect) bone healing

การซ่อมแซมนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยร่างกายจะสร้างกระดูกชั่วคราว (callus) ช่วยในการซ่อมแซมกระดูกที่หัก มักพบในกระดูกหักที่ไม่เลื่อนออกจากกันหรือหลังจากมีการจัดให้อยู่ในแนวที่เหมาะสม (closed reduction) แล้วปล่อยให้กระดูกมีระยะห่างกันเล็กน้อยแต่มากกว่า 1 มิลลิเมตร  โดยยึดส่วนนั้นให้อยู่กับที่ผ่านการใส่เฝือก หรืออุปกรณ์ดาม สามารถแบ่งกระบวนการการซ่อมแซมได้ทั้งหมด 4 ระยะ ดังนี้ (ตามรูปที่ 2)

2.1 Hematoma formation เกิดขึ้นทันทีหลังกระดูกหักประมาณ 48 - 72 ชั่วโมงแรก เกิดการซ่อมแซมหลอดเลือดที่ฉีกขาด เกิดการรวมตัวกันของเซลล์เม็ดเลือดขาวและเซลล์กระดูกเพื่อทำลายเนื้อเยื้อที่ตาย ร่วมถึงเตรียมความพร้อมในการซ่อมแซมกระดูกต่อไป

2.2 Soft callus formation เกิดขึ้นหลังจากกระดูกหัก 3 วัน - 2 สัปดาห์  ระยะนี้เกิดหลังจากที่อาการปวด บวม แดงหายไป จะเริ่มการสร้างกระดูกอ่อนและพังผืดขึ้นมาเชื่อมระหว่างกระดูกที่หัก (soft callus) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการโค้งงอหรือหดสั้นของกระดูก

2.3 Hard callus formation เกิดขึ้นหลังจากกระดูกหัก 6 สัปดาห์ - 8 สัปดาห์ ระยะนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มี Soft callus เชื่อมกระดูกทั้ง 2 แล้ว หลังจากนั้นจะเริ่มการตกตะกอนเกลือแคลเซี่ยม (cartilage calcification) เมื่อเสร็จจะเริ่มเกิดการสร้างหลอดเลือดใหม่และสร้างกระดูกจริงขึ้นมา (hard callus) ระยะนี้จะจบลงเมื่อกระดูกสมานกันเรียบร้อย

2.4 Bone remodeling เกิดขึ้นหลังจากกระดูกหักประมาณ 2 เดือน – 2 ปี ในระยะนี้กระดูกสมานกันเรียบร้อย แต่จะเกิดการปรับแต่งกระดูกให้เซลล์เรียงตัวสวยขึ้น และมีความแข็งแรงมากขึ้น สังเกตได้จาก Callus ที่เกิดขึ้นจะหายไปทีละน้อย

รูปที่ 2 Secondary bone healing (1) Hematoma Formation (2) Soft callus formation (3) Hard callus formation (4) Bone remodeling

รูปที่ 2 Secondary bone healing (1) Hematoma Formation (2) Soft callus formation (3) Hard callus formation (4) Bone remodeling

ที่มารูปภาพ: By Amiethab Aiyer, MD, 2023, www.orthobullets.com/basic-science/9009/fracture-healing

จากระยะเวลาในการซ่อมแซมกระดูกที่กล่าวมาข้างต้นนั้น สามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยปัจจัยที่อาจทำให้ใช้เวลาในการซ่อมแซมกระดูกนานขึ้นได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคอ้วน ผู้ป่วยโลหิตจาง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่ได้รับยาสเตียรอยด์ ภาวะขาดสารอาการ การสูบบุรี่ และการได้รับยารักษาที่มีผลต่อการซ่อมแซมกระดูก (2,3)

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ากระดูกจะซ่อมแซมด้วยวิธีการไหน แพทย์มักให้เริ่มใช้งานกระดูกส่วนที่หักหลังจากกระดูกเริ่มติดกันและแข็งแรงประมาณนึง โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน หลังจากเข้ารับการรักษาขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ อย่างไรก็ตามหากยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้งาน ต้องหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักหรือมีแรงกระทำบริเวณกระดูกที่หักโดยตรง เพื่อให้กระบวนการซ่อมแซมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

การฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกหัก (rehabilitation)

การเข้ารับการฟื้นฟูหลังการรักษาภาวะกระดูกหักจากแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดหรือการใส่เฝือก เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับทำกิจวัติประจำวันหรือกิจกรรมต่าง ๆ ได้เหมือนเดิม ดังนั้นควรรีบเข้ารับได้รับการฟื้นฟู หลักการในการฟื้นฟูที่สำคัญมีทั้งหมด 4 อย่างประกอบด้วย (4,5)

  1. มุมการเคลื่อนไหวข้อต่อ (range of motion) หลังจากรักษาภาวะกระดูกหัก ผู้ป่วยจะถูกจำกัดการเคลื่อนไหว (Immobilized) เช่น การใส่เฝือก เป็นต้น เมื่อถูกจำกัดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานานจะทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้อต่อยึดติด ดังนั้นหลังจากแพทย์อนุญาตให้มีการเคลื่อนไหวได้แล้ว ควรยืดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้อต่อ นอกจากนี้ถ้าหากข้อต่อมีการยึดติดมากเกินไป จนไม่สามารถขยับข้อต่อได้เอง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อจัด ดัด ดึงข้อต่อ
  2. กำลังกล้ามเนื้อ (muscle strength) เมื่อถูกจำกัดการเคลื่อนไหวหรือลงน้ำหนักเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อที่ใช้ในการขยับเคลื่อนไหวข้อต่อหรือทำงานขณะลงน้ำหนักนั้นก็จะมีกำลังลดลง เนื่องจากไม่ได้ใช้งาน ดังนั้นหลังจากแพทย์อนุญาตให้มีการเคลื่อนไหวได้แล้ว ควรออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ (Strengthening exercise) ในส่วนนั้น ๆ
  3. ความสามารถในการทำกิจกรรม (functional ability) เมื่อถูกจำกัดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน โดยเฉพาะรยางค์ขา อาจทำให้กลับไปทำกิจวัติประจำวันได้ลำบาก ยกตัวอย่างเช่น การเดิน ดังนั้นควรได้รับการฟื้นฟูจากนักกายภาพบำบัดในการฝึกเดิน โดยการฝึกเดินนั้นมีหลายแบบขึ้นอยู่รูปแบบการผ่าตัดและดุลพินิจของแพทย์ว่าสามารถเดินลงน้ำหนักได้แบบไหน เช่น ลงน้ำหนักได้บางส่วน (Partial weight bearing) ลงน้ำหนักได้เต็มที่ (Full weight bearing) เป็นต้น ซึ่งการฝึกเดินลงน้ำหนักช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้นและผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจวัติประจำวันได้ดีขึ้น โดยนักกายภาพบำบัดจะพิจารณาเครื่องช่วยเดินและรูปแบบการเดินที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน
  4. ความสามารถในการใช้ออกซิเจนของร่างกาย (Aerobic capacity) เมื่อถูกจำกัดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน โดยเฉพาะรยางค์ขา ผู้ป่วยไม่ได้ยืน เดิน หรือวิ่ง เหมือนปกติอาจทำให้เมื่อกลับมาทำกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนไหวมีอาการเหนื่อยเกิดขึ้นได้ ดังนั้นควรออกกำลังกายแบบ Aerobic exercise เช่น การเดินเร็ว การวิ่ง และการปั่นจักรยาน เป็นต้น
  5. การป้องกันภาวะกระดูกหักซ้ำ (preventing secondary fractures) เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงเนื่องจากในผู้ป่วยบางกลุ่มสามารถเกิดภาวะกระดูกหักซ้ำได้ง่าย แต่ก็สามารถลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะกระดูกหักได้ โดยมีทั้งหมด 4 ปัจจัย ดังนี้

5.1. ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ในผู้ป่วยที่มีประวัติล้มบ่อยในจุดเดิมหรือมีสิ่งแวดล้อมที่อาจทำให้ล้ม ควรรีบแก้ไข  ให้เร็วที่สุดเช่น “พื้นหน้าห้องน้ำลื่น” แก้ไขโดย วางแผ่นกันลื่นหรือ“มีวัตถุภายในบ้านทำให้ทางเดินแคบ”    แก้ได้โดย อยากวัตถุนั้นออกให้เดินได้สะดวก เป็นต้น

5.2. ปัจจัยด้านพฤติกรรม หากผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมทำอะไรรวดเร็ว ควรเปลี่ยนให้ทำอะไรช้าลง เช่น “ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว” อาจทำให้เวียนหัวได้จากการที่ร่างกายปรับความดันไม่ทันหรือ “เดินหมุนตัวอย่างรวดเร็ว” อาจทำให้สะดุดขาตัวเองจนล้ม เป็นต้น

5.3. ปัจจัยทางด้านร่างกาย หากผู้ป่วยมีปัญหาด้านการทรงตัว ควรรีบปรึกษานักกายภาพบำบัดเพื่อฝึกการทรงตัว เช่น ผู้ป่วยล้มขณะเดินภายในบ้านโดยไม่สะดุดหรือชนกับสิ่งของ หรือ ผู้ป่วยล้มเมื่อได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยขณะยืน 2 ขา เป็นต้น

5.4. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรค ในผู้ป่วยที่มีโรคเกี่ยวกับกระดูก ที่ทำให้กระดูกหักง่ายขึ้นหรือเสียคุณสมบัติ   ในการรับแรงไป ควรรีบทำการรักษาให้เร็วที่สุด เช่น โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis), โรคมะเร็งกระดูก (Bone Cancer/Metastasis) และภาวะกระดูกติดเชื้อ (Osteomyelitis เป็นต้น

เรียบเรียงโดย กภ.ไกรวิชญ์ เลิศนิธิพรกุล

เอกสารอ้างอิง

  1. ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. Textbook of Orthopaedictruma. พิมพ์ครั้งที่ กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี,มหาวิทยาลัยมหิดล; 2551.
  2. Sheen JR, Mabrouk A, Garla VV. Fracture Healing Overview. [Updated 2023 Apr 8]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2026 Jan-. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK551678/
  3. ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. Textbook of Orthopaedictruma. พิมพ์ครั้งที่ กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี,มหาวิทยาลัยมหิดล; 2563.
  4. พญ.สุมาลี ซื่อธนาพรกุล. การฟื้นฟูผู้ป่วยกระดูกหัก. วารสารเวชศาสตร์ฟื้นฟูสาร. 2539;5(3):7-14.
  5. Nawkhare AV, Deshmukh M, Padmawar S. The Effectiveness of Physiotherapy Rehabilitation in an Adult With Multiple Joint Fractures - A Case Report. Cureus. 2024 Jul 2;16(7):e63654.

Figure’s reference

รูปที่ 1

Paruchuri, R.K., Choudur, H.N., & Chodavarapu, L.M. (2023). Orthopedic hardware in trauma – A guided tour for the radiologist-Associated complications (Part 2). Indian Journal of Musculoskeletal Radiology.2023:1-15, Figure 1. Primary and secondary bone healing.P.5.

รูปที่ 2

Amiethab Aiyer, MD. Fracture healing: [ Updated 2026 Mar 25]. Figure 1, Secondary bone healing. Available from: www.orthobullets.com/basic-science/9009/fracture-healing

Post Views: 2,452
Share
29

Related posts

มิถุนายน 10, 2026

วิธีดูแลและรักษาเมื่อเป็นโรคอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก หรือ “Bell’s Palsy”


Read more
มิถุนายน 8, 2026

หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นในเด็กและวัยรุ่น


Read more
มิถุนายน 3, 2026

กายภาพบำบัดในเด็กกลุ่มอาการแองเจิลแมน (Angelman syndrome)


Read more
มิถุนายน 1, 2026

การอบอุ่นร่างกายเพื่อป้องกันการบาดเจ็บในนักกีฬาแบดมินตัน


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.