mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

วิ่งอย่างไรให้ปลอดภัยในคนอ้วน

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางการกีฬา
  • วิ่งอย่างไรให้ปลอดภัยในคนอ้วน

วิ่งอย่างไรให้ปลอดภัยในคนอ้วน

เมษายน 29, 2020
Categories
  • กายภาพบำบัดทางการกีฬา
  • การออกกำลังกาย
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • คนอ้วนวิ่งได้ไหม
  • อ้วน

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น ทั้งการเลือกรับประทานอาหาร หรือเลือกทานอาหารร่วมกับการออกกำลังกาย การวิ่งถือเป็นการออกกำลังกายที่นิยมมากในปัจจุบัน ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่าการวิ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ง่าย ไม่ต้องมีอุปกรณ์มากมาย และทุกคนสามารถทำได้ อย่างไรก็ตามการวิ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาในบางครั้งกับคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักเกิน (BMI  25 kg/m2)1 แม้ว่าการวิ่งจะเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่าย แต่ถ้าวิ่งผิดวิธีอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน ซึ่งมีการนำเสนอวิธีการวิ่งที่ปลอดภัยและยังส่งเสริมการลดน้ำหนักได้ด้วย

อุปสรรค 3 เรื่องใหญ่ที่มักจะพบในกลุ่มผู้ที่มีน้ำหนักเกินและออกกำลังกายด้วยการวิ่ง มีดังนี้

  1. วิ่งแล้วมีอาการเจ็บ ส่วนใหญ่มักจะมีอาการที่ข้อเข่าเนื่องจากเป็นข้อต่อที่มีส่วนในการรับน้ำหนักของร่างกายเป็นสำคัญและใช้ในการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันอย่างมาก โดยเฉพาะในนักวิ่งที่มีน้ำหนักตัวที่มากขึ้น ข้อเข่ายิ่งรับน้ำหนักมากขึ้นตาม2 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ส่งเสริมอาการเจ็บได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านอื่นๆ เช่น ลักษณะแนวของเข่า (เข่าโก่ง หรือเข่าแอ่น) การยืดกล้ามเนื้อก่อน และหลังวิ่งไม่เพียงพอ กล้ามเนื้อบริเวณขายังไม่แข็งแรงพอ หรือท่าทางในการวิ่งที่สุ่มเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ทำให้ความหนักไปลงที่บริเวณข้อเข่ามากเกินไป ซึ่งสามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยปรับท่าทางการวิ่งให้ถูกต้องเหมาะสม3 ดังนี้
  • ศีรษะไม่ก้มหรือเงยมากเกินไป ตั้งตรงเป็นแนวเดียวกันกับลำตัว
  • งอเข่าและย่อตัวลงเล็กน้อย เพื่อให้เกิดการกระจายแรงไม่ให้น้ำหนักลงที่ข้อเข่ามากเกินไป
  • ก้าวสั้น ๆ ไม่ยาวเกินแนวลำตัว สลับเท้าเร็ว ๆ เพื่อทำให้น้ำหนักไม่ลงที่ข้อเข่ามากจนเกินไป
  • แกว่งแขนได้เล็กน้อยตามความเร็วในการวิ่ง ไม่มากไป เนื่องจากจะทำให้ลำตัวแกว่งและเสียสมดุลในการวิ่งได้
  • ลงน้ำหนักให้เต็มเท้าขณะที่เท้าแตะพื้น ไม่ลงที่ส้น หรือปลายเท้ามากกว่ากัน

ขณะวิ่งควรสังเกตอาการของตนเองอยู่ตลอด ถ้ามีอาการเจ็บมากขึ้นให้หยุดพัก และปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด

นอกจากการปรับท่าทางการวิ่งแล้ว ควรมีการออกกำลังกายด้วยการวิ่งสลับกับออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและสะโพก เพื่อให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงเพียงพอกับการวิ่งและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถดูท่าออกกำลังกายได้ในบทความเรื่อง “การออกกำลังกายป้องกันเข่าทรุด” https://pt.mahidol.ac.th/ptcenter/?p=826

  1. วิ่งแล้วเหนื่อย ผู้ที่มีน้ำหนักเกินจะมีแนวโน้มของความสามารถในการทำงานของปอดลดลง4 ทำให้เกิดการเหนื่อยง่ายกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ โดยปกติขณะที่ทำการออกกำลังกาย ร่างกายของเราจะต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น เราจึงควรต้องควบคุมการหายใจให้ถูกต้องเพื่อให้ออกซิเจนเข้าไปได้อย่างเพียงพอ โดยหายใจเข้า-ออกทางจมูก แต่ถ้าเหนื่อยมากให้หายใจออกทางปากได้5 ในการวิ่งระยะแรกจะมีอาการเหนื่อย แต่หลังจากที่วิ่งอย่างต่อเนื่องประมาณ 2-4 สัปดาห์ ร่างกายจะมีการปรับตัว6 อาการเหนื่อยจึงค่อยๆลดลง หลังจากนั้นอาจจะปรับความหนักในการวิ่งเพิ่มขึ้นได้ในระดับที่ทนไหว
  2. วิ่งยังไงน้ำหนักก็ไม่ลง หลาย ๆ คนอาจจะมีความรู้สึกนี้ โดยอาจบางท่านอาจจะคิดว่า ยิ่งวิ่งเร็ว ๆ ยิ่งเหนื่อย ยิ่งเหงื่อออกมากน้ำหนักยิ่งลดลงมาก การที่มีน้ำหนักตัวมาก ส่วนใหญ่นั้นมาจากไขมันที่มีมากเกินในร่างกาย เพราะฉะนั้น ถ้าต้องการให้ลดน้ำหนักลดลง แนะนำให้ออกกำลังกายให้ความเหนื่อยอยู่ในระดับที่ร่างกายมีการดึงส่วนของไขมันออกมาเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ใช้ในการออกกำลังกายให้มากที่สุด ซึ่งระดับความเหนื่อยนี้ สามารถประมาณได้จากอัตราการเต้นของหัวใจ ดังนั้น แนะนำให้นักวิ่งมีการควบคุมระดับอัตราการเต้นของหัวใจให้เหมาะสมขณะออกกำลังกาย เพื่อให้ได้ประโยชน์ตรงตามจุดประสงค์ของนักวิ่ง

โดยให้เลือกใช้ความหนักระดับเบา แต่ใช้ระยะเวลาวิ่งนาน และอัตราการเต้นของหัวใจควรอยู่ในช่วงที่ 2  คือ ความหนัก 60-70% โดยต้องวิ่งต่อเนื่องเป็นเวลา 30-90 นาที ความถี่ในการวิ่ง คือ 3-5 ครั้ง/สัปดาห์ หรือสัปดาห์ละ 150 นาทีขึ้นไป4 ซึ่งความหนักในระดับนี้จะไม่ทำให้เหนื่อยมากเกินไป

โดยวิธีการคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจขณะวิ่งที่ต้องการ7,8 คือ

*หมายเหตุ ยาบางชนิดมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด และระดับของความหนัก ถ้าคุณมีความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ หรือรับการรักษาโดยการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลก่อนออกกำลังกาย

ตัวอย่างการคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจ

นาย A อายุ 40 ปี ต้องการออกกำลังกายให้อัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในช่วงที่ 2 (60-70%)

เพราะฉะนั้น นาย A ควรวิ่งให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในช่วง 108-126 ครั้ง/นาที ในช่วงแรกที่เริ่มวิ่งอาจจะกำหนดให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ช่วงต้น ๆ ก่อนเพื่อเป็นการปรับการทำงานของหัวใจ หลังจากนั้นสามารถเพิ่มได้ตามความเหมาะสม

หรือถ้าไม่มีอุปกรณ์ที่จับชีพจรขณะวิ่ง แนะนำให้ใช้แบบทดสอบที่เรียกว่า talk test ได้โดยสังเกตจากความสามารถในการพูดขณะวิ่ง โดยให้อยู่ในช่วงความหนักปานกลาง คือ สามารถพูดได้จบประโยค แต่ไม่สามารถร้องเพลงได้

เมื่อรู้วิธีการวิ่งที่ถูกต้องแล้ว ก็สามารถนำไปใช้กับตนเองหรือแนะนำผู้อื่นได้อย่างถูกต้องอีกด้วย ที่สำคัญนักวิ่งควรใส่ใจเรื่องการยืดกล้ามเนื้อทั้งก่อนและหลังการวิ่ง และอย่าลืมสังเกตตัวเองตลอดขณะวิ่ง เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้

เรียบเรียงโดย กภ.นันทัชพร คำบุญเรือง

เอกสารอ้างอิง

  1. Zdziarski LA, Chen C, Horodyski M, Vincent KR, Vincent HK. Kinematic, cardiopulmonary, and metabolic responses of overweight runners while running at self-selected and standardized speeds. PM R. 2016 Feb 1;8(2):152-60.
  2. Hung A, Sayre EC, Guermazi A, Esdaile JM, Kopec JA, Thorne A et al. Association of body mass index with incidence and progression of knee effusion on magnetic resonance imaging and on knee examination. Arthritis Care Res (Hoboken). 2016; 68(4):511-6.
  3. Nicola TL, Jewison DJ. The anatomy and biomechanics of running. Clin Sports Med. 2012 Apr 1;31(2):187-201.
  4. Salome CM, King GG, Berend N. Physiology of obesity and effects on lung function. J. Appl. Physiol. 2010; 108(1):206-11.
  5. Dallam G, Kies B. The Effect of Nasal Breathing Versus Oral and Oronasal Breathing During Exercise: A Review. J Sports Res. 2020; 7(1):1-0.
  6. Hughes DC, Ellefsen S, Baar K. Adaptations to endurance and strength training. Cold Spring Harb Perspect Med. 2017 May 10:a029769.
  7. Petridou A, Siopi A, Mougios V. Exercise in the management of obesity. Metab Clin Exp. 2019; 163–169.
  8. Berglund IJ, Sørås SE, Relling BE, Lundgren KM, Kiel IA, Moholdt T. The relationship between maximum heart rate in a cardiorespiratory fitness test and in a maximum heart rate test. J Sci Med Sport. 2019; 22(5):607-10.
Post Views: 2,647
Share
1

Related posts

พฤษภาคม 8, 2026

เมื่อเด็กเล็กอารมณ์ร้อน ดื้อ ต่อต้าน ( 1-4 ปี ) ผู้ปกครองควรรับมืออย่างไร ให้เด็กพัฒนาทักษะการดูแลอารมณ์ได้จริง


Read more
พฤษภาคม 1, 2026

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Myasthenia Gravis (MG)


Read more
เมษายน 27, 2026

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Amyotrophic Lateral Sclerosis (ALS)


Read more
เมษายน 10, 2026

การออกกำลังกายในภาวะเข่าโก่ง


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.