ผู้สูงอายุรู้ทันก่อนล้ม ตอนที่ 2 ‘บริหารกาย ห่างไกลโรค ห่างไกลล้ม’

หนึ่งในสาเหตุที่ผู้สูงอายุหกล้ม นั่นคือ ความเสื่อมของร่างกายประกอบกับโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ข้อเสื่อม โรคทางด้านระบบประสาท และระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งนำมาสู่การทานยาที่มากกว่า 3 ชนิดขึ้นไป ยกตัวอย่างเช่นยาที่มีส่งผลให้เกิดการง่วงซึม1
โดยพบว่าการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เกิดขึ้น คือ การเสื่อมของระบบและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะระบบกล้ามเนื้อ โครงกระดูก เช่น มวลรวมของกล้ามเนื้อลดลง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง และมวลกระดูกบางลง รวมถึงระบบประสาท เช่นการรับความรู้สึกช้าลง และระบบหัวใจและหลอดเลือดเสื่อมลง สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การลดลงของความสามารถในการเคลื่อนไหว ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และการใช้ชีวิตประจำวัน และส่งผลให้ผู้สูงอายุเคลื่อนไหวช้าลง เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มเพิ่มมากขึ้น
ผู้อ่านว่าน่าสนใจหรือไม่ หากเราป้องกันการเป็นโรคเรื้อรังเหล่านี้ หรือชะลอโรคเหล่านี้ให้อยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ เพื่อส่งเสริมให้มีสุขภาพแข็งแรง และลดโอกาสต่อการพลัดตกหกล้ม ผู้เขียนขออาสานำเสนอแนวทางในการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีการเคลื่อนไหวที่มากขึ้น เพิ่มกิจกรรมทางกาย มีสุขภาพแข็งแรง รวมทั้งช่วยให้โรคประจำตัวที่มีอยู่สามารถควบคุมได้ เพื่อที่จะสามารถเพิ่มโอกาสในการปรับลดยาที่รับอยู่ในแต่ละวัน ห่างไกลโรคห่างไกลการพลัดตกหกล้มด้วยท่าออกกำลังกาย4,5 โดยท่าบริหารที่นำมาแนะนำนี้เป็นท่าที่เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ เพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อแขนและขา รวมทั้งช่วยเพิ่มสมดุลการทรงตัว ดังต่อไปนี้

ท่าที่ 1 ท่ายืดกล้ามเนื้อหลัง
โดยเริ่มจากท่านอนหงาย ชันเข่าทั้ง 2 ข้าง จากนั้นบิดลำตัวไปทางซ้ายหรือขวาสลับกันอย่างช้า ๆ ทำซ้ำไปมา 20 ครั้งหรือจนกว่าอาการตึงตัวของกล้ามเนื้อจะทุเลา

ท่าที่ 2 ท่ายืดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและต้นขา
โดยเริ่มจากท่านอนหงาย ไขว้ขาด้านที่ต้องการยืดไปฝั่งตรงข้าม จากนั้นใช้มือกดต้นขาพร้อมบิดลำตัวไป ดังภาพ ขณะยืดกล้ามเนื้อ หัวไหล่ทั้ง 2 ข้าง ต้องไม่ยกลอยจากเตียง ทำซ้ำไปมา 20 ครั้ง หรือจนกว่าอาการตึงตัวของกล้ามเนื้อจะทุเลา

ท่าที่ 3 ท่ายืดกล้ามเนื้อหลังและขา
โดยเริ่มจากท่านั่ง ขาข้างที่หนึ่งเหยียดตรง ส่วนอีกข้างงอเข้ามาเท่าที่ทำได้ จากนั้นให้ค่อย ๆ โน้มตัว เอื้อมมือทั้ง 2 ข้างไปแตะปลายเท้าของขาที่ยืดเหยียดออกไป ทำซ้ำเป็นจังหวะช้า ๆ 20 ครั้ง จึงสลับข้าง หรือทำวนไปจนกว่าอาการตึงตัวของกล้ามเนื้อหลังจะทุเลา

ท่าที่ 4 ท่าบริหารเพื่อเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกและขา
โดยเริ่มจากท่านั่งหลังตรง ฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้างเหยียบพื้น จากนั้นให้ลุกขึ้นยืนตัวตรง สลับลงนั่งช้า ๆ ทำต่อเนื่อง 1 นาที หากรู้สึกล้า สามารถพักได้

ท่าที่ 5 ท่าบริหารเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน่อง
โดยเริ่มจากท่ายืนตัวตรง หน้ามองตรง ค่อย ๆ เขย่งปลายเท้าขึ้น ระวังอย่าให้ลำตัวโน้มไปข้างหน้า เขย่งขึ้นลงเป็นจังหวะช้า ๆ ทำซ้ำ 20 ครั้ง

ท่าที่ 6 ท่าบริหารเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา
โดยเริ่มจากท่ายืนตัวตรงหันหลังพิงกำแพง จากนั้นค่อย ๆ ย่อเข่าทั้ง 2 ข้างเล็กน้อย ลำตัวตรงแนบกับกำแพง ทำซ้ำ 10 ครั้ง

ท่าที่ 7 ท่าบริหารเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อขา
โดยเริ่มจากท่ายืนตรง ยกขาสูงระดับสะโพก สลับข้างซ้าย ขวา ทำซ้ำด้วยความเร็วปกติต่อเนื่องกันเป็นเวลา 1 นาที หากรู้สึกล้า สมารถพักได้

ท่าที่ 8 ท่าบริหารกล้ามเนื้อขา
โดยเริ่มจากท่ายืนตัวตรงกางขาพอประมาณ ค่อย ๆ ย่อขาและถ่ายน้ำหนักไปที่ขาข้างที่ย่อโดยลำตัวยังตั้งตรง จากนั้นยืดขากลับมายืนในท่าเดิม ทำซ้ำเป็นจังหวะช้า ๆ ข้างละ 10 ครั้ง ทำสลับกัน

ท่าที่ 9 ท่าบริหารเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้องอข้อศอก
โดยเริ่มจากท่ายืนหรือนั่งตัวตรง แขนแนบลำตัว ยกดัมเบลหรือถุงทรายน้ำหนัก 2 กิโลกรัม โดยยกขึ้นลงเป็นจังหวะช้า ๆ ต่อเนื่องกัน 1 นาที หากรู้สึกล้า สามารถพักได้

ท่าที่ 10 ท่าบริหารเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อเหยียดข้อศอก
โดยเริ่มจากท่ายืนหรือนั่งตัวตรง แขนแนบลำตัว ยกดัมเบลหรือถุงทรายน้ำหนัก 2 กิโลกรัม แกว่งแขนไปทางด้านหลัง งอศอกและเหยียดศอกตรงตามลำดับ ทำซ้ำเป็นจังหวะช้า ๆ ต่อเนื่องกัน 1 นาที หากรู้สึกล้า สามารถพักได้

ท่าที่ 11 ท่าบริหารเพื่อเพิ่มสมดุลการทรงต้วในการเดิน
โดยเริ่มจากท่ายืนตัวตรง ก้าวขาซ้ายออกไปทางด้านซ้าย (a) และก้าวขาขวาออกไปทางด้านขวา (b) จากนั้นก้าวขาซ้ายกลับมาที่เดิม (c) และก้าวขาขวากลับมาที่เดิม (d) นับเป็น 1 รอบ ทำซ้ำเป็นจังหวะช้า ๆ ทำทั้งหมด 10 รอบ

ท่าที่ 12 ท่าบริหารเพื่อเพิ่มสมดุลการทรงตัวในการเดิน
โดยเริ่มจากท่ายืนตัวตรง ก้าวขาซ้ายไปด้านหน้า (a) ก้าวขาขวาขึ้นตาม (b) จากนั้นก้าวขาซ้ายกลับมาที่เดิม (c) ตามด้วยขาขวา (d) ตามลำดับ นับเป็น 1 รอบ ทำซ้ำเป็นจังหวะช้า ๆ ทำทั้งหมด 10 รอบ
เมื่อครบกลับมายืนตัวตรง คราวนี้ก้าวขาซ้ายไปด้านหลัง (a) ก้าวขาขวาตาม (b) จากนั้นก้าวขาซ้ายกลับมาที่เดิม (c) ตามด้วยขาขวา (d) ตามลำดับ นับเป็น 1 รอบ ทำซ้ำเป็นจังหวะช้า ๆ ทำทั้งหมด 10 รอบ

ท่าที่ 13 ท่าบริหารเพื่อเพิ่มสมดุลการทรงตัวในการเดิน
โดยเริ่มจากท่ายืนตัวตรง ก้าวขาซ้ายเฉียงขึ้นไปทางด้านซ้าย (a) ก้าวขาขวาเฉียงขึ้นไปทางด้านขวา (b) จากนั้นก้าวขาซ้ายกลับมาที่เดิม (c) ตามด้วยขาขวา (d) นับเป็น 1 รอบ ทำซ้ำเป็นจังหวะช้า ๆ ทำทั้งหมด 10 รอบ
เมื่อกลับมายืนในท่ายืนตัวตรง ให้ก้าวขาซ้ายเฉียงออกลงไปด้านหลัง (a) ก้าวขาขวาเฉียงออกลงไปทางด้านหลัง (b) จากนั้นก้าวขาซ้ายกลับขึ้นมาที่เดิม (c) ตามด้วยขาขวา (d) นับเป็น 1 รอบ ทำซ้ำเป็นจังหวะช้า ๆ ทำทั้งหมด 10 รอบ

ท่าที่ 14 ท่าบริหารเพิ่มสมดุลการทรงตัวในการเดิน
โดยเริ่มจากท่ายืนตัวตรง ในท่านี้ ควรฝึกในสถานที่เป็นลานโล่ง ระยะทางควรมากกว่า 5 เมตร ตั้งจุดกลับตัว 2 จุด และให้เดินวนจุดกลับตัวทั้ง 2 จุดเป็นเลข 8 ดังภาขณะฝึกให้เดินด้วยความเร็วปกติ เดินประมาณ 3-5 รอบ
นอกจากโปรแกรมการออกกำลังกายข้างต้น ยังสามารถออกกำลังกายโดยการเดินเร็วบนทางราบ เดินเร็วบนลู่วิ่ง หรือปั่นจักรยานด้วยความหนักระดับเบาถึงปานกลาง การออกกำลังกายดังกล่าวยังเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวและอาการของโรคคงที่ ทานยาต่อเนื่องตามที่แพทย์สั่ง รวมทั้งไม่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ เอ็น หรือข้อต่อต่าง ๆ อย่างรุนแรง
หากหวังผลในเรื่องของการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน องค์กรอนามัยโลกแนะนำว่า ควรออกกำลังกายด้วยความหนักระดับปานกลาง ติดต่อกันนานกว่า 30 นาที มีระยะเวลาการออกกำลังกายอย่างน้อย 3-4 วัน ต่อสัปดาห์ ระยะเวลารวมกันอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที ทำติดต่อกันนานอย่างน้อย 3 เดือน6 โดยการออกกำลังกายระดับเหนื่อยปานกลาง คือขณะออกกำลังกาย เราจะรู้สึกพูดเป็นประโยคยาว ๆ ต่อเนื่องได้ไม่สะดวก แต่ยังสามารถพูดเป็นคำ ๆ ได้ ร่วมกับการรู้สึกหายใจที่ลึกและแรงขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดการออกกำลังกายของระบบหลอดเลือดและ
สิ่งที่ควรระวังในการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุมีดังนี้
- ชีพจรขณะพักควารอยู่ในช่วงที่ปลอดภัยสำหรับอออกกำลังกาย โดยก่อนและหลังออกกำลังกาย ความดันโลหิตขณะพัก ควรอยู่ในช่วงระหว่าง 180/100 ถึง 100/60 มิลลิเมตรปรอท และอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักอยู่ในช่วง 100 ถึง 60 ครั้ง/นาที7 หากสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ควรควรงดการออกกำลังกาย พักการออกกำลังกายเพื่อวัดสัญญาณชีพเป็นระยะ ๆ และปรึกษาแพทย์
- กรณีมีไข้ หากมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ห้ามออกกำลังกาย ให้พักและให้ไปพบแพทย์
- ขณะออกกำลังกายมีอาการหายใจหอบเหนื่อย พูดเป็นคำลำบาก ให้ค่อย ๆ ปรับความหนักในการออกกำลังกายให้เบาลง และจึงพักเพื่อวัดสัญญาณชีพ แต่หากมีอาการแน่นหน้าอก หายใจติดขัดให้หยุดการออกกำลังกาย ให้ญาติ หรือผู้ที่ใกล้ชิดรีบวัดสัญญาณชีพ และนำส่งโรงพยาบาลทันที
- สถานที่ในการออกกำลังกายนอกจากจะมีอากาศถ่ายเทสะดวกแล้ว ควรมีที่ยึดเกาะสำหรับผู้สูงอายุ เพราะบางท่าบริหารอาจจะทำให้ผู้สูงอายุเสียหลักพลัดตกหกล้มได้ จึงควรมีราวเกาะ หรือเก้าอี้ที่สามารถยึดเกาะเป็นหลักได้ขณะออกกำลังกาย
สำหรับผู้สูงอายุที่มีความเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพที่ยังไม่คงที่แต่แพทย์แนะนำให้ออกกำลังกาย หรือยังมีอาการปวดอยู่บ้าง ผู้เขียนแนะนำว่าควรหาเวลามาพบนักกายภาพบำบัดเพื่อรับโปรแกรมออกกำลังกายที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล เมื่อออกกำลังกายอย่างเหมาะสมก็จะกลับมาแข็งแรงดังเดิม
อ่านจบแล้วอย่าลืมลงมือทำนะคะ เราจะได้เป็นผู้สูงอายุรู้ทันก่อนล้มตัวจริงเสียงจริงค่ะ
เรียบเรียงโดย กภ.เบญจวรรณ แซ่เล้า
เอกสารอ้างอิง
- Alshammari SA, Alhassan AM, Aldawsari MA, Bazuhair FO, Alotaibi FK, Aldakhil AA, Abdulfattah FW. Falls among elderly and its relation with their health problems and surrounding environmental factors in Riyadh. J Family Community Med. 2018;25(1):29.
- Fried LP, Tangen CM, Walston J, Newman AB, Hirsch C, Gottdiener J, Seeman T, Tracy R, Kop WJ, Burke G, McBurnie MA. Frailty in older adults: evidence for a phenotype. J Gerontol A Biol Sci Med Sci. 2001;56(3):M146-57.
- คำนวณการเผาผลาญพลังงาน Basal Metabolic Rate (BMR). FN [เข้าถึงเมื่อ 20191201]. เข้าถึงได้จาก: https://www.fatnever.com/bmr/
- Harnirattisai T, Thongtawee B, Raetong P. The effects of a physical activity program for fall prevention among thai older adults. Pacific Rim Int JNR. 2015;19(1):4-18
- มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มสผส.). ยากันล้ม. คู่มือป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ. สำนักอนามัยผู้สูงอายุ กรมอนามัย. สำนักพิมพ์กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. นนทบุรี 2559
- องค์การอนามัยโลก ชี้ 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่ทั่วโลกขาดการออกกำลังกาย. VOAThai 2018[เข้าถึงเมื่อ 20191124]. เข้าถึงได้จาก: https://www.voathai.com/a/who-25-percent-adult-lack-of-exercise/4560658.html
- American, Diabetic, Association. Diagnosis and classification of diabetes mellitus. Diabetes Care. 2014;37 Suppl 1:S81-90.




