mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

การวิ่งเท้าเปล่าต่างจากการใส่รองเท้าอย่างไร?

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางการกีฬา
  • การวิ่งเท้าเปล่าต่างจากการใส่รองเท้าอย่างไร?

การวิ่งเท้าเปล่าต่างจากการใส่รองเท้าอย่างไร?

เมษายน 13, 2020
Categories
  • กายภาพบำบัดทางการกีฬา
  • การออกกำลังกาย
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • bearfoot
  • วิ่งเท้าเปล่า

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแนวคิดการวิ่งแบบ Minimal support หรือการวิ่งแบบมี Support ที่บริเวณเท้าน้อย หรือ การวิ่งเท้าเปล่า (Barefoot running) เป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่นักวิ่ง สามารถพบได้บ่อยในงานวิ่งหรือสนามวิ่งทั้งระยะสั้นระดับ Minimarathon ไปจนถึง Ultramarathon รวมถึงการวิ่ง Trail เองก็มีคนใช้วิธีการวิ่งด้วยวิธีการนี้อย่างแพร่หลายมากขึ้น

บทความนี้จะมาทำความรู้จักการวิ่งแบบ Minimal support ว่ามีลักษณะอย่างไร แตกต่างจากรองเท้าที่มี Cushion หรือ full support อย่างไร?

หากย้อนไป 40,000 ปีที่ผ่านมา มีการค้นพบว่าร่างกายมนุษย์นั้นถูกออกแบบมาเพื่อการวิ่งแบบ Endurance มากกว่า การวิ่งแบบ Sprint โดยมนุษย์มีวิวัฒนาการทางด้านร่างกาย เพื่อการเอาชีวิตรอดเพื่อการล่าและการถูกล่า จากหลักฐานในอดีตที่ผ่านมา รองเท้า พึ่งถูกคิดค้นและพัฒนาในช่วงปี ค.ศ. 1900 หรือ นั่นอาจหมายความว่า มนุษย์วิ่งเท้าเปล่ากันมานานกว่า 40,000 ปีแล้ว (1)

การวิ่งแบบ Minimal support คืออะไร?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การวิ่งแบบ Minimal support ถูกพัฒนาให้รูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งการวิ่งสมัยใหม่ไม่ใช่แค่เพียงการวิ่งเท้าเปล่าเท่านั้น โดยมีการพัฒนารองเท้าลักษณะนี้ขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ  เช่น การใส่รองเท้าแตะวิ่งเพื่อลดสิ่งมีคมที่พื้นผิว หรือการใส่รองเท้าที่สวม 5 นิ้ว เพื่อลดการเสียดสีกันระหว่างนิ้วเท้า หรือ รูปแบบเหมือนรองเท้าวิ่งทั่วไป แต่มีการออกแบบให้พื้นรองเท้าบางและระดับความสูงของหน้าเท้ากับส้นเท้ามีความสูงเสมอกัน หรือเรียกว่า Zero drop โดยรองเท้าลักษณะนี้จะมีการ Support ที่บริเวณเท้าน้อยมากไปจนถึงไม่มีการ Support เลย

ต่างจากการวิ่งแบบ Full support อย่างไร?

ความแตกต่างของการวิ่ง 2 แบบ แตกต่างกันอยู่ที่การ Support บริเวณพื้นรองเท้า โดยรองเท้าชนิด Full support นี้จะมีการเสริมให้มี Support ตั้งแต่ส้นเท้าไปจนถึงปลายเท้า โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้าจะมีการเสริม Support มากกว่ากลุ่ม Minimal support เป็นอย่างมาก  โดยบริเวณส้นเท้าและปลายเท้าอาจมีการเสริมให้หนาขึ้นด้วยวัสดุต่าง ๆ ขึ้นผู้พัฒนานวัตกรรม ซึ่งในบริเวณส้นเท้าอาจสูงได้ตั้งแต่ 10 – 40 มิลลิเมตร และ 10 – 32 มิลลิเมตรในบริเวณปลายนิ้วเท้า ซึ่งจะแตกต่างกับกลุ่ม Minimal support ทั้งที่เป็นการวิ่งเท้าเปล่าและสวมรองเท้าที่แทบไม่มีการ Support ใด ๆ

อัตราการบาดเจ็บในนักวิ่งกลุ่ม Minimal support และ Full support

มีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา ทำการข้อมูลรวบรวมจากแบบสอบถามออนไลน์จำนวน 450 คน โดยเป็นนักวิ่งที่วิ่งเป็นประจำมากกว่า 16 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ เป็นเวลามากกว่า 6 เดือน ทั้ง Minimal support และ Full support ศึกษาอาการบาดเจ็บในบริเวณต่าง ๆ ที่พบในนักวิ่ง พบว่า

นักวิ่งจะมีการบาดเจ็บที่บริเวณเท้า เข่า สะโพกรวมถึงขาหนีบที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่ม Full support โดยเฉพาะบริเวณข้อสะโพกและขาหนีบมีอัตราการบาดเจ็บที่มากกว่าถึง 15% นอกจากนี้กลุ่ม Full support ยังมีอัตราการบาดเจ็บที่สูงกว่า 12% ที่บริเวณข้อเข่า และ 8% ที่บริเวณข้อเท้า เมื่อเทียบกับกลุ่ม Minimal support (2)

จากการศึกษาดังกล่าว มีการรายงานถึง อาการบาดเจ็บในภาพรวมทุกส่วนของร่างกาย พบว่า กลุ่มนักวิ่งแบบ Full support จะมีอาการบาดเจ็บ 1.17 ครั้งต่อนักวิ่ง 1 คน แต่จะพบ 1.66 ครั้งต่อนักวิ่ง 1 คนในกลุ่มนักวิ่งที่มี Support ปกติ (2) กล่าวคือ หากนำนักวิ่งทั้ง 2 กลุ่มมาสอบถามกลุ่มละ 10 คน จะพบว่าว่ากลุ่ม Minimal support มีอาการบาดเจ็บ 11 ครั้ง ส่วนกลุ่ม Full support จะพบได้ถึง 16 ครั้ง

ทำไมดูเหมือนการวิ่งแบบ Minimal support จะมีอาการบาดเจ็บน้อยกว่า ทั้ง ๆ ที่มีการ Support น้อย?

มีการรายงานถึงแรงกดที่บริเวณเข่าและสะโพกของกลุ่มนักวิ่งแบบ Minimal support พบว่ามีแรงกระทำที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับ Full support อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกิดแรงกระทำต่อเข่าและสะโพกน้อยลง โอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บที่บริเวณดังกล่าวจึงลดน้อยลงตามไปด้วย (3)

นอกจากบริเวณเข่าและสะโพกแล้ว อาการบาดเจ็บบริเวณเท้า เช่น ข้อเท้าพลิก อาการรองช้ำ เป็นต้น ของกลุ่ม Minimal support ยังพบได้น้อยกว่า อันเนื่องมาจากการ Support ที่น้อยหรือแทบไม่มีเลย เป็นการกระตุ้นการรับความรู้สึกภายในข้อต่อบริเวณข้อเท้าได้เป็นอย่างดี ทำให้โอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บที่บริเวณข้อเท้าได้ยากกว่า (4) รวมถึงการวิ่งลักษณะนี้ทำให้มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อภายในอุ้งเท้ามากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บในฝ่าเท้าหรืออาการรองช้ำได้ยากกว่าเทียบกับ Full support (2)

อย่างไรก็ตามใช่ว่า การวิ่งแบบไม่ใส่รองเท้า หรือ มี Support น้อย จะไม่พบอาการบาดเจ็บเลย จากการศึกษา พบว่านักวิ่งกลุ่มนี้มักมีการบาดเจ็บจำพวกแผลถลอก ตุ่มน้ำ และรอยช้ำที่บริเวณนิ้วเท้าและฝ่าเท้ามากกว่ากลุ่มที่สวมรองเท้า Support ปกติอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบถึง 30% แต่อีกกลุ่มพบเพียง 6% เท่านั้น อันเนื่องจากแรงกดและแรงเสียดสีภายในรองเท้าและกับพื้นผิวถนน (2)

นอกจากนี้กลุ่มวิ่งแบบ Minimal support ยังพบว่ามีอาการเจ็บบริเวณขาท่อนล่าง ได้แก่ น่องอักเสบ (Calf muscle strain), เอ็นร้อยหวายอักเสบ (Achilles tendinitis), กล้ามเนื้อหน้าแข้งอักเสบ (Anterior and posterior shin splint) เป็นต้น โดยพบมากเกือบถึง 2 ใน 3 ส่วนกลุ่ม Full support พบเพียง 20% เท่านั้น (2) โดยสาเหตุเกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อและข้อต่อบริเวณข้อเท้าที่ทำงานในลักษณะกระดกข้อเท้าขึ้นขณะลงน้ำหนักและถีบปลายเท้าเพื่อเคลื่อนตัวไปด้านหน้าของนักวิ่งกลุ่ม Minimal support ที่มากกว่า (5)

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าไม่ว่าการวิ่งแบบใด ก็สามารถเกิดอาการบาดเจ็บได้ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งอาการบาดเจ็บนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ อาการบาดเจ็บเบาหรือหนักขึ้นกับการรู้จักร่างกายของตนเอง ไม่ได้ขึ้นกับรองเท้า อย่างไรก็ตามการเพิ่มความแข็งแรงและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อและข้อต่อทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย ยังคงเป็นปัจจัยของการออกกำลังกายทุกชนิดไม่ว่าคุณจะใส่รองเท้าวิ่งชนิดใดหรือไม่ใส่ก็ตาม

เรียบเรียงโดย กภ.วรรณพงษ์ อิ่มธนบัตร

เอกสารอ้างอิง

  1. Murphy K, Curry EJ, Matzkin EG. Barefoot running: does it prevent injuries? Sports Med. 2013; 43(11): 1131-8.
  2. Altman AR, Davis IS. Prospective comparison of running injuries between shod and barefoot runners. Br J Sports Med. 2016; 50(8): 476-80.
  3. Heiderscheit BC, Chumanov ES, Michalski MP, Wille CM, Ryan MB. Effects of Step Rate Manipulation on Joint Mechanics during Running. Med Sci Sports Exerc. 2011; 43(2): 296-302.
  4. Squadrone R, Gallozzi C. Effect of a five-toed minimal protection shoe on static and dynamic ankle position sense. J Sports Med Phys Fitness. 2011; 51:401–8
  5. Leblanc M, Ferkranus H.Lower extremity joint kinematics of shod, barefoot, and simulated barefoot treadmill running.Int J Exerc Sci. 2018; 11(1): 717-29.
Post Views: 1,764
Share
1

Related posts

พฤษภาคม 8, 2026

เมื่อเด็กเล็กอารมณ์ร้อน ดื้อ ต่อต้าน ( 1-4 ปี ) ผู้ปกครองควรรับมืออย่างไร ให้เด็กพัฒนาทักษะการดูแลอารมณ์ได้จริง


Read more
พฤษภาคม 1, 2026

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Myasthenia Gravis (MG)


Read more
เมษายน 27, 2026

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Amyotrophic Lateral Sclerosis (ALS)


Read more
เมษายน 10, 2026

การออกกำลังกายในภาวะเข่าโก่ง


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.