mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

การบำบัดด้วยเทคนิควอยตาในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดเอ็มเอส (Multiple Sclerosis)

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบประสาท
  • การบำบัดด้วยเทคนิควอยตาในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดเอ็มเอส (Multiple Sclerosis)

การบำบัดด้วยเทคนิควอยตาในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดเอ็มเอส (Multiple Sclerosis)

พฤศจิกายน 9, 2022
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบประสาท
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • Multiple Sclerosis
  • vojta
  • วอยต้า
  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดเอ็มเอส หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ โรคปลอกประสาทอักเสบของระบบประสาทส่วนกลางชนิดเอ็มเอส (Multiple Sclerosis) มักพบในผู้ใหญ่ พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ช่วงอายุที่พบคือ 20-40 ปี อาการแสดงของโรคคือ กล้ามเนื้อแขน และขาอ่อนแรง ปรากฏอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ บางรายก็ส่งผลต่อการกลั้นอุจจาระ ปัสสาวะ แน่นอนว่าอาการที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันและคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนไป (1) หลายท่านคงทราบกันดีว่าการรักษาทางกายภาพบำบัดเป็นหนึ่งในการฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อ ป้องกันการหดรั้ง การยึดติดของข้อต่อ และที่สำคัญคือ บรรเทาอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ การทำกายภาพบำบัดในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดเอ็มเอสนั้น นอกจากดูแลเรื่องอาการเกร็งของกล้ามเนื้อแล้ว ยังต้องให้ความใส่ใจในการฝึกกล้ามเนื้อบริเวณลำตัวด้วย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อแกนกลาง เนื่องจากเป็นกล้ามเนื้อที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน กล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นตัวหลักที่ทำให้ลำตัวตั้งตรง เป็นหลักยึดต่อการเคลื่อนไหวของแขน-ขา ไม่ว่าจะเป็น การเอื้อมหยิบของ การลุกขึ้นยืน การก้าวเดิน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผลพลอยได้อย่างตการเบ่งถ่าย หรือการกลั้นอุจจาระ ปัสสาวะอีกด้วยอีกด้วย เพราะเมื่อกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อแกนกลางดี จะไปกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อกระบังลม, กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (pelvic floor) ซึ่งกล้ามเนื้อกระบังลม มีส่วนช่วยเพิ่มแรงดันในช่องท้องในการเบ่งถ่าย และกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานมีส่วนช่วยในการกลั้นอุจจาระ ปัสสาวะนั่นเอง (2) กล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อแกนกลางถือว่าเป็นกล้ามเนื้อที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ในปัจจุบันมีคำแนะนำถึงวิธีการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดเอ็มเอส โดยใช้เทคนิควอยตา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำงานของกล้ามเนื้อดังกล่าว เพราะอย่างที่กล่าวมาข้างต้น กล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อแกนกลางนส่งเสริมเรื่อง การควบคุมการทรงท่า (postural control) วอยตาบำบัดเป็นเทคนิคที่ไปกระตุ้นต่อปฏิกริยาการเคลื่อนไหวอัตโนมัติที่ปรากฏตั้งแต่แรกเกิด การเคลื่อนไหวชนิดนี้คือ รีเฟล็กซ์การพลิกตะแคงตัว รีเฟล็กซ์การคืบคลาน เป็นรีเฟล็กซ์การเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดการพัฒนาการของวัยเด็กแรกเกิดจนถึง 1 ปีเศษ โปรแกรมนี้มีถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับการสร้างเซลล์สมองของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์

รูปที่ 1 การแสดงท่าทางและจุดกดกระตุ้นตามหลักของวอยตาบำบัดในรีเฟล็กซ์การพลิกตัว และรีเฟล็กซ์แบบคืบคลาน

รูปที่ 1 การแสดงท่าทางและจุดกดกระตุ้นตามหลักของวอยตาบำบัดในรีเฟล็กซ์การพลิกตัว และรีเฟล็กซ์แบบคืบคลาน

รูปที่ 2 รูปแบบการเคลื่อนไหวตามพัฒนาของเด็กแรกเกิดจนอายุ 15 เดือน

รูปที่ 2 รูปแบบการเคลื่อนไหวตามพัฒนาของเด็กแรกเกิดจนอายุ 15 เดือน

การกระตุ้นโปรแกรมการเคลื่อนไหวอัตโนมัติด้วยเทคนิควอยตานั้นทำได้โดยการให้แรงกดไปยังบริเวณเฉพาะของร่างกาย ร่วมกับการจัดท่าทางที่ส่งเสริมการกระตุ้นตามหลักของวอยตาบำบัด คือ ท่านอนคว่ำ ท่านอนหงาย และท่านอนตะแคง การกระตุ้นซ้ำ ๆ โดยใช้เวลาประมาณ 30-45 นาทีต่อหนึ่งครั้งในการรักษา ก่อให้เกิดการทำงานของกล้ามเนื้อซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวเกิดขึ้น (3) ในปี 2016 งานวิจัยของคุณ Sun-Young Ha และคณะ (4) ได้รายงานถึงผลการกระตุ้นด้วยวอยตาบำบัดต่อความหนาตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้องอย่าง กล้ามเนื้อ Transversus abdominis และกล้ามเนื้อ External abdominis oblique โดยทดสอบในกลุ่มคนสุขภาพดี และตรวจความหนาตัวของกล้ามเนื้อด้วยเครื่อง Ultrasound imaging พบว่ากล้ามเนื้อทั้ง 2 มีความหนาตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ในการรักษาผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดเอ็มเอสด้วยเทคนิควอยตา โดยกระตุ้นในท่ามาตรฐานทางเทคนิควอยตา 3 ท่า และท่าดัดแปลง 1 ท่า คือ ท่าที่ 1. ท่านอนหงาย ท่าที่ 2. ท่านอนตะแคง (ทั้ง 2 ท่านี้เป็นการกระตุ้นรีเฟล็กซ์การพลิกตัว) ท่าที่ 3. ท่านอนคว่ำ และท่าที่ 4. ท่านั่งหมอบคุกเข่า (ทั้ง 2 ท่านี้เป็นท่ากระตุ้นรีเฟล็กซ์การคืบคลาน) โดยรักษาด้วยวอยตาบำบัด 3 ครั้ง ครั้งละ 45 นาที ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดอีก 15 นาที โดยเข้ารับการบำบัดด้วยวอยตาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ละครั้งจะห่างกัน 7 วัน ระหว่างนี้ผู้เข้าร่วมต้องออกกำลังกายที่บ้านตามโปรแกรมที่ให้ทุกวัน วันละ 20 นาที หลังจากการรักษาพบว่ามีการฟื้นตัวที่ดีอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่ทำกายภาพบำบัดเพียงอย่างเดียว ผลลัพธ์ที่พบคือ มีการทรงตัว (balance) การเดินต่อส้นเท้า (tandem walk) มีระยะก้าว (stride length) ที่มากขึ้น มีการลงน้ำหนักของขาทั้ง 2 ข้าง (double support) และมีความเร็วในการเดินดีขึ้น (velocity) เนื่องจากเทคนิควอยตามีผลจำเพาะต่อการกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อแกนกลาง ซึ่งกล้ามเนื้อดังกล่าวส่งเสริมการตั้งตรงของลำตัว และการควบคุมการทรงท่า จึงนำมาสู่การถ่ายน้ำหนักในการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นนั่นเอง (2,6) นอกจากนี้อาการเกร็ง (spasticity) ของกล้ามเนื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด อาการสั่น (tremor) ขณะเคลื่อนไหวลดลง ผู้ป่วยสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้แม่นยำ (6) ท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะสงสัยว่าเทคนิควอยตานั้นสามารถกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อได้อย่างไร แค่ให้แรงกดตามจุดบริเวณเฉพาะแค่นั้น กระตุ้นได้อย่างไร ผู้เขียนจะขออธิบายคร่าว ๆ ดังนี้ เทคนิควอยตาเป็นการให้แรงกดในทิศทางที่กำหนด โดยแรงนั้นจะผ่านตัวรับความรู้สึกที่อยู่ในเอ็น กล้ามเนื้อ และข้อต่อ จากนั้นส่งความรู้สึกที่รับมาผ่านไปยังทางเดินประสาท ส่งคำสั่งไปยังศูนย์ควบคุมในสมอง ซึ่งเป็นทฤษฎีเดียวกันกับที่แพทย์ตรวจร่างกายทางระบบประสาทโดยการเคาะรีเฟล็กซ์ที่ข้อศอก หรือหน้าข้อเข่าของผู้ป่วยเพื่อดูการตอบสนองของกล้ามเนื้อว่าไวหรือช้ากว่าปกติ โดยเทคนิควอยตาก็ใช้ทฤษดีเดียวกันเพียงแต่ผลของการกระตุ้นที่เกิดขึ้นเกิดในรูปแบบการเคลื่อนไหวนั่นเอง

รูปที่ 3 แสดงการรับความรู้สึกที่ข้อต่อ และส่งผ่านทางเดินประสาทไปยังศูนย์สั่งการที่สมอง

รูปที่ 3 แสดงการรับความรู้สึกที่ข้อต่อ และส่งผ่านทางเดินประสาทไปยังศูนย์สั่งการที่สมอง

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยยืนยันว่าเทคนิควอยตาสามารถกระตุ้นกล้ามเนื้อผ่านทฤษฎีดังกล่าวได้จริง  โดยงานวิจัยของ Kamila Rasova (2015) และคณะ (7) พบการเปลี่ยนแปลงของสมองในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดเอ็มเอสขณะรักษาด้วยเทคนิควอยตา โดยยืนยันได้จากภาพถ่ายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า Functional magnetic resonance imaging (fMRI) และภาพจาก Diffusion tensor imaging (DTI) และในปี 2021 งานวิจัยของ Marie Prochazkova และคณะ (8) ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การทำกายภาพบำบัดแบบดั้งเดิมนั้นก็สามารถกระตุ้นการทำงานของสมองได้ และเกิดการเปลี่ยนแปลงของสมองได้เช่นกัน แต่เทคนิควอยตานั้นแสดงผลลัพธ์หลังจากการรักษาในทันทีได้ชัดเจนกว่าเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ใช้บำบัด งานวิจัยของ Milan และคณะ (8) ได้แสดงบริเวณของสมองที่ถูกกระตุ้นด้วยเทคนิควอยตา คือ สมองส่วน primary motor cortex,  primary sensory cortex, cingulate cortex, premotor cortex, supplementary motor area ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแขน ขา และควบคุมการเคลื่อนไหวที่ตอบสนองต่อตัวรับความรู้สึก ขอยกตัวอย่างการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับบริเวณสมองที่กล่าวมา เช่น การตอบสนองของมือที่สัมผัสความร้อนจากหม้อหุงข้าว ร่างกายจะรีบชักออกทันที นอกจากการเคลื่อนไหวแล้ว ส่วนของสมองที่กล่าวถึง ยังช่วยควบคุมความเที่ยงตรงและความแม่นยำของการเคลื่อนไหวอีกด้วย การเคลื่อนไหวที่แม่นยำและมั่นคงเกิดขึ้นได้เมื่อกล้ามเนื้อแกนกลางนั้นแข็งแรงมากพอ จึงไม่แปลกใจนักที่ในปัจจุบันพบว่ามีงานวิจัยหรือบทความวิชาการต่าง ๆ เริ่มพูดถึงและแนะนำเทคนิคการรักษาด้วยวอยตาในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดเอ็มเอส โดยเป็นการรักษาร่วมกับการทำกายภาพบำบัดแบบดั้งเดิมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วย

ปัจจุบันศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดลได้มีการเปิดให้บริการคลินิกวอยตาบำบัดทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาเพื่อให้ผู้เข้ารับบริการทุกท่านมีสมรรถนะทางกาย และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถติดต่อเข้ารับบริการได้ที่ประชาสัมพันธ์ เบอร์โทรศัพท์ 063-520-5151 กด 2

เรียบเรียงโดย กภ.เบญจวรรณ แซ่เล้า

เอกสารอ้างอิง

  1. อ.พญ.จิราพร จิตประพกุลศาล และรศ.พญ.นาราพร ประยูรวิวัฒน์. โรคปลอกประสาทส่วนกลาง[อินเตอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: โรงพยาบาลศิริราชปิยการุณย์; 2565. [เข้าถึงเมื่อ 14 ก.ย. 2565]. เข้าถึงได้จาก: https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/demyelinating-disease.
  2. Tejada MC, Cuesta-Gomez A, Ortiz-Gtierrez R, Molina-Rueda F, Luna-Oliva L and Miangolarra-Page JC. Reflex locomotion therapy for balance, gait and fatigue rehabilitation in subjects with multiple sclerosis. J Clin Med. 2022;11:567.
  3. Vojta therapy in adulthood information for adults with movement impairments. International Vojta society 2015;3:1-15.
  4. Ha SY and Sung YH. Effects of Vojta method on trunk stability in healthy individuals. JER 2016; 12(6): 542-547.
  5. Lopez PL, Palmero NL, Ruano LG, Leon Pascual CS, Orile PW, Down AW et al. The implementation of a reflex locomotion program according to Vojta produces short-term automatic postural control changes in patients with multiple sclerosis. J Bodyw Mov Ther. 2021;26:401-405.
  6. Rasova K, Prochazkova M, Tintera J, Ibrahim I, Zimova D and Stetkarova I. Motor programme activating therapy influences adaptive brain functions in multiple sclerosis: clinical and MRI study. Int J Rehabil Res. 2015;38(1):49-54.
  7. Prochazkova M, Tinter J, Spanhelova S, Prokopiusova T, Rydlo J and Pavlikova M. Brain activity changes following neuroproprioceptive “facilitation, inhibition” physiotherapy in multiple sclerosis: a parallel group randomized comparison of two approaches. Eur J Phys Rehab Med. 2021;57(3):356-65.
  8. Martinek M, Panek D, Novakova T and Pavlu D. Analysis of intracerebral activity during reflex locomotion stimulation according to Vojta’s principle. Appl Sci. 2022;12(2225):1-9.

 

Post Views: 807
Share
0

Related posts

เมษายน 10, 2026

การออกกำลังกายในภาวะเข่าโก่ง


Read more
มีนาคม 31, 2026

เรียนรู้เรื่อง “เจ็บปวด” ตอนที่ 3 PRICE, POLICE, PEACE&LOVE


Read more
มกราคม 23, 2026

กายภาพบำบัดในเด็กกลุ่มอาการเรตต์ (Rett syndrome)


Read more
มกราคม 16, 2026

เจ็บข้อมือด้านนิ้วก้อย ไม่หายสักที หรืออาจไม่ใช่แค่ “ปวดข้อมือธรรมดา” มาทำความรู้จัก TFCC Injury


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.