ยิ่งก้มเล่นมือถือ ยิ่งเสี่ยงเป็น “Text neck syndrome”


Text neck syndrome เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการรายงานที่เพิ่มมากขึ้นของ "Text Neck syndrome" เป็นกลุ่มอาการปวดบริเวณคอ บ่า ไหล่และอาจรวมไปถึงการเสื่อมของข้อต่อ หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพา เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และ E-readers เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ในทางกลับกันการใช้งานมากเกินไป การก้มศีรษะไปข้างหน้าบ่อยครั้งขณะใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ เกิดความเครียดที่ข้อต่อและโครงสร้างรอบ ๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน Text Neck syndrome นั้นพบได้มากในวัยรุ่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งนี้ผู้ที่ใช้งานในลักษณะนี้มักเริ่มมีความเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนคอในช่วงวัยที่ลดลงเรื่อย ๆ และกำลังส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากได้ในทุกช่วงวัยที่การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งจำเป็นและแพร่หลายมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นอันตรายต่อผู้คนจำนวนหลายล้านคนเลยทีเดียว ยุคปัจจุบันการใช้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมากกว่าในอดีตโดยรวมหลายชั่วโมงต่อวันและหลายวันต่อปี มีการประมาณกันว่า 75% ของประชากรโลกเกิดภาวะนี้เพราะการก้มคอใช้โทรศัพท์มือถือในแต่ละวัน (1, 2, 3)
ตัวอย่างการศึกษาหนึ่งพบว่า 79% ของผู้ที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 44 ปีมีโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดทั้งวัน อ้างอิงจาก Times of India's ล่าสุด ผลสำรวจออกมาว่าผู้ใหญ่ชาวอินเดีย 82 ล้านคนมีการใช้สมาร์ทโฟนเฉลี่ย 3 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่ผู้ใช้สมาร์ทโฟนสูงสุดคือ 8-10 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว (2, 3) สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้โทรศัพท์มือถือพกพาช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นส่วนใหญ่ใช้เวลาเฉลี่ย 5 ถึง 7 ชั่วโมงต่อวัน ในการอ่านและส่งข้อความ ซึ่งส่งผลที่ค่อนข้างน่าตกใจคือจากท่าทางการใช้งานส่งผลให้เกิดความเครียดส่วนเกินต่อบริเวณกระดูกสันหลังส่วนคอมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 1,825 ถึง 2,555 ชั่วโมงต่อปี เราจึงพบเจอปัญหาของอาการปวดคอหรือปัญหาทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องในประชากรอายุน้อยขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่ผู้เชี่ยวชาญต้องประเมินและคัดกรองมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อสามารถวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ในวัยเด็กได้อย่างทันท่วงที (1)
พยาธิวิทยาของการเกิดภาวะ Text neck syndrome
น้ำหนักของกะโหลกศีรษะต่อแนวกระดูกสันหลังส่วนคอจะเพิ่มขึ้นเมื่อเราก้มคอไปด้านหน้าและปริมาณของน้ำหนักจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงองศา ปกติเมื่อศีรษะอยู่ในแนวตรง (0 องศา) จะมีน้ำหนักกะโหลกศีรษะประมาณ 5 กิโลกรัมกระทำอยู่กับแนวกระดูกสันหลังส่วนคอและกล้ามเนื้อโดยรอบ เมื่อก้มศีรษะมากขึ้นที่ 15 องศา แรงเครียดที่คอเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าคือประมาณ 12 กิโลกรัม หากก้มที่ 30 องศาน้ำหนักกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้นเป็น 18.14 กิโลกรัม และ 22.23 กิโลกรัมเมื่อก้ม 45 องศาตามลำดับ และถ้าเราก้มคอที่มุม 60 องศาน้ำหนักที่เกิดขั้นมากถึง 27.22 กิโลกรัมเลยทีเดียว ไม่เพียงแต่ระดับองศาของการก้มคอเท่านั้นที่ส่งผลต่อความเครียดโครงสร้างต่าง ๆ รอบคอ แต่ความถี่ของการที่ศีรษะอยู่ในแนวนี้ส่งผลระทบเพิ่มเติมต่อสรีรวิทยาของคอด้วย (1)

ลักษณะทางคลินิก
ปัจจัยหลักที่ทำให้อาการรุนแรงขึ้นคือการก้มศีรษะเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลต่อกระดูกสันหลังส่วนคออยู่ในท่างอตามไปด้วย เช่น เมื่อใช้โทรศัพท์มือถือ อ่านหนังสือแท็บเล็ต หรือเมื่อยื่นศีรษะไปด้านหน้าขณะมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดการยื่นของศีรษะไปด้านหน้า (Forward head posture/Turtle neck posture) สูงขึ้น ส่งผลให้สูญเสียความโค้งในลักษณะตัว “C” (Lordosis) ตามธรรมชาติของกระดูกสันหลังส่วนคอระดับล่างร่วมกับการโค้งมากขึ้นของกระดูกสันหลังส่วนอก (Hyperkyphosis) อาจทำให้เกิดภาวะของกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น Upper crossed syndrome ท่าเหล่านี้ส่งผลต่อเส้นใยกล้ามเนื้อรอบข้อต่อคอสั้นลงเกิดความเครียดภายในกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอและการยืดเนื้อกล้ามเนื้อรอบข้อต่อที่มากเกินไป (Overstretching) เนื่องจากท่าทางที่ไม่เหมาะสมรวมถึงการจัดตำแหน่งร่างกายที่ไม่ถูกต้องส่งผลต่อรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เกิดอาการปวดคอเรื้อรัง ปวดหลังส่วนบน ปวดไหล่ ปวดศีรษะ ไมเกรน นอนไม่หลับ รู้สึกเสียวซ่า ชาในมือ และกล้ามเนื้อไหล่อ่อนแรง ข้ออักเสบเรื้อรัง เส้นประสาทอักเสบ เป็นต้น (1, 2, 4)
นอกจากนี้การนอนในท่าที่ไม่เหมาะสมกับความโค้งของแนวกระดูกสันหลังส่วนคอและหลัง เช่น นอนตะแคงเป็นรูปตัวซี (C) ก็ส่งผลให้เกิดการยื่นของศีรษะไปด้านหน้าได้เช่นกัน ทั้งนี้ยังอาจเกิดปัญหาความไม่สบายตาและปัญหาการมองเห็นเมื่อจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ระดับความรู้สึกไม่สบายจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้งานได้อีกด้วย นอกจากอาการดังที่กล่าวไปแล้วมีรายงานเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบทางเดินหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบย่อยอาหาร และระบบประสาทที่ผิดปกติไปจากเดิม ซึ่งในวัยเด็กและวัยรุ่นส่วนใหญ่อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลเสียต่อร่างกายในระยะยาวหากยังคงมีการใช้งานในลักษณะที่ต้องก้มคออยู่ตลอดแน่นอนว่าต้องมีผลกระทบในระยะสั้นบ้างไม่มากก็น้อยแต่มักสังเกตเห็นไม่ชัดเท่าในวัยผู้ใหญ่ ถึงอย่างไรย่อมมีผลต่อคุณภาพชีวิตในอนาคตอย่างแน่นอน (5)
การป้องกัน (5)
การป้องกันเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในการทำให้ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายในอนาคต ต้องตระหนักว่ายิ่งป้องกันได้ในวัยที่น้อยเท่าไรยิ่งทำให้ห่างไกลจาก Text neck syndrome ง่ายขึ้นเท่านั้น
- หลีกเลี่ยงการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในท่าก้มคอหรือคอยื่นไปด้านหน้ามากเกินไป
- หลีกเลี่ยงท่าทางที่อยู่นิ่งเป็นระยะเวลานาน ควรเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง
- การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงาน จัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานอยู่ในแนวที่เหมาะสมเพื่อลดแรงกดที่ศีรษะ คอ และแขน เช่น การตั้งคอมพิวเตอร์พกพาให้หน้าจออยู่ในแนวระดับสายตา ไม่ก้มคอจนเกินไป หรือการใช้ที่ตั้งแท็บเล็ตช่วยลดการก้มคอและการถือค้างนานจนมีอาการปวดบ่าและแขน เป็นต้น
- หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ กัน เช่น การพิมพ์หรือการปัดนิ้วในท่าเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- หลีกเลี่ยงการถืออุปกรณ์ขนาดใหญ่หรือหนักด้วยมือเดียว
- ควบคุมปริมาณแสงและแสงสะท้อนบนหน้าจออุปกรณ์ต่าง ๆ การหยุดพักเป็นระยะยังช่วยให้ดวงตาไม่เกิดการล้าจนเกินไป
ข้อแนะนำเพิ่มเติมในวัยเด็กจากข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขของออสเตรเลียปี 2012 (5)
- เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี แนะนำให้ไม่ควรใช้เวลาดูทีวีหรือใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ และเกมอิเล็กทรอนิกส์
- เด็กอายุ 2-5 ปีใช้งานไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวันในการนั่งดูโทรทัศน์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ และเกมอิเล็กทรอนิกส์
- เด็กทารก เด็กเล็ก และเด็กก่อนวัยเรียนไม่ควรอยู่นิ่งหรือถูกควบคุมให้อยู่เป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ยกเว้นการนอนหลับ
หากพบว่าตัวเองเสพติดมือถือมากจนเกินไปลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างวินัยในการใช้มือถือให้กับตนเองให้มากขึ้น เพราะปัญหานี้นั้นอยู่ใกล้ตัวเรามากและในปัจจุบัน Text Neck syndrome พบในวัยที่น้อยลงเรื่อย ๆ ทั้งในวัยเด็กหรือวัยรุ่นเองซึ่งเป็นการดีกว่าหากเราป้องกันไว้ก่อนที่ปัญหาอาการปวดคอ บ่า หรือไหล่มากขึ้นจนสายเกินแก้
เรียบเรียงโดย กภ. พัชริดา กุลครอง
เอกสารอ้างอิง
- David D, Giannini C, Chiarelli F, Mohn A. Text neck syndrome in children and adolescents. Int J Environ Res Public Health. 2021;18(4):1565.
- Bharal S, Rizvi M, AlQahtani M, Alajam R, Sharma A, Ahmad I, et al. Effectiveness of neck stabilization and Contrology training in comparison to conventional therapy amongst individuals with Text Neck Syndrome. Eur Rev Med Pharmacol Sci. 2023;27(18).
- Farooq M, Bashir MS, Arif A, Kashif M, Manzoor N, Abid F. Effects of elongation longitudinaux avec decoaption osteo-articulaire and post-facilitation stretching technique on pain and functional disability in mobile users with text neck syndrome during COVID-19 pandemic: A randomized controlled trial. Medicine. 2023;102(12):e33073.
- Kang JH, Park RY, Lee SJ, Kim JY, Yoon SR, Jung KI. The effect of the forward head posture on postural balance in long time computer based worker. Ann Rehabil Med. 2022;36(1):98.
- Tsantili A-R, Chrysikos D, Troupis T. Text neck syndrome: disentangling a new epidemic. Act Med Acad. 2022;51(2):123.




