ปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง ตอน 1

หลายท่านอาจจะได้เคยอ่านบทความ ทำความรู้จัก … การบาดเจ็บที่ไขสันหลังกันมาแล้ว สำหรับบทความนี้จะนำทุกท่านมารู้จักภาวะแทรกซ้อนหลังเกิดการบาดเจ็บไขสันหลังกัน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังในระยะยาว รวมถึงแนวทางการจัดการภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นนั้นมักเกี่ยวข้องกับระดับความสามารถทางกายที่ต่ำลง การเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ในบทความนี้จะขอนำเสนอ 10 ปัญหาที่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่มักพบได้บ่อย และ มีดังนี้
1.ภาวะความดันต่ำขณะเปลี่ยนท่าทาง (Postural hypotension)
เป็นภาวะความดันโลหิตตก เมื่อเปลี่ยนจากท่านอนราบเป็นท่านั่งหรือท่ายืนอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดที่ไหลเวียนในช่องท้องและขาไม่สามารถไหลกลับได้ตามปกติ ส่งผลให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจลดลงและเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่าได้ หากตำแหน่งบาดเจ็บไขสันหลังอยู่ในระดับต่ำกว่าระดับอกที่ 6 (T6) หรือเป็น incomplete injury อาการมักไม่รุนแรงและดีขึ้นเร็วภายในสองสามสัปดาห์หลังเริ่มการฟื้นฟู (1, 4, 5)
อาการ
ผู้ป่วยจะรู้สึกเวียนศีรษะ หน้ามืดและหน้าซีด
โดยค่าความดันขณะหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure : SYS) จะลดลงมากกว่า 20 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือ ค่าความดันขณะหัวใจคลายตัว (diastolic blood pressure : DIA) ลดลงมากกว่า 10 มม.ปรอท ภายใน 3 นาทีหลังเปลี่ยนท่าจากนอนเป็นนั่ง (1)

รูปที่ 1 ค่าความดันโลหิต
การรักษา (4, 5)
- การเปลี่ยนท่าทางในระยะแรกควรให้ผู้ป่วยค่อย ๆ ปรับหัวเตียงสูงขึ้น ครั้งละ 15 องศา คงไว้นานอย่างน้อย 4 นาที แล้วค่อย ๆ ปรับหัวเตียงขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าจะนั่งตัวตรงได้ 90 องศา ร่วมกับติดตามอาการและวัดความดันโลหิตเป็นระยะ หากเกิดอาการผิดปกติให้กลับสู่ท่านอนราบ
- การฝึกยืนด้วยเตียงปรับเอียง (tilt table) ควรค่อย ๆ ปรับ โดยเริ่มจากมุมน้อย ๆ ก่อน เช่น 15 องศา แล้วตรวจวัดความดันโลหิตเป็นระยะ ว่ามีความดันโลหิตลดลงหรือไม่ พร้อมกับสังเกตและสอบถามอาการหน้ามืด และเวียนศีรษะ หากมีอาการดังกล่าว ให้ปรับมุมลดลง และตรวจเชคความดันโลหิตอีกครั้ง ระยะเวลายืนบนเตียงปรับเอียงประมาณ 20 -30 นาทีร่วมกับการฝึกการหายใจ
การป้องกัน (1, 4, 5)
- หลีกเลี่ยงการนอนนานหรือการเปลี่ยนท่าทางอย่างทันทีทันใด และเฝ้าระวังความดันโลหิตขณะเปลี่ยนท่า
- หลีกเลี่ยงภาวะขาดน้ำ และแก้ไขภาวะซีด
- ใช้ผ้ายืดพันขาทั้งสองข้างหรือใส่ถุงน่องผ้ายืด ก่อนให้ผู้ป่วยลุกนั่ง หรือลงจากเตียง หากยังมีอาการ อาจพิจารณาใช้ผ้ายืดพันหน้าท้องร่วมด้วย

รูปที่ 2 เตียงปรับยืน

รูปที่ 3 ถุงน่องผ้ายืด
2.ภาวะระบบประสาทอัตโนวัติผิดปกติ (Autonomic Dysreflexia: AD)
เกิดจากการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ (sympathetic nervous system) ทำงานมากเกินไป เพราะสมองไม่สามารถควบคุม reflex sympathetic ได้ตามปกติ ทำให้หลอดเลือดหดตัว และเกิดภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน (ความดันโลหิตขึ้นมากกว่า 20 มิลลิเมตรปรอท) ชีพจรเต้นช้าลง และอาจนำไปสู่การทำให้เกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้ พบได้บ่อย ในผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังตั้งแต่ระดับอกบริเวณที่ 6 (T6) ขึ้นไป (3, 4, 5)
สาเหตุ เกิดจากมีสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด มากระตุ้นในบริเวณใต้ต่อระดับการบาดเจ็บไขสันหลัง โดยตัวอย่างสิ่งกระตุ้นที่พบบ่อย ได้แก่ (1, 3, 4)
- ปัสสาวะคั่ง หรือ มีการอุดตันการไหลของปัสสาวะ จากสายสวนอุดตันหรือหักพับ หรือ มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
- อุจจาระแข็งค้างอัดแน่นในลำไส้ จากท้องผูกหลาย ๆ วัน
- มีการอักเสบของอวัยวะภายใน
- มีการกระตุ้นปลายประสาทรับความเจ็บปวดที่ผิวหนัง เช่น แผลกดทับ แมลงกัดต่อย เล็บขบ ฯลฯ
- อยู่ในที่อากาศร้อน หรือ เย็นเกินไป
- ปวดประจำเดือน หรือ การคลอดบุตร
อาการ (1, 3)
- ปวดศีรษะมาก ปวดลักษณะตุบ ๆ
- เหงื่อออกมากผิดปกติบริเวณหน้า คอ ไหล่ หลัง
- คัดจมูก น้ำมูกไหล ตาพร่ามัว
- ความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน
- หัวใจเต้นช้า
- เจ็บหน้าอก สับสน หมดสติ ถ้าอาการรุนแรงมาก
การรักษา วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดภาวะระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ (2, 5)
- จัดผู้ป่วยนอนยกศีรษะสูง ห้ามให้ผู้ป่วยนอนราบเด็ดขาด หรือ จัดให้อยู่ในท่านั่งตัวตรง 90 องศาให้เร็วที่สุด และห้อยขาทั้ง 2 ข้างลง
- ประเมินสัญญาณชีพทุก 3 – 5 นาที ในระหว่างดูแลจนกว่าความดันโลหิตจะปกติ
- ให้ตรวจสอบภาวะคั่งค้างของปัสสาวะ โดยตรวจสอบสายสวนปัสสาวะว่ามีหักงอหรือไม่ ถ้ามีให้รีบแก้ไขการหัก พับ งอของสายสวน หรือเปลี่ยนสายสวนกรณีอุดตัน/สวนปัสสาวะทิ้ง
- ตรวจสอบผิวหนังและจัดการกับสิ่งที่กระตุ้นที่เป็นสาเหตุ เช่น เล็บขบ หรือ มีการกดทับ
- ถ้ากำจัดสาเหตุแล้วอาการไม่ดีขึ้น ความดัน systolic สูงกว่า 150 มม.ปรอท ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยยาเพิ่มเติม
การป้องกัน ไม่ให้เกิดภาวะนี้โดย (3, 4)
- ดูแลจัดการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระให้เป็นเวลา สะอาดถูกวิธี
- ในกรณีที่ผู้ป่วยคาสายสวนปัสสาวะ ควรเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะทุก ๆ 2 – 4 สัปดาห์ หรือเมื่อพบว่ามีอาการอุดตันของสาย
- ดูแลผิวหนัง รวมถึงเล็บ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นอัมพาต
- ป้องกันการติดเชื้อในระบบต่าง ๆ
- เคลื่อนไหวบ่อย ๆ ป้องกันการเกิดแผลกดทับ
3.ภาวะเส้นเลือดดำอุดตัน (Deep vein thrombosis : DVT)
มักเกิดในช่วง 2 เดือนแรกภายหลังการบาดเจ็บ ผู้ป่วยจะมีอาการบวมแดงร้อนที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง หากลิ่มเลือดหลุดไปตามกระแสเลือด จะส่งผลให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันที่ปอด หรือ สมอง (4,5)
อาการ (4,5)
- ขาและเท้าปวดบวม มีจุดกดเจ็บเฉพาะที่
- ผิวหนังมีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณรอบข้าง
- มีอาการปวดคล้ายตะคริว
การป้องกัน (4,5)
ทำ passive movement และ pumping exercise บริเวณเท้าเร็วๆ แต่หากเกิดภาวะเส้นเลือดดำอุดตันแล้ว ห้ามเคลื่อนไหวขาข้างนั้นโดยเด็ดขาด
4.แผลกดทับ (Pressure sore)
เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง เกิดจากการกดทับเป็นเวลานานบนเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อและผิวหนังบริเวณนั้น ตำแหน่งที่เกิดมักจะเกิดบริเวณตำแหน่งของผิวหนังเหนือปุ่มกระดูก เช่น บริเวณเหนือกระดูกก้นกบ, สะโพกด้านข้าง, กระดูกเชิงกราน, ก้นย้อย, ข้อศอก, ส้นเท้า, ตาตุ่มด้านข้างและตรงกลาง เป็นต้น (1,4)

รูปที่ 4 ตำแหน่งที่มักเกิดแผลกดทับ
ระดับความรุนแรงของแผลกดทับ (1, 4, 5)
ระดับที่ 1 ลักษณะ ผิวหนังมีเพียงรอยแดง เมื่อใช้นิ้วกดรอยแดงไม่จางหาย หรือ เมื่อเปลี่ยนท่ารอยแดงไม่จางหายไปในเวลา 15 – 30 นาที เกิดบริเวณปุ่มกระดูก
ระดับที่ 2 ลักษณะ ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าถูกทำลายบางส่วน เป็นแผลตื้น ๆ เป็นสีชมพูแดง ไม่มีเนื้อตาย หรืออาจมีตุ่มน้ำพองใส ทั้งที่ยังไม่แตกและแตกแล้ว
ระดับที่ 3 ลักษณะ ผิวหนังทุกชั้นถูกทำลาย ถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง แต่ไม่ถึงชั้นกล้ามเนื้อ ไม่ลึกถึงกระดูก ลักษณะแผลเป็นแอ่งลึกหรือตื้น ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิด
ระดับที่ 4 ลักษณะ มีการทำลายเนื้อเยื่อทั้งหมดจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ อาจลึกถึงกระดูก เอ็น หรือ ข้อต่อ มีเนื้อตายสีเหลืองเปื่อยยุ่ย หรือเนื้อตายสีดำ ปกคลุมบางส่วนและอาจมีการเซาะไปใต้ ผิวหนังใกล้เคียง หรือเป็นแอ่งลึก
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดแผลกดทับ (1,4)
ปัจจัยภายนอก ได้แก่ แรงกดเฉพาะที่/ เป็นเวลานาน ร่างกายมีการเคลื่อนที่ไปในทิศทางต่าง ๆ การเสียดสีของผิวหนังกับผิววัตถุภายนอก รวมถึงสภาพแวดล้อมบริเวณผิวหนัง เช่น ความชื้นแฉะ โดยเฉพาะจากปัสสาวะ อุจจาระเล็ดราดหรือการใช้แผ่นรองซับต่อเนื่องนาน ๆ
ปัจจัยภายใน เช่น ภาวะทุพโภชนาการ ภาวะโลหิตจาง กล้ามเนื้อฝ่อลีบ การสูญเสียการรับความรู้สึก การสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนที่ ภาวะเกร็ง เป็นต้น
การป้องกันแผลกดทับ (1, 4)
- เลือกใช้อุปกรณ์ช่วยลดแรงกดขณะนั่งและนอน เช่น ที่นอนลม เบาะรองนั่งที่ทำจากโฟมหรือลม
- ผู้ป่วยที่นอนนาน ๆ ควรเปลี่ยนท่า หรือ พลิกตะแคงตัวอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง
- การจัดท่านอน
- ท่านอนหงาย ควรจัดให้ศีรษะสูงไม่เกิน 30 องศา ใช้หมอนนุ่มรองบริเวณขาด้านล่าง หรือใต้น่องลงมา เพื่อให้ส้นเท้าไม่กดทับที่นอน
- ท่านอนตะแคง ควรจัดให้สะโพกเอียงทำมุม 30 องศากับพื้นเตียง ศีรษะสูงไม่เกิน 30 องศา ซึ่งผู้ป่วยจะอยู่ในท่าตะแคงกึ่งคว่ำ หรือกึ่งหงาย และใช้หมอนรองขา ไม่ให้นอนทับไหล่ หรือแขนและขาของตนเอง

รูปที่ 5.1 การจัดท่านอนหงาย

รูปที่ 5.2 การจัดท่านอนตะแคง
- การจัดท่านั่ง
- ควรใช้เบาะรองนั่ง และจัดท่านั่งให้หลังชิดพนักรถเข็นนั่ง ไม่นั่งตัวไหล และใส่รองเท้า เท้าวางบนที่พักเท้า โดยไม่ให้ส้นเท้าถูกกด

รูปที่ 6 การจัดท่านั่ง
- ลดแรงกดโดยเปลี่ยนท่าถ่ายน้ำหนักทุก 30 นาที เช่น นั่งนาน 30 นาที ยกก้นค้าง หรือเอียงตัวไปทางด้านข้างค้างไว้ 30 วินาที
- ทำความสะอาดร่างกายทุกครั้งที่มีการถ่ายเลอะ เปลี่ยนผ้าทันทีทุกครั้งที่เปียกชื้นแฉะ
- ระวังอันตรายจากความร้อน แรงกดทับจากพื้นผิวที่ไม่เรียบ เช่น หลีกเลี่ยงการวางกระเป๋าน้ำร้อนในบริเวณที่สูญเสียความรู้สึก การปูผ้าที่เรียบตึงบนเตียง เป็นต้น
5.การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ระบบทางเดินปัสสาวะประกอบด้วย ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นตรวจได้จากปริมาณเชื้อแบคทีเรียในน้ำปัสสาวะ ปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวในน้ำปัสสาวะ (2, 3)
อาการ (3)
ผู้ป่วยจะมีอาการไม่สบาย เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อเกร็งกระตุกมากขึ้น มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่นมีเลือดปน มีกลิ่นรุนแรง
การป้องกัน
- ดื่มน้ำมาก ๆ
- แนะนำให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าตั้งตรง เพื่อช่วยระบายปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะให้มากที่สุด
- ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องคาสายสวนปัสสาวะ ให้ดูแลตำแหน่งถุงปัสสาวะ ให้อยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะเสมอ หากต้องยกถุงปัสสาวะสูงขึ้น ให้พับสายปัสสาวะเพื่อไม่ให้ปัสสาวะไหลย้อนกลับ เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ และระวังไม่ให้เกิดการตึงรั้งของสายสวนเพราะจะทำให้เกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศได้ รวมถึงการรักษาความสะอาด ควรเปลี่ยนสายปัสสาวะทุกเดือน
- เลือกหลอดสวนโฟเลย์ ขนาดพอเหมาะ และตรึงหลอดสวนให้ถูกที่ โดยผู้ชาย ติดเทปกาวไว้ที่ท้องน้อย ผู้หญิง ติดเทปกาวไว้ที่ต้นขา
- เทปัสสาวะออกจากถุงเก็บปัสสาวะ อย่างน้อยวันละ 3-4 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้น เพราะถุงที่เต็มจะหนัก และดึงลูกโป่งให้กดคอกระเพาะปัสสาวะจนกร่อนและปัสสาวะไหลออกรอบ ๆ หลอดสวน
- ในกรณที่ผู้ป่วยต้องสวนปัสสาวะ ควรได้รับการสวนปัสสาวะเป็นเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะปัสสาวะคั่งค้างในกระเพาะปัสสาวะมากเกินไป (bladder over-distention) ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะระบบประสาทอัตโนวัติผิดปกติ (autonomic dysreflexia)
เรียบเรียงโดย กภ.สกาวรัตน์ เตชทวีทรัพย์
เอกสารอ้างอิง
- สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางปฏิบัติ การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการที่บาดเจ็บไขสันหลัง. กรุงเทพฯ: บริษัทสหมิตรพริ้นติ้งแอนด์พับสิสชิ่ง จำกัด; 2556. หน้า 54-60,109-120,127-132,137-141.
- อภิชนา โฆวินทะ. ตำราบาดเจ็บไขสันหลัง การฟื้นสภาพอย่างครอบคลุม เล่ม 1 ไขสันหลัง- กระดูกสันหลัง- การเคลื่อนไหว. เชียงใหม่: สุทินการพิมพ์; 2555. หน้า 65-78,86-97.
- ; 2560. หน้า 13-16,29,49-54.
- พัชรี บุตรแสนโคตรและจุฑามาศ คงกลาง. การพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยบาดเจ็บกระดูกสันหลังและ ไขสันหลังในระยะฟื้นฟู. ศรีนครินทร์เวชสาร 2564; 36(5)
- สุกัลยา อมตฉายา. กายภาพบำบัดกับการบาดเจ็บไขสันหลัง: บูรณาการงานวิจัยและประสบการณ์ทางคลินิก. ขอนแก่น: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2563. หน้า 45-60,63-66.




