ปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง ตอนที่ 2
ในตอนที่ 1 ท่านผู้อ่านได้ทราบถึงปัญหาและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากภาวะบาดเจ็บไขสันหลังไปแล้ว 4 ข้อ สำหรับในตอนที่ 2 นี้ เนื้อหาจะเกี่ยวกับด้านกายภาพบำบัดโดยตรง โดยจะเน้นท่าออกกำลังกายด้วย ติดตามกันต่อได้เลย
1. ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง
เกิดจากการควบคุมระบบประสาทผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง ซึ่งระดับความรุนแรงของอาการเกร็งจะแตกต่างกันไปขึ้นกับพยาธิสภาพ และเนื่องจากผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังมีสภาพกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงทำให้ผู้ป่วยขาดการเคลื่อนไหวร่วมด้วย ส่งผลให้อาจเกิดกล้ามเนื้อหดรั้งหรือข้อต่อยึดติด ทำให้จํากัดการเคลื่อนไหวในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย การยืดกล้ามเนื้อจึงช่วยลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย เพิ่มมุมการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่าง ๆ และส่งเสริมระบบไหลเวียนโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ (1, 4, 5)
การดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง (1, 3)
- การจัดท่า จะช่วยลดเกร็งและป้องกันการยึดติดของข้อต่อได้ กล้ามเนื้อที่มักพบการหดเกร็ง คือ กล้ามเนื้อหุบข้อสะโพก กล้ามเนื้องอข้อสะโพก และเอ็นร้อยหวาย โดยสามารถจัดท่าได้ดังนี้

รูปที่ 1 การจัดท่าลดเกร็งกล้ามเนื้อหุบสะโพก

รูปที่ 2 การจัดท่าลดเกร็งเอ็นร้อยหวาย

รูปที่ 3 การจัดท่าลดเกร็งกล้ามเนื้องอสะโพก
- การยืดกล้ามเนื้อ เป็นการออกกำลังกายที่ต้องมีผู้อื่นช่วยทำ โดยขณะทำควรยืดกล้ามเนื้ออย่างช้า ๆ ไม่กระชาก ไม่ควรทำให้รู้สึกเจ็บ หรือรู้สึกตึงที่ส่วนใดส่วนหนึ่งมากเกินไป ควรยืดท่าละ 10 -15 ครั้ง โดยยืดค้างไว้ 5 - 10 วินาที ทำวันละ 2 - 3 รอบ โดยมีท่าทางการยืดดังนี้
ท่ายืดกล้ามเนื้อแขน

รูปที่ 4 ท่ายกแขนขึ้น - ลง

รูปที่ 5 ท่ากางแขน - หุบแขน

รูปที่ 6 ท่างอศอก - เหยียดศอก

รูปที่ 7 ท่าหมุนแขนเข้า - ออก
ท่ายืดกล้ามเนื้อขา

รูปที่ 8 ท่ายกขาขึ้น - ลง

รูปที่ 9 ท่ากางขา - หุบขา

รูปที่ 10 ท่างอเข่า - เหยียดเข่า

รูปที่ 11 ท่าหมุนสะโพกเข้า - ออก

รูปที่ 12 ท่ายืดกล้ามเนื้อหลัง

รูปที่ 13 ท่ากระดกข้อเท้าขึ้น - ลง

รูปที่ 14 ท่ายืดกล้ามเนื้อลำตัวด้านข้าง
2. ภาวะข้อติด หรือมีการลดลงของช่วงการเคลื่อนไหว (decreased range of motion) (1, 3)
เกิดจากผู้ป่วยมีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เอง ส่งผลให้เกิดภาวะข้อยึดติด การป้องกันภาวะข้อติดสามารถทำได้โดยทำการยืดกล้ามเนื้อในลักษณะเดียวกับการแก้ปัญหาภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง
3. อาการปวดเรื้อรังจากระบบประสาทผิดปกติ
เป็นภาวะที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา เพราะเป็นอุปสรรคต่อการฝึกเพื่อฟื้นฟูร่างกาย และอาจก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมา (1, 5) อาการเจ็บปวดในผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้ (1, 5)
- Nociceptive เป็นอาการปวดเนื่องจากโครงสร้างทางกล้ามเนื้อ เกิดจากการบาดเจ็บที่กระดูก/ข้อต่อ หรือกล้ามเนื้อที่มีความไม่มั่นคง หรือ กล้ามเนื้อหดเกร็ง หรือใช้งานมากเกินไป
- Neuropathic เป็นอาการปวดที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท เกิดจากกลไกที่ไขสันหลังมีการปรับวงจรประสาทใหม่ ลักษณะอาการปวดมักพบตั้งแต่บริเวณที่บาดเจ็บลงไป ลักษณะการปวดไม่สัมพันธ์กับกิจกรรมใด ซึ่งอาจปวดแบบแสบร้อน หน่วง ๆ เหมือนไฟช๊อต หรือความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไป โดยส่วนใหญ่จะพบในช่วง 6 เดือนแรกที่บาดเจ็บ อาการปวดเรื้อรังจากระบบประสาทผิดปกติ จำแนกได้ตามระดับการบาดเจ็บไขสันหลัง
- เหนือต่อระดับที่บาดเจ็บ มีสาเหตุจากเส้นประสาทถูกกดอัด
- ระดับเดียวที่บาดเจ็บ มีสาเหตุจากการกดทับที่รากประสาท หรือ กลุ่มอาการถุงน้ำในโพรงไขสันหลัง หรือ การบาดเจ็บไขสันหลัง/ไขสันหลังขาดเลือด
- ระดับต่ำกว่าที่บาดเจ็บ มีสาเหตุจากการบาดเจ็บไขสันหลัง/ไขสันหลังขาดเลือด
การป้องกัน (1, 5)
- เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่คงเหลืออยู่
- ให้ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินโรคและความเจ็บปวดของผู้ป่วย
การรักษา (1, 5)
- อาการปวดจากโครงสร้างกล้ามเนื้อ
- ช่วง 24 – 48 ชม. แรกให้ลดหรือพักการใช้งานกล้ามเนื้อ/ เอ็น/ ข้อต่อส่วนนั้น ๆ ประคบเย็น และพิจารณาให้ยาตามแพทย์แนะนำ
- หลัง 48 ชม. อาจพิจารณาการรักษาด้วยวิธีทางกายภาพบำบัด เช่น การให้การรักษาด้วยความร้อน (ความร้อนตื้น เช่น การวางแผ่นร้อน หรือ ความร้อนลึก เช่น การใช้อัลตราซาวน์), การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า (เช่น TENS), การยืดกล้ามเนื้อ
- เมื่ออาการปวดลดลง ค่อยเริ่มปรับเพิ่มโปรแกรมบริหารข้อและเพิ่มกำลัง/ ความทนทานของกล้ามเนื้อ
- หากอาการเจ็บปวดดังกล่าวเกิดจากกล้ามเนื้อหดเกร็ง อาจพิจารณาให้ยาลดเกร็ง
- หากอาการเจ็บปวดเกิดจากอวัยวะภายใน ควรพิจารณาแก้ไขตามสาเหตุ
- อาการปวดจากความผิดปกติทางระบบประสาท
4. ภาวะกระดูกบาง
เกิดจากอัตราการสลายแคลเซียมจากกระดูกไม่สมดุลกับการสร้างกระดูก ทำให้ความหนาแน่นของกระดูก และปริมาณเกลือแร่ในกระดูกลดลง หรือ มวลกระดูกน้อยลง ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ (5)
แนวทางการป้องกัน (5)
- ฝึกการลงน้ำหนักและกระตุ้นการเคลื่อนไหว หรือการออกกำลังกายที่ทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อ เพื่อชะลอการสูญเสียมวลกระดูก รวมถึงเพิ่มการสร้างมวลกระดูกจากการไหลเวียนเลือดไปยังเซลล์กระดูกมากขึ้น
5. ภาวะที่มีแคลเซียมรวมตัวกันแทรกอยู่ในกล้ามเนื้อหรือเอ็นกล้ามเนื้อ (heterotopic ossification)
เป็นภาวะที่มีกระดูกงอกในบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนรอบข้อต่อรยางค์ของร่างกายใต้ต่อระดับพยาธิสภาพ มักเกิดรอบ ๆ ข้อต่อใหญ่ ๆ เช่น ข้อสะโพก ทำให้การเคลื่อนไหวข้อติดขัด ไม่ทราบสาเหตุชัดเจน แต่สมมติฐานเกิดจากการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ และมีการเผาผลาญแคลเซียมผิดปกติไป (5)
อาการ (5)
ในระยะแรกมักจะมีอาการแสดงไม่ชัดเจน ทำให้การวินิจฉัยค่อนข้างยาก อาจพบอาการปวด มีไข้ บวม แดง บริเวณโดยรอบข้อต่อ ช่วงการเคลื่อนไหวลดลง จนถึงจำกัดการเคลื่อนไหวในระยะต่อมา
การป้องกัน (5)
เพิ่มการเคลื่อนไหวให้ผู้ป่วย ในรูปแบบเดียวกับการยืดกล้ามเนื้อในภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง
6. ภาวะแทรกซ้อนทางระบบทางเดินหายใจ (respiratory complication):
ผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังที่ต่ำกว่าระดับคอที่ 4 (C4) จะสามารถหายใจเองได้ แต่หากสูงกว่าระดับคอที่ 4 จะต้องอาศัยเครื่องช่วยหายใจ ถึงอย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บไขสันหลังที่มีบาดเจ็บของไขสันหลังระดับคอและอก จะมีการทำงานของกล้ามเนื้อหายใจบกพร่อง หรือมีภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถหายใจและไอได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เสมหะอุดกั้น ปอดอักเสบ (pneumonia) ภาวะปอดแฟบ (atelectasis) ระบบหายใจล้มเหลว (respiratory failure) (1, 4)
การดูแลระบบทางเดินหายใจทางกายภาพบำบัด (2, 4)
- การกำจัดเสมหะ สามารถทำได้โดยการจัดท่าระบายเสมหะ การเคาะปอด การสั่นปอด และการดูดเสมหะ

รูปที่ 15 การจัดท่าระบายเสมหะ

รูปที่ 16 การเคาะปอด

รูปที่ 17 การสั่นปอด
- การฝึกหายใจ โดยจะเน้นการขยายตัวของทรวงอก เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ หรืออาจใช้เครื่องมือช่วยในการฝึกหายใจ (incentive spirometer) (1, 4)

รูปที่ 18 การฝึกหายใจเข้า - ออก

รูปที่ 19 อุปกรณ์ฝึกการหายใจ
- การช่วยไอ เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแรง ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้แรงจากภายนอกช่วยในการขับเสมหะออกมา การช่วยไอจึงเป็นการใช้แรงอัดเป็นจังหวะ ในช่วงการหายใจออกในทิศทางต่าง ๆ โดยให้ผู้ดูแลวางมือไว้บริเวณใต้ต่อลิ้นปี่หรือซี่โครง แล้วออกแรงกดให้เร็วและแรง ในททิศศดันขึ้น ขณะที่ผู้ป่วยหายใจออก (รูปที่ 20) (1, 4)
ในกรณีที่ผู้ป่วยพอช่วยเหลือตัวเองได้ ให้ผู้ป่วยนั่งบนรถเข็นใช้มือคล้องไว้กับพนักพิง เพื่อช่วยในการทรงตัว วางมืออีกข้างที่หน้าท้องใต้ต่อลิ้นปี่ ขณะไอให้ก้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ออกแรงดันในทิศดันเข้าและยกขึ้น (รูปที่ 21)

รูปที่ 20 การช่วยไอ

รูปที่ 21 การช่วยไอด้วยตัวเอง
กภ.สกาวรัตน์ เตชทวีทรัพย์
เอกสารอ้างอิง
- สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางปฏิบัติ การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการที่บาดเจ็บไขสันหลัง. กรุงเทพฯ: บริษัทสหมิตรพริ้นติ้งแอนด์พับสิสชิ่ง จำกัด; 2556. หน้า 70, 148-149.
- อภิชนา โฆวินทะ. ตำราบาดเจ็บไขสันหลัง การฟื้นสภาพอย่างครอบคลุม เล่ม 1 ไขสันหลัง- กระดูกสันหลัง- การเคลื่อนไหว. เชียงใหม่: สุทินการพิมพ์; 2555. หน้า 12-32.
- สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือการดูแลคนพิการบาดเจ็บไขสันหลัง สำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง อัมพาตครึ่งล่าง. กรุงเทพฯ: บริษัทสหมิตรพริ้นติ้งแอนด์พับสิสชิ่ง จำกัด; 2560. หน้า 19-21,55-64.
- พัชรี บุตรแสนโคตรและจุฑามาศ คงกลาง. การพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยบาดเจ็บกระดูกสันหลังและ ไขสันหลังในระยะฟื้นฟู. ศรีนครินทร์เวชสาร 2564; 36(5)
- สุกัลยา อมตฉายา. กายภาพบำบัดกับการบาดเจ็บไขสันหลัง: บูรณาการงานวิจัยและประสบการณ์ทางคลินิก. ขอนแก่น: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2563. หน้า 60-61,66-70.




