โรคผิวกระดูกอ่อนลูกสะบ้าเข่าอักเสบ

ทำความรู้จักกับโรคผิวกระดูกอ่อนลูกสะบ้าเข่าอักเสบ
โรคผิวกระดูกอ่อนลูกสะบ้าเข่าอักเสบ (Patella Chondromalacia) หรือ Runner’s knee เป็นกลุ่มอาการปวดเสียวและเจ็บที่บริเวณหน้าเข่า หรือที่เรียกว่า Patellofemoral Pain Syndrome ซึ่งสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงที่กระดูกอ่อนของลูกสะบ้า อาจทำให้เกิดอาการเข่าทรุดอ่อนลงเป็นระยะ โดยโรคผิวกระดูกอ่อนลูกสะบ้าเข่าอักเสบนี้พบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2-3 เท่า มักเกิดในช่วงอายุ 20-40 ปี หรือในนักกีฬาที่มีการออกกำลังกายที่ผิดวิธี ซึ่งผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บขณะการนั่งยอง การวิ่ง การขึ้น-ลงบันได และกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีการงอเข่า (1,2)
สาเหตุ
สาเหตุการโรคผิวกระดูกอ่อนลูกสะบ้าเข่าอักเสบมีได้หลายประการ ได้แก่ การบาดเจ็บ โดยเฉพาะการบาดเจ็บโดยตรงต่อกระดูกสะบ้า, การอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางและกล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่าง, ความเปราะบางของกระดูกอ่อนที่เพิ่มขึ้น โดยอาจเป็นตั้งแต่กำเนิด หรือภายหลังการฟื้นฟูหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม เป็นต้น, ความไม่มั่นคงของกระดูกสะบ้า เช่น การเคลื่อนหรือการหลุดของลูกสะบ้าเข่า, การเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคของกระดูก เช่น กระดูกต้นขาด้านข้างที่แบนแต่กำเนิด เป็นต้น, การวางตัวของกระดูกสะบ้าที่ผิดปกติ และอันตรายจากอาชีพ/การทำงาน เช่น นักกีฬา, ลักษณะงานที่ต้องใช้การคุกเข่าและนั่งยอง ๆ มากเกินไป เป็นต้น (1,2)
ปัจจัยเสี่ยง (2–4)
-
- Age (อายุ)
วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ช่วงอายุประมาณ 20-40 ปี จะมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะนี้ ในช่วงการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อและกระดูกจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดความไม่สมดุลในระยะ
-
- Muscle imbalance (กล้ามเนื้อไม่สมดุล)
เนื่องจากกล้ามเนื้อต้นขาหรือกล้ามเนื้อ Quadriceps femoris นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้กระดูกสะบ้ามั่นคงในระหว่างการเคลื่อนไหว หากมีความไม่สมดุลในความแข็งแรงหรือความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ Quadriceps femoris อาจทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของกระดูกสะบ้าภายในร่องได้ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดแรงกดดันและการเสียดสีกับกระดูกอ่อนที่อยู่ด้านล่างมากขึ้น
-
- Gender variation (เพศ)
เพศหญิงมีแนวโน้มจะเกิดโรคผิดกระดูกอ่อนลูกสะบ้าเข่าอักเสบมากกว่าเพศชาย เนื่องจากโดยทั่วไปเพศหญิงมีมวลกล้ามเนื้อน้อยกว่าเพศชาย ซึ่งอาจทำให้เกิดการวางตำแหน่งเข่าที่ผิดปกติ รวมถึงแรงกดด้านข้างบนกระดูกสะบ้าเข่ามาก ซึ่งส่งผลให้เกิดการเสียดสีของกระดูกสะบ้าและกระดูกอ่อนของข้อเข่ามากขึ้น
-
- Flat feet (ภาวะเท้าแบน)
การมีเท้าแบนเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของโรคผิวกระดูกอ่อนลูกสะบ้าเข่าอักเสบ เนื่องจากการที่ส่วนโค้งของเท้าลดลงเช่นเดียวกันกับเท้าแบน ทำให้ขาท่อนล่างมีการหมุนเข้าด้านในส่งผลให้แรงที่ส่งผ่านหัวเข่าเกิดการตกของแรงที่ด้านในของเข่าขณะที่เราเดินและวิ่ง ซึ่งจะทำให้กระดูกอ่อนมีแนวโน้มที่จะเกิดความเสียหายมากขึ้น
-
- Previous injury (ประวัติการบาดเจ็บในอดีต)
การมีประวัติการบาดเจ็บที่กระดูกสะบ้าในอดีต เช่น การเคลื่อนหลุด อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคผิวกระดูกอ่อนลูกสะบ้าเข่าอักเสบ
-
- High activity level (กิจกรรมที่มีความหนัก)
ระดับกิจกรรมที่สูงหรือออกกำลังกายระดับหนักบ่อยครั้งอาจสร้างแรงกดที่มากเกินไปต่อข้อเข่า เมื่อเวลาผ่านไปการที่มีแรงกดและการบาดเจ็บซ้ำ ๆ นี้อาจนำไปสู่การสึกของกระดูกอ่อนใต้กระดูกสะบ้ามากเกินไป
-
- Arthritis (โรคข้ออักเสบ)
Runner’s knee อาจเป็นอาการของโรคข้ออักเสบซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เกิดการอักเสบที่ข้อต่อและเนื้อเยื่อ การอักเสบนี้สามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของกระดูกสะบ้า
การวินิจฉัยและการแบ่งระดับความรุนแรงของโรค (5,6)
โรคผิวกระดูกอ่อนลูกสะบ้าเข่าอักเสบสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของโรคโดยพิจารณาจากการบางลงของกระดูกอ่อน และการเปลี่ยนแปลงของกระดูกใต้กระดูกสะบ้า ซึ่งจะใช้การตรวจด้วยวิธีการส่องกล้อง หรือ X-ray หรือการทำ MRI (Magnetic Resonance Imaging)
-
- ระดับ 0 - ปกติ
- ระดับ 1 - พบมีอาการเจ็บของข้อเข่า แต่โครงสร้างไม่มีการเสียหาย
- ระดับ 2 - พื้นผิวมีการเสียหายหรือมีการทำลายที่เกี่ยวข้องกับความหนาของกระดูกอ่อนน้อยกว่า 50%
- ระดับ 3 - พื้นผิวมีการเสียหายหรือมีการทำลายเกี่ยวกับความหนาของกระดูกอ่อนมากกว่า 50% โดยไม่มีอาการบวมน้ำของกระดูก
- ระดับ 4 - พื้นผิวมีการเสียหายหรือมีการทำลาย/การสูญเสียกระดูกอ่อนที่มีความหนาเต็มที่พร้อมกับอาการบวมน้ำของไขกระดูก
การรักษาทางกายภาพบำบัด
-
- การออกกำลังกาย (7–9)
การออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อต้นขาเพื่อเสริมสร้างและฟื้นฟูความแข็งแรงและการทำงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งการออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการออกกำลังกายในช่วงสุดท้ายของการเคลื่อนไหวหรือ Inner range เนื่องจากการออกกำลังกายแบบเต็มช่วงการเคลื่อนไหวนั้นอาจทำให้กระตุ้นอาการเจ็บและอาจส่งผลให้ข้อเข่าเกิดอาการบวมได้
ท่าการออกกำลังกายเพื่อสร้างเสริมกล้ามเนื้อต้นขา
- Wall Squat

ขั้นตอนการออกกำลังกาย
- เริ่มต้นด้วยการยืนโดยให้ส้นเท้าห่างจากผนังประมาณ 15 เซนติเมตร และแยกเท้าออกประมาณเท่าช่วงไหล่ กดหลังและก้นให้ชิดผนัง
- ค่อยๆ เลื่อนสะโพกลงไปที่ผนังจนกระทั่งเข่างอเป็นมุมประมาณ 45 องศา ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที
- ค่อย ๆ เลื่อนกลับขึ้นสู่ตำแหน่งเริ่มต้น สิ่งสำคัญคือต้องไม่งอเร็วหรือลึกเกินไปเนื่องจากอาจทำให้เข่าระคายเคืองได้
- ทำซ้ำ 3 ชุด ชุดละ 10–15 ครั้ง
- Quadricep Contraction

ขั้นตอนการออกกำลังกาย
- นอนราบโดยเหยียดขาทั้งสองข้างออกไปข้างหน้า รองผ้าเช็ดตัวหรือผ้าห่มที่ม้วนไว้ไว้ใต้เข่าข้างหนึ่งเพื่อให้เข่างอเล็กน้อย
- ยกเท้าขึ้นจากพื้นเพื่อให้เข่าเหยียดตรงจนสุด
- กดเข่าค้างไว้เป็นเวลาห้าวินาที จากนั้นผ่อนคลายกล้ามเนื้อและค่อย ๆ ลดขากลับไปสู่ตำแหน่งพัก
- ทำซ้ำ 3 ชุด ชุดละ 10–15 ครั้ง
- External Hip Rotation (the Clam)

ขั้นตอนการออกกำลังกาย
- นอนตะแคงงอเข่าโดยให้สะโพก เข่า และข้อเท้าวางซ้อนกัน
- ข้อเท้าชิดกัน ค่อย ๆ เปิดเข่าด้านบนขึ้นค้างไว้ 5 วินาที ระวังไม่ให้ร่างกายหรือสะโพกเอนไปทางด้านหลัง
- นำเข่าลงสู่ตำแหน่งเริ่มต้น
- ทำซ้ำ 3 ชุด ชุดละ 10–15 ครั้ง
ท่าการออกกำลังกายเพื่อยืดกล้ามเนื้อต้นขา
- ท่ายืดต้นขาด้านหน้า

ขั้นตอนการออกกำลังกาย
- ยืนตรงโดยใช้มือยันกำแพงเพื่อป้องกันการล้ม พับขาไปทางด้านหลังและใช้มือข้างเดียวกันจับบริเวณข้อเท้า
- ใช้แรงจากมือดึงข้อเท้าไปด้านหลังจนรู้สึกตึงบริเวณหน้าขา โดยระวังไม่ให้ตัวโน้มไปทางด้านหน้า
- ยืดค้างไว้ 15 วินาที ทำซ้ำ 3 ชุด ชุดละ 10–15 ครั้ง
- ท่ายืดต้นขาด้านข้าง

ขั้นตอนการออกกำลังกาย
- ยืนตรงโดยใช้มือยันกำแพงเพื่อป้องกันการล้ม ไขว้ขา 1 ข้างไปด้านหลัง
- ทำการยืดแขนข้างเดียวกับขาข้างที่ไขว้ขึ้นและเอียงตัวไปอีกข้างจนรู้สึกตึงบริเวณลำตัวด้านข้าง
- ยืดค้างไว้ 15 วินาที ทำซ้ำ 3 ชุด ชุดละ 10–15 ครั้ง
- ท่ายืดต้นขาด้านหลัง

ขั้นตอนการออกกำลังกาย
- นั่งบนพื้นโดยให้ขาทั้งสองข้างเหยียดตรง
- เหยียดแขนออกและเอื้อมไปข้างหน้าโดยงอเอวให้มากที่สุดจนรู้สึกตึงบริเวณต้นขาด้านหลัง โดยระวังไม่ให้เข่างอ
- ยืดค้างไว้ 15 วินาที ทำซ้ำ 3 ชุด ชุดละ 10–15 ครั้ง
-
- การรักษาด้วยเครื่องอบให้ความร้อนลึก (Short-wave Diathermy) (7)
การรักษาด้วยเครื่องอบให้ความร้อนลึก (Short-wave Diathermy) บริเวณเข่านั้นสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณที่ต้องการ เพื่อเพิ่มสารอาหารให้กับกระดูกอ่อน
-
- การรักษาด้วยการประคบเย็น (10)
การรักษาด้วยการประคบเย็นบริเวณเข่าอาจมีประโยชน์ในการลดความเจ็บปวดในกรณีที่เกิดการอักเสบเฉียบพลัน เพื่อให้การทำงานของข้อเข่าและความคล่องตัวเป็นปกติ และเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกายได้
-
- การติดเทป (11,12)
การติดเทปกระดูกสะบ้าเพื่อให้มีแรงกระทำต่อการเคลื่อนไหวซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการเจ็บของข้อเข่าได้ได้ในระยะสั้น แต่หลักฐานในการรักษาอาจมีความแตกต่างกันไป เทคนิคที่ใช้กันทั่วไปคือ 'McConnell taping หรือ Kinesio taping'
การป้องกัน (1)
- จัดท่านั่ง ท่านอน ยืน เดิน ให้ถูกวิธี ไม่อยู่ในท่าพับเข่า หรืองอเข่าเกินมุม 90 องศา ที่ทำให้มีแรงกระทบและเสียดสีผิวกระดูกอ่อนลูกสะบ้า
- การฝึกฝนกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรง และทำบริหารเป็นประจำ การทำบริหารแค่ 2-3 สัปดาห์ คงไม่ทำให้อาการหายไป เพราะกล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงพอ ควรต้องทำท่าบริหารต่อเนื่องมากกว่า 3 เดือนขึ้นไปถึงจะเริ่มเห็นผล โดยทำเป็นประจำทุกวัน
- การลดน้ำหนักให้เหมาะสมกับร่างกาย
- การออกกำลังกายอย่างถูกวิธี มีการยืดกล้ามเนื้อ ก่อนและหลังเล่นกีฬา
เรียบเรียงโดย กภ. สุภาสินี จตุรภัทร
เอกสารอ้างอิง
- Zheng W, Li H, Hu K, Li L, Bei M. Chondromalacia patellae: current options and emerging cell therapies. Stem Cell Res Ther. 2021 Jul 18;12:412.
- Habusta SF, Coffey R, Ponnarasu S, Mabrouk A, Griffin EE. Chondromalacia Patella. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2024 [cited 2024 Mar 4]. Available from: http://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK459195/
- He H, Liu W, Teraili A, Wang X, Wang C. Correlation between flat foot and patellar instability in adolescents and analysis of related risk factors. J Orthop Surg (Hong Kong). 2023 Jan 1;31(1):10225536231171057.
- Dursun M, Ozsahın M, Altun G. Prevalence of chondromalacia patella according to patella type and patellofemoral geometry: a retrospective study. Sao Paulo Med J. 140(6):755–61.
- Lee SH, Suh JS, Cho J, Kim SJ, Kim SJ. Evaluation of chondromalacia of the patella with axial inversion recovery–fast spin-echo imaging. J. Magn. Reson. Imaging. 2001;13(3):412–6.
- Kok HK, Donnellan J, Ryan D, Torreggiani WC. Correlation between subcutaneous knee fat thickness and chondromalacia patellae on magnetic resonance imaging of the knee. Can Assoc Radiol J. 2013 Aug;64(3):182–6.
- McCONNELL J. The Management of Chondromalacia Patellae: A Long Term Solution. Aust. J. Physiother. 1986 Jan 1;32(4):215–23.
- Hoglund L, Willy R, Barton C, Bolgla L, Scalzitti D, Logerstedt D, et al. Patellofemoral Pain: Clinical Practice Guidelines Linked to the International Classification of Functioning, Disability and Health From the Academy of Orthopaedic Physical Therapy of the American Physical Therapy Association. J Orthop Sports Phys Ther. 2019 Sep 1;49:CPG1–95.
- Laprade J, Culham E, Brouwer B. Comparison of five isometric exercises in the recruitment of the vastus medialis oblique in persons with and without patellofemoral pain syndrome. J Orthop Sports Phys Ther. 1998 Mar;27(3):197–204.
- The use of ice in the treatment of acute soft-tissue injury: a systematic review of randomized controlled trials - PubMed [Internet]. [cited 2024 Mar 12]. Available from: https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/14754753/
- A systematic review of the effects of therapeutic taping on patellofemoral pain syndrome - PubMed [Internet]. [cited 2024 Mar 12]. Available from: https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/16404457/
- Derasari A, Brindle TJ, Alter KE, Sheehan FT. McConnell taping shifts the patella inferiorly in patients with patellofemoral pain: a dynamic magnetic resonance imaging study. Phys Ther. 2010 Mar;90(3):411–9.




