ภาวะการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือด้านหน้า (Carpal tunnel syndrome)

อาการชาที่บริเวณฝ่ามือและนิ้วมือมักพบได้บ่อย ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติของสมอง (intracranial pathology) การรบกวนเส้นประสาทระดับคอ (cervical radiculopathy) ปลายประสาทอักเสบจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน การขาดวิตามินบี 12 และอีกหนึ่งสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ การกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือด้านหน้า (carpal tunnel syndrome) ซึ่งการกดที่เส้นประสาทบริเวณข้อมือด้านหน้านี้ควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงที มิเช่นนั้นอาจเกิดความผิดปกติของการรับรู้ความรู้สึกในมือระยะยาวและเกิดการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อในมือ ส่งผลทำให้ความสามารถในการใช้มือในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ลดลงได้ (1)
ภาวะการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือด้านหน้า (carpal tunnel syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการกดทับเส้นประสาทส่วนปลายที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดในผู้ที่มีการเคลื่อนไหวข้อมือในท่ากระดกข้อมือขึ้นหรือลงซ้ำ ๆ นาน ๆ เช่น การใช้งานคอมพิวเตอร์ การขับรถ ทำงานบ้าน เป็นต้น (1) โดยภาวะการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือด้านหน้านี้มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และพบ 3-4% ของประชากรในวัยทำงาน (2) และมักพบในคนทำงานออฟฟิศที่มีลักษณะงานในการใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และหากสังเกตท่าทางขณะใช้เมาส์หรือคีย์บอร์ด จะพบลักษณะการวางมือดังภาพที่ 1
ภาพที่ 1 แสดงลักษณะข้อมือทั่วไปขณะใช้งานคอมพิวเตอร์
จากรูปจะเห็นได้ว่า ข้อมือมีลักษณะกระดกขึ้นเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้ทางเดินเส้นประสาทแคบลงและเกิดแรงกดภายในช่องทางเดินเส้นประสาทเพิ่มมากขึ้นจากปกติถึง 15-20 เท่า ส่งผลให้เกิดการเสียดสีระหว่างเส้นประสาทที่บริเวณข้อมือด้านหน้า (median nerve) กับเอ็นรัดข้อมือมากขึ้น และเกิดการอักเสบที่เส้นประสาทเกิดได้ (3, 4)
อาการและอาการแสดง
- มีอาการชาหนา ๆ ชายิบ ๆ หรืออาจมีอาการปวดบริเวณฝ่ามือ นิ้วมือข้างที่ถนัดโดยเฉพาะนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนางครึ่งนิ้ว ดังแสดงในภาพที่ 2 และอาจมีอาการปวดตอนกลางคืนจนต้องตื่นกลางดึกในบางครั้ง แต่เมื่อสะบัดมือแรง ๆ อาการปวดหายไป (1)
ภาพที่ 2 แสดงบริเวณที่มีอาการชาหรือปวดจากเส้นประสาทมีเดียน (median nerve) (บริเวณระบายสีแดง)
- มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อในมือ ทำให้บางครั้งหยิบจับสิ่งของได้ลำบากหรือหล่นง่าย ใช้มือทำงานละเอียดได้ลำบาก เช่น การติดกระดุม ไขกุญแจ และเย็บผ้า เป็นต้น (1) และหากมีการกดทับเส้นประสาทเป็นเวลานานโดยไม่ได้ทำการรักษาอาจส่งผลให้เกิดการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อในมือซึ่งเห็นชัดบริเวณกล้ามเนื้อนิ้วโป้ง (1, 3)
ปัจจัยการเกิดโรค
- ผู้ที่มีการกระดกข้อมือขึ้นลงซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานาน เช่น การเล่นกีฬา การทำงานบ้าน การใช้คอมพิวเตอร์ หรืองานที่เกิดแรงสั่นสะเทือน (1)
- ผู้ที่เคยมีการบาดเจ็บบริเวณข้อมือ เช่น กระดูกข้อมือหัก การเคลื่อนของกระดูกข้อมือ (1)
- โรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย เช่น โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ โรคไต โรคพิษสุรา (1)
- ภาวะที่ทำให้เกิดการคั่งของสารน้ำในร่างกาย เช่น สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ โรคอ้วน โรคหัวใจล้มเหลวชนิดล่างขวา (2)
- โรคข้ออักเสบ เช่น เก๊าท์ รูมาตอยด์ (1)
- ข้อเสื่อม (3)
การรักษา
- การรักษาทางกายภาพบำบัด
ระยะอักเสบเฉียบพลัน (มีอาการปวด บวม แดง ร้อน)
- พักการใช้งานข้อมือซ้ำ ๆ หรือนาน ๆ เพื่อลดการกดและเสียดสีของเส้นประสาทบริเวณข้อมือด้านหน้า
- ประคบเย็นร่วมกับการใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดต่างๆ เช่น เครื่องอัลตราซาวด์ (ultrasound) หรือเครื่องเลเซอร์ (laser) เพื่อลดการอักเสบและอาการปวด
- ใส่อุปกรณ์พยุงข้อมือเพื่อจัดข้อมือให้อยู่ในแนวปกติ (1) ดังภาพที่ 3
ภาพที่ 3 แสดงอุปกรณ์ช่วยพยุงข้อมือ (1)
ระยะเรื้อรัง
- ประคบอุ่นหรือแช่น้ำอุ่นเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดและลดความตึงรั้งของเอ็นรัดข้อมือด้านหน้า
- การใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด เช่น เครื่องอัลตราซาวด์ (ultrasound) หรือเครื่องเลเซอร์กำลังต่ำ (low level laser) เพื่อช่วยลดความตึงรั้งของเอ็นรัดข้อมือด้านหน้า และกระตุ้นการซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บ (1)
- ยืดและกดนวดพังผืดบริเวณเอ็นรัดข้อมือด้านหน้า เพื่อลดการกดทับเส้นประสาท ดังภาพที่ 4
ภาพที่ 4 แสดงการยืดพังผืดบริเวณเอ็นรัดข้อมือด้านหน้า
- การขยับข้อต่อบริเวณข้อมือเพื่อลดแรงกดและการเสียดสีระหว่างเส้นประสาทกับเอ็นรัดข้อมือด้านหน้า (2) และเป็นการขยับเส้นประสาทมีเดียนด้วยตนเอง ดังแสดงในภาพที่ 6
ภาพที่ 6 แสดงการขยับเส้นประสาทมีเดียนด้วยตนเองเพื่อลดแรงกดโดยเคลื่อนไหวในองศาที่ไม่กระตุ้นอาการปวดหรือชา
จำนวน: 10 ครั้ง/รอบ, 3 รอบ/วัน
- การยืดกล้ามเนื้อแและเส้นประสาทแขนด้านหน้า ดังแสดงในภาพที่ 7 – 8
ภาพที่ 7 แสดงการยืดกล้ามเนื้อแขนท่อนล่างด้านในโดยยืดในองศาที่ไม่กระตุ้นอาการปวดหรือชา
จำนวน: ค้าง 10 วินาที/ครั้ง, 10 ครั้ง/รอบ, 3 รอบ/วัน (หากกระตุ้นอาการปวดหรือชาให้พัก)
ภาพที่ 8 แสดงการยืดเส้นประสาทมีเดียนด้วยตนเองโดยเคลื่อนไหวในองศาที่ไม่กระตุ้นอาการปวดหรือชา
จำนวน: ค้าง 10 วินาที/ครั้ง, 10 ครั้ง/รอบ, 3 รอบ/วัน (หากกระตุ้นอาการปวดหรือชาให้หยุดพัก)
- การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อแขนและมือ ดังแสดงในภาพที่ 9
ภาพที่ 9 แสดงการขยับเอ็นกล้ามเนื้อข้อมือเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น (1)
จำนวน: 10 ครั้ง/รอบ, 3 รอบ/วัน
- การปรับท่าทางขณะใช้งานแขน เพื่อให้ข้อไหล่ ข้อศอก และข้อมืออยู่ในมุมและตำแหน่งที่เหมาะสม ดังแสดงในภาพที่ 10
ภาพที่ 10 แสดงท่าทางการนั่งที่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์ (ergonomic) โดยข้อศอกงอประมาณ 90-100º แขนวางขนานกับพื้นและข้อมืออยู่ในแนวตรง (https://tinhte.vn/threads/loi-khuyen-cho-tu-the-tot-khi-ngoi-may-tinh.2808907/)
- การปรับท่าทางการใช้งานเมาส์คอมพิวเตอร์หรือใช้อุปกรณ์เสริม เพื่อลดการกดและเสียดสีระหว่างเส้นประสาทที่บริเวณข้อมือด้านหน้า (median nerve) กับเอ็นรัดข้อมือ ดังแสดงในภาพที่ 11 – 12
ภาพที่ 11 แสดงการวางมือขณะใช้งานเมาส์คอมพิวเตอร์
(https://airfreshener.club/quotes/ergonomic-keyboard-and-mouse-position.html)
ภาพที่ 12 แสดงการใช้แผ่นรองข้อมือเพื่อจัดท่าทางข้อมือขณะใช้งานเมาส์คอมพิวเตอร์
- การผ่าตัด
- แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดพังผืดบริเวณข้อมือด้านหน้าเพื่อลดการกดทับเส้นประสาทหรือผ่าตัดซ่อมแซมเส้นประสาทหากพบการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อในมือโดยเฉพาะนิ้วโป้งอย่างเห็นได้ชัด
เรียบเรียงโดย กภ.วีธรา ฉั่น
References
- Wyss JF, Patel AD. Therapeutic Programs for Musculoskeletal Disorders. New York: Demos Medical Publishing; 2013. p. 115-20.
- Bueno-Gracia E, Ruiz-de-Escudero-Zapico A, Malo-Urriés M, Shacklock M, Estébanez-de-Miguel E, Fanlo-Mazas P, et al. Dimensional changes of the carpal tunnel and the median nerve during manual mobilization of the carpal bones. Musculoskelet Sci Pract. 2018;36:12-16.
- Hirt B, Seyhan H, Eagner M, Zumhasch R. Hand and Wrist Anatomy and Biomechanics: A Comprehensive Guide. Dallas, Texas: Thieme; 2017. p.38-45.
- Wang L. Guiding Treatment for Carpal Tunnel Syndrome. Phys Med Rehabil Clin N Am. 2018;29(4):751-760.















