mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Myasthenia Gravis (MG)

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบประสาท
  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Myasthenia Gravis (MG)

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Myasthenia Gravis (MG)

พฤษภาคม 1, 2026
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบประสาท
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • myasthenia gravis
  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี
  • โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) คือ โรคทางระบบประสาทที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่สร้างแอนติบอดี (Antibodies) ขึ้นมาทำลายหรือขัดขวางการทำงานของตัวรับสารสื่อประสาท (Acetylcholine Receptors) บริเวณกล้ามเนื้อลาย ส่งผลให้การส่งสัญญาณจากเส้นประสาทไปยังกล้ามเนื้อล้มเหลว1 โรคนี้พบในเพศหญิงมากกว่าในผู้ป่วยอายุน้อย ขณะที่ในผู้สูงอายุพบในเพศชายมากกว่า โดยความก้าวหน้าทางการแพทย์ช่วยให้การตรวจวินิจฉัยและการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ในอดีตโรคนี้จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ชีวิต แต่ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ในปัจจุบัน การตรวจวินิจฉัยและการรักษาได้พัฒนาไปอย่างมากจนช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ

การแบ่งชนิดของโรค

การแบ่งชนิดของ MG ในปัจจุบันมักพิจารณาจากลักษณะอาการทางคลินิกและชนิดของแอนติบอดีเป็นหลัก2,3 โดยการแบ่งแบบชนิดแบบกว้าง ๆ สามารถแบ่งได้ดังนี้

  1. Ocular MG มีอาการเฉพาะที่กล้ามเนื้อตาและหนังตา
  2. Generalized MG มีผลต่อกล้ามเนื้อหลายส่วน รวมถึงแขน ขา และกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ

นอกจากนี้ยังมีการวินิจฉัยอื่น ๆ อีก เช่น

  • แบ่งตามอายุที่เริ่มเป็น (Early-onset vs Late-onset) มักตัดเกณฑ์ที่อายุ 50 ปี
  • แบ่งตามชนิดแอนติบอดี
    • AChR-antibody positive เป็นกลุ่มที่พบมากที่สุด
    • MuSK-antibody positive มักมีอาการทาง Bulbar รุนแรงกว่า เช่น กลืนลำบาก เคี้ยวลำบาก การพูดผิดปกติ เสียงแหบ กล้ามเนื้อลิ้นฝ่อหรือสั่น
    • Seronegative MG เป็นกลุ่มที่ตรวจไม่พบแอนติบอดีมาตรฐาน แต่มีอาการทางคลินิกชัดเจน

สาเหตุการเกิดโรค4

สาเหตุหลักเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยมีต่อมไทมัสเป็นตัวการสำคัญ พบว่าผู้ป่วย MG จำนวนมากมีความผิดปกติของต่อมไทมัส เช่น ต่อมไทมัสโตผิดปกติ หรือเนื้องอกต่อมไทมัส ซึ่งทำหน้าที่ผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ส่งสัญญาณผิดพลาด

กลไกการเกิดโรค5

ตามปกติวงจรประสาทจะมีการหลั่งสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า "อะซิทิลโคลีน (Acetylcholine)" ไปเกาะที่ตัวรับบนกล้ามเนื้อเพื่อสั่งให้กล้ามเนื้อทำงาน แต่ในผู้ป่วย MG ร่างกายจะสร้างแอนติบอดี (ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ) มาทำลายหรือปิดกั้นตัวรับเหล่านี้ ทำให้กล้ามเนื้อรับคำสั่งไม่ได้ จึงเกิดอาการอ่อนแรง ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่

  • การปิดกั้นตัวรับโดยตรง (Receptor blocking)
  • การเร่งกระบวนการดึงตัวรับกลับเข้าสู่เซลล์ (Antigenic modulation)
  • การกระตุ้นระบบคอมพลีเมนต์ (Complement-mediated damage)

ทำให้โครงสร้างเยื่อหุ้มเซลล์กล้ามเนื้อถูกทำลาย ในผู้ป่วยบางรายยังพบแอนติบอดีชนิดอื่น เช่น Anti-MuSK หรือ Anti-LRP4 ที่ขัดขวางการรวมกลุ่มของตัวรับสัญญาณ โดยกระบวนการทั้งหมดนี้มักมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของต่อมไทมัส

อาการและอาการแสดง2,5

ลักษณะเด่นของ MG คือ การอ่อนแรง โดยอาการจะแย่ลงเมื่อใช้งานกล้ามเนื้อนั้นซ้ำ ๆ และจะดีขึ้นหลังการพักใช้งาน ในภาวะวิกฤตจะพบอาการกล้ามเนื้อกระบังลมอ่อนแรงจนหายใจล้มเหลว

1.อาการทางดวงตา มักเป็นอาการแรกเริ่มที่พบในผู้ป่วยกว่า 50-85 % และเกือบทั้งหมดจะมีอาการนี้ภายใน 2 ปี

  • หนังตาตก อาจเป็นข้างเดียว สองข้าง หรือสลับข้างกัน หนังตามักตกมากขึ้นเมื่อใช้สายตานาน ๆ หรือเมื่อเหนื่อย
  • เห็นภาพซ้อน เกิดจากกล้ามเนื้อที่ควบคุมการกรอกตาอ่อนแรง ทำให้ตาเขหรือมองเห็นวัตถุแยกเป็นสองชิ้น มักหายไปเมื่อหลับตาลงข้างใดข้างหนึ่ง

2. อาการบริเวณใบหน้า การพูด และการกลืน เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่ควบคุมโดยเส้นประสาทสมอง

  • การพูด จากการพบปัญหาของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 9 (Glossopharyngeal Nerve), คู่ที่ 10 (Vagus Nerve) และคู่ที่ 12 (Hypoglossal Nerve) พบเสียงเปลี่ยนไป มีลักษณะ "เสียงขึ้นจมูก" หรือพูดไม่ชัดเหมือนคนลิ้นคับปาก โดยเฉพาะเมื่อพูดคุยต่อเนื่องนาน ๆ เสียงจะค่อย ๆ หายไป
  • การกลืน จากการพบปัญหาของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 (Trigeminal Nerve), คู่ที่ 9 (Glossopharyngeal Nerve) และคู่ที่ 10 (Vagus Nerve) ผู้ป่วยจะสำลักน้ำหรืออาหารได้ง่าย กลืนลำบาก บางครั้งอาหารหรือน้ำอาจย้อนออกทางจมูก
  • การเคี้ยว จากการพบปัญหาของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 (Trigeminal Nerve) กล้ามเนื้อขากรรไกรล้าจนเคี้ยวอาหารเหนียว ๆ ไม่ไหว
  • การแสดงสีหน้า จากการพบปัญหาของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 (Facial Nerve) ผู้ป่วยจะยิ้มยาก หรือยิ้มแล้วดูผิดปกติ เนื่องด้วยกล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรง

3. อาการที่แขนและขา

  • แขนขาอ่อนแรง มักพบอาการบริเวณกล้ามเนื้อต้นแขนและต้นขามากกว่าส่วนปลาย มักมาด้วยอาการยกแขนสระผมลำบาก หิ้วของหนักไม่ได้นาน ลุกจากเก้าอี้หรือขึ้นบันไดลำบาก โดยอาการจะเด่นชัดขึ้นเมื่อทำซ้ำ ๆ

4. อาการระบบทางเดินหายใจ

  • เป็นภาวะฉุกเฉิน เรียกว่า Myasthenic Crisis พบกล้ามเนื้อกะบังลมและกล้ามเนื้อช่วยหายใจอ่อนแรงทำให้หายใจตื้น หายใจไม่อิ่ม และอาจนำไปสู่ภาวะหายใจล้มเหลวที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

การตรวจวินิจฉัย ในปัจจุบันมีความแม่นยำสูง6

  1. การตรวจเลือด เพื่อหาแอนติบอดี เช่น anti-AChR และ anti-MuSK
  2. การตรวจทางไฟฟ้า เช่น Repetitive Nerve Stimulation (RNS) หรือ Single-fiber EMG (SFEMG)
  3. Ice Pack Test การนำน้ำแข็งวางบริเวณเปลือกตาเพื่อประเมินการตอบสนอง เนื่องจากอุณหภูมิต่ำช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการถ่ายทอดสัญญาณที่จุดประสานประสาทและกล้ามเนื้อ
  4. ภาพวินิจฉัย โดยการทำ CT scan หรือ MRI ทรวงอกเพื่อตรวจหาความผิดปกติของต่อมไทมัส

การรักษา แบ่งออกเป็น

การรักษาทางการแพทย์

  1. การรักษาตามอาการ6,7
  • การใช้ยา Pyridostigmine (Mestinon) เพื่อเพิ่มระดับสารสื่อประสาท
  • ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น Corticosteroids และยากดภูมิอื่น ๆ เช่น Azathioprine
  • การเปลี่ยนถ่ายพลาสมา (Plasma Exchange) หรือการให้ IVIG ในกรณีอาการหนัก
  • ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy) ยารุ่นใหม่กลุ่ม Complement inhibitors (เช่น Eculizumab) และ FcRn blockers
  1. การผ่าตัด4 เพื่อผ่าตัดเอาต่อมไทมัสออก

การรักษาทางกายภาพบำบัด6,7,8

บทบาทของนักกายภาพบำบัดในผู้ป่วย MG ไม่ใช่การออกกำลังกายหนักเพื่อสร้างกล้ามเนื้อเหมือนคนทั่วไป แต่เป็นการจัดการพลังงาน (Energy Conservation) ซึ่งมีความปลอดภัย และไม่ทำให้อาการของโรคกำเริบ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และลดความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวันได้ หากทำภายใต้การควบคุมที่เหมาะสม ดังนี้

  1. การออกกำลังกายในผู้ป่วย MG ควรอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลางเพื่อกระตุ้นการทำงานของหัวใจ และระมัดระวังเรื่องความล้า
  2. ฝึกการหายใจเพื่อป้องกันปอดแฟบและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อช่วยหายใจ
  3. การปรับสิ่งแวดล้อมและการใช้ชีวิตเพื่อลดภาระของกล้ามเนื้อ

หลักการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้

  • ไม่ควรออกกำลังกายจนเหนื่อยล้าสะสม ต้องสลับมีช่วงพักบ่อย ๆ
  • ควรเลือกออกกำลังกายในช่วงเวลาที่ยาออกฤทธิ์สูงสุด เช่น หลังทานยา Mestinon ประมาณ 1-1.5 ชั่วโมง และเลือกช่วงที่อุณหภูมิร่างกายไม่สูงเกินไป
  • ชนิดของการออกกำลังต้องไม่หนักเกินไป เช่น การเดิน หรือปั่นจักรยานอยู่กับที่ เพื่อเพิ่มความทนทานของระบบหัวใจและปอด
  • การออกกำลังเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต้น ใช้น้ำหนักน้อยแต่เน้นจำนวนครั้งที่เหมาะสม
  • สังเกตอาการผิดปกติของตนเองจลอด เช่น หนังตาตกมากขึ้น พูดไม่ชัด หรือเริ่มหายใจลำบาก ให้หยุดพักทันที

เรียบเรียงโดย กภ.(ชำนาญการพิเศษ) เยาวภา ใจรักดี

เอกสารอ้างอิง

  1. Dressler D, Saberi FA, Barbosa ER, Rosales RL, Brin MF. Pathophysiology of the Neuromuscular Junction in Myasthenia Gravis. Front Neurol. 2021;12:642-51.
  2. Deenen JC, Horlings CG, Verschuuren JJ, Verbeek AL, van Engelen BG. Clinical manifestations and epidemiology of Myasthenia Gravis: A systematic review. J Neurol. 2023;270(2):745-58.
  3. Farmakidis C, Pasnoor M, Dimachkie MM, Barohn RJ. Subtypes of Myasthenia Gravis: Clinical and Immunological Perspectives. Neurol Res Int. 2022;2022:8839210.
  4. Sanders DB, Wolfe GI, Benatar M, Evoli A, Gilhus NE, Illa I, Kuntz NL, Meriggioli MN, Ohmagari J, Reddel SW, Rivner M. Thymectomy in Myasthenia Gravis: Update on Clinical Evidence and Guidelines. Lancet Neurol. 2024;23(1):45-58.
  5. Dresser L, Wlodarski R, Rezania K, Soliven B. Myasthenia gravis: epidemiology, pathophysiology and clinical manifestations. J Clin Med. 2021;10(11):2235.
  6. Wiendl H, Meuth S, Melms A, Gold R, Heininger K, Schoser B, Schmidt J. Guidelines for the Diagnosis and Treatment of Myasthenia Gravis. J Clin Med. 2023;12(10):3412.
  7. Narayanaswami P, Sanders DB, Wolfe G, Benatar M, Cea G, Evoli A, Gilhus NE, Illa I, Kuntz NL, Massey J, Melms A. International Consensus Guidance for Management of Myasthenia Gravis: 2020 Update. Neurology. 2021;96(3):114-22.
  8. Westerberg E, Molin CJ, Spörndly-Nees S, Widenfalk J, Punga AR. Physical Exercise in Myasthenia Gravis: A Randomized Controlled Trial of Efficacy and Safety. Med Sci Sports Exerc. 2022;54(4):541-50.
Post Views: 1,409
Share
29

Related posts

มิถุนายน 5, 2026

กระดูกหักนานแค่ไหนถึงหาย ?


Read more
มิถุนายน 3, 2026

กายภาพบำบัดในเด็กกลุ่มอาการแองเจิลแมน (Angelman syndrome)


Read more
มิถุนายน 1, 2026

การอบอุ่นร่างกายเพื่อป้องกันการบาดเจ็บในนักกีฬาแบดมินตัน


Read more
พฤษภาคม 29, 2026

การปรับท่านั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลอาการปวด


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.