กลุ่มอาการบาดเจ็บบริเวณหน้าแข้ง (Shin splints)

ปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกกำลังกายที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบันคือ “การวิ่ง” และสำหรับนักวิ่งหลาย ๆ คนคงเคยได้ยินอาการเจ็บบริเวณหน้าแข้ง แต่อาจจะมีบางท่านเคยได้ยินชื่อ “Shin splints” แต่ไม่ทราบความหมาย โดย shin splints เป็นอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ และเยื่อหุ้มกระดูกของกระดูกขาท่อนล่าง ผู้ที่มีอาการจะรู้สึกปวดรำคาญ และประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ลดลง อาการดังกล่าวยังอาจจะมีสาเหตุมาจากการเล่นกีฬาประเภทอื่น ๆ ซึ่งต้องใช้กำลังมาก หรือมีการกระแทกได้เช่นกัน เช่น ฟุตบอล ฟุตซอล บาสเกตบอล หรือการเต้น เป็นต้น [1-3]
อาการเจ็บปวดบริเวณหน้าแข้งเป็นได้ทั้งด้านหน้า (anterior shin splints) และทางด้านใน (medial shin splints) อาการจะแสดงขณะเริ่มออกกำลังกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกิจกรรมที่ต้องลงน้ำหนัก เช่น การวิ่ง โดยอาการจะหายไปเมื่อวิ่งไปได้สักครู่หนึ่ง แต่หากมีอาการมากขึ้น ก็อาจรู้สึกเจ็บได้ตลอดการเดิน วิ่ง หรือถ้ารุนแรงมาก ก็จะมีอาการแม้กระทั่งขณะพัก นอกจากนี้เมื่อกดบริเวณขอบกระดูกของหน้าแข้งจะรู้สึกเจ็บได้เช่นกัน [1-3]
บริเวณหน้าแข้งประกอบไปด้วยกระดูกสองชิ้นคือ Tibia และ Fibula บริเวณนี้จะมีกล้ามเนื้อที่สำคัญ ได้แก่กล้ามเนื้อหน้าแข้งด้านหลัง (Tibialis posterior) ซึ่งทำหน้าที่ในการถีบปลายเท้าลงและบิดข้อเท้าเข้าด้านใน มีความสำคัญในการช่วยพยุงอุ้งเท้าด้านใน ยังมีกล้ามเนื้อหน้าแข้งด้านหน้า (Tibialis anterior) ทำหน้าที่ในการกระดกเท้าขึ้นและบิดเข้าด้านใน และกล้ามเนื้อน่องด้านใน (Soleus) ทำหน้าที่ในการถีบปลายเท้าลง ซึ่งกล้ามเนื้อทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะเกาะอยู่กับกระดูกหน้าแข้ง (Tibia) การทำงานซ้ำ ๆ ของกล้ามเนื้อเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออักเสบ (myositis) เอ็นอักเสบ (tendonitis) หรือเกิดแรงดึงไปถึงเยื่อหุ้มกระดูก (periosteum) ที่อยู่รอบกระดูกหน้าแข้ง เกิดเยื่อหุ้มกระดูกอักเสบ (periostitis) ทำให้มีอาการเจ็บบริเวณหน้าแข้งได้ [2, 3]
สาเหตุสำคัญในการเกิดอาการบาดเจ็บบริเวณหน้าแข้ง
- การฝึกหรือการวิ่งอย่างหักโหม ทำให้กล้ามเนื้อล้าจากการใช้งานมากเกินไป (overuse) ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าแข้งไม่สามารถช่วยลดแรงกระแทกที่กระทำต่อกระดูกขณะลงน้ำหนักได้ดีพอ ทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ (myositis) และเกิดแรงตึงเครียดต่อกระดูกหน้าแข้งสูง ทำให้เยื่อหุ้มผิวกระดูกเกิดการอักเสบ (periostitis) [2-5]
- การปรับเปลี่ยนการวิ่งอย่างรวดเร็ว วิ่งในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย โดยไม่มีการเตรียมตัวให้พร้อม การปรับเปลี่ยนการฝึกซ้อม เช่น การเพิ่มระยะทาง เพิ่มความเร็วในการวิ่ง หากปรับการซ้อมรวดเร็วเกินไปจะทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกไม่สามารถปรับตัวรับแรงกระแทกได้ทัน เกิดการบาดเจ็บ ฉีกขาดของกล้ามเนื้อ หรือเยื่อหุ้มผิวกระดูกอักเสบ [2-4]
- กล้ามเนื้อขาดความแข็งแรง หรือขาดความยืดหยุ่น กล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพคือกล้ามเนื้อที่มีทั้งความแข็งแรงและความยืดหยุ่นเหมาะสมกับการใช้งาน ในบางคนมีกล้ามเนื้อน่องที่ตึงเกินไป ในขณะวิ่ง การกระดกข้อเท้าทำงานได้ยากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณด้านหน้าของหน้าแข้งต้องทำงานหนักขึ้น และเกิดการบาดเจ็บในที่สุด [2-4]
- ผู้ที่มีโครงสร้างร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางชีวกลศาสตร์ หรือการเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่ถูกต้อง ภาวะอุ้งเท้าแบนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อของหน้าแข้ง ภาวะเท้าแบนทำให้กล้ามเนื้อควบคุมอุ้งเท้าที่อยู่รอบหน้าแข้งทำงานหนักขึ้น แรงกระแทกจะเกิดต่อกระดูกหน้าแข้งได้มากขึ้น [2, 4, 5]
- การวิ่งบนพื้นแข็งเกินไปหรือใส่รองเท้าวิ่งไม่เหมาะสม จะทำให้เกิดแรงกระแทกต่อโครงสร้างร่างกาย กล้ามเนื้อจำเป็นต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อลดการกระแทก ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อได้ [2, 4, 5]
- การวิ่งที่ผิดหลักชีวกลศาสตร์ (Biomechanics of running) ตัวอย่างเช่น การวิ่งโดยก้าวขายาวมากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อด้านหน้าบริเวณหน้าแข้ง ซึ่งทำหน้าที่ในการกระดกข้อเท้าต้องทำงานหนักขึ้น หรือการวิ่งบนพื้นลาด วิ่งลงจากเขา จำเป็นจะต้องใช้แรงในการกระดกเท้ามากขึ้น ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้เช่นกัน [1-5]
จากสาเหตุของการบาดเจ็บข้างต้น หากพบว่ามีปัญหาหรือความสงสัย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าว
จากบทวิเคราะห์ดังกล่าว พอจะทำให้เข้าใจสาเหตุของการบาดเจ็บได้พอสังเขป จากนี้ก่อนการวิ่ง นักวิ่งมือใหม่ควรจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้น วิธีการป้องกันลดโอกาสการบาดเจ็บมีดังนี้ [1-3, 5]
- ไม่หักโหมฝึกซ้อมหนักเกินไป ควรจัดแผนการซ้อมให้ดี และเหมาะสม โดยประเมินประสิทธิภาพในการฝึกของตนเองอยู่เสมอ
- ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนความหนักในการฝึกซ้อมอย่างช้า ๆ ได้แก่ เพิ่มระยะทาง ความเร็วในการฝึกทีละน้อย ไม่รีบร้อน
- ยืดเหยียดกล้ามเนื้อสร้างความยืดหยุ่น ออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ให้แข็งแรง รวมไปถึงกล้ามเนื้อสะโพก และลำตัวด้วย เพราะจะช่วยสร้างความมั่นคงและลดการบาดเจ็บขณะวิ่ง
- หากเป็นผู้ที่มีปัญหาโครงสร้างของร่างกายผิดไปจากปกติ เช่น ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน อุ้งเท้าแบน อุ้งเท้าสูงกว่าปกติ ควรหาอุปกรณ์เสริม เพื่อส่งเสริมความเหมาะสมทางชีวกลศาสตร์ในการวิ่ง
- ควรหารองเท้าที่เหมาะสมกับรูปเท้า และเหมาะกับประเภทของการออกกำลังกาย ซึ่งจะทำให้เพียงพอต่อการรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี
สำหรับในส่วนของผู้ที่มีอาการบาดเจ็บเกิดขึ้นแล้ว เราสามารถดูแลตัวเองด้วยวิธีการเบื้องต้นสำหรับการบาดเจ็บระยะเริ่มต้น หรือระยะอักเสบเฉียบพลัน (acute phase) ด้วยการพัก ประคบเย็น เพื่อให้การอักเสบบรรเทาลง และให้ระยะเวลาในการพักฟื้น เพื่อการซ่อมแซมของร่างกาย หากมีอาการรุนแรง ปวดตลอดเวลา ควรปรึกษาแพทย์ หรือนักกายภาพบำบัด [3-5]
เมื่อพ้นระยะเฉียบพลัน การกลับมาฝึกซ้อมการออกกำลังกายอีกครั้งเป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะสามารถกลับมาเจ็บซ้ำ ๆ จนเรื้อรังได้ เราควรลดความหนักในการซ้อมลงครึ่งหนึ่งของการซ้อมที่เคยปฏิบัติ เช่นลดความเร็ว, ลดระยะทาง, ลดความถี่หรือจำนวนครั้งในการฝึกซ้อม ฝึกกิจกรรมที่มีแรงกระแทกน้อย ๆ ก่อน และพื้นผิวที่ซ้อมไม่แข็ง หรือนิ่มเกินไป เป็นต้น จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มความหนักขึ้นอย่างช้า ๆ จนกระทั่งได้ตามเป้าหมายที่เราต้องการ โดยตลอดการฝึกจะต้องไม่มีอาการเจ็บ หากมีอาการเจ็บเกิดขึ้น ให้ลดความหนักของการซ้อมลงจนกระทั่งไม่มีอาการเจ็บ เลือกใส่รองเท้าที่ดีและเหมาะสม หากอาการบาดเจ็บไม่ดีขึ้น หรือมีข้อสงสัย สามารถปรึกษาแพทย์ หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อวิเคราะห์สาเหตุต่อไป [1, 2, 4]
นอกจากนี้ การวิ่ง และการฝึกซ้อมอย่างหนักอาจทำให้เกิดภาวะความดันในช่องกล้ามเนื้อสูง (compartment syndrome) ซึ่งจะรู้สึกปวด ชา แสบร้อนบริเวณหน้าแข้ง หรือเกิดกระดูกหักล้า (stress fracture) ซึ่งจะมีอาการเจ็บหน้าแข้งขณะลงน้ำหนัก และเจ็บลดลงเมื่อไม่ได้ลงน้ำหนักเช่นเดียวกัน แต่จะมีความรุนแรงและอันตรายมาก จำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยและได้รับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป [1, 2]
นักวิ่งมือใหม่ทุกท่านควรให้ความสำคัญในการเตรียมตัวให้พร้อม วางแผนในการฝึกซ้อม พักอย่างเหมาะสม และหมั่นประเมินประสิทธิภาพร่างกายตนเอง ท่านก็จะวิ่งได้อย่างมีความสุข ไม่มีอาการเจ็บมากวนใจ
เรียบเรียงโดย กภ.วรท เอกพินิจพิทยา
เอกสารอ้างอิง
- Anderson MK, Hall SJ. Sports injury management. 1st ed. USA: Williams & Willind; 1995
- Bates P. Shin splints–a literature review. Brit J Sports Med. 1985; 19(3):132-72.
- Galbraith RM, Lavallee ME. Medial tibial stress syndrome: conservative treatment options. Curr Rev Musculoskelet Med. 2009; 2:127-33.
- Kues J. Literature Review: The Pathology of Shin Splints. J Orthop Sports Phys Ther. 1990; 12:115-21.
- Franklyn M, Oakes B. Aetiology and mechanisms of injury in medial tibial stress syndrome: Current and future developments. World J Orthop. 2015; 6(8):577-89.





