โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (lumbar stenosis)

“ปวดสะโพกร้าวลงขา บางครั้งมีอาการอ่อนแรงของขาและอาการชาที่เท้าร่วมด้วยเมื่อเดินนาน ๆ อาการจะดีขึ้นเมื่อนั่งพัก หรือโน้มตัวไปข้างหน้า”
อาการข้างต้นเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุทั้งชายและหญิงที่มาเข้ารับบริการที่ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งอาการปวดหลังหรือสะโพกและมีอาการร้าวลงขา เกิดจากหลายสาเหตุที่เป็นไปได้ ซึ่งมีอาการแสดงที่คล้ายกัน ถ้ามีอาการร้าวลงขา สิ่งแรกที่คิดถึงคือ “รากประสาทบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวได้รับผลกระทบ” แต่พยาธิสภาพของกระดูกสันหลังที่ทำให้เกิดการรบกวนรากประสาทได้นั้น ล้วนมีหลายสาเหตุ หลายประเภท และหลายโรคมาก ดังนั้นในบทความนี้ขอกล่าวถึง “รากประสาทบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวได้รับผลกระทบจาก โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ”
โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ คืออะไร
กระดูกสันหลังตั้งแต่ระดับคอจนถึงระดับเอว ภายในมีช่องว่างที่เรียกว่า ช่องไขสันหลัง (spinal canal) ซึ่งภายในช่องไขสันหลังเป็นที่อยู่ของ ไขสันหลัง รากประสาท หลอดเลือด รวมถึงเอ็นยึดกระดูกสันหลัง เป็นต้น เมื่อเกิดพยาธิสภาพภายในช่องไขสันหลัง จนทำให้ช่องไขสันหลังแคบลง จนไปกดเบียดและรบกวนไขสันหลัง รากประสาทหรือหลอดเลือด จนทำให้การทำงานของโครงสร้างเหล่านี้ผิดปกติไป (1,2)

รูปที่ 1 แสดงโครงสร้างกระดูกสันหลังและเอ็น ligamentum flavum (สีเหลือง)
ช่องไขสันหลังตีบแคบเกิดจากอะไร
สามารถเกิดได้ 2 สาเหตุหลัก ๆ ได้แก่
- เป็นแต่กำเนิดซึ่งเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกสันหลัง
-
เกิดจากความเสื่อม ซึ่งจากงานศึกษาส่วนใหญ่พบว่า มักพบผู้ป่วยโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบที่เกิดจากสาเหตุของความเสื่อมของกระดูกสันหลังมากกว่า โดยโครงสร้างภายในโพรงกระดูกสันหลัง ได้แก่ เอ็น ligamentum flavum (ดังแสดงในภาพที่ระบายสีเหลือง) ในภาพ 1 ที่อยู่ภายในและทอดยาวไปตามโพรงของกระดูกสันหลังหนาตัวขึ้น ทำให้พื้นที่ภายในโพรงแคบลง จนทำให้เกิดการกดเบียด และรบกวนประสาทไขสันหลัง ดังแสดงในภาพ 2
นอกจากนี้ ยังมีหลายงานศึกษาพบว่า โรคนี้สัมพันธ์กับความเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง เพราะเมื่อหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม จะทำให้กระดูกสันหลังเกิดการเคลื่อนไหวที่มากเกินไป จนทำให้เกิดความไม่มั่นคง (lumbar instability) จนนำไปสู่กระดูกสันหลังเคลื่อน (lumbar spondylolisthesis) เมื่อมีการเคลื่อนของข้อต่อบนต่อข้อต่อล่าง ทำให้ความอิ่มตัวของ intervertebral disc ลดลง ส่งผลต่อพื้นที่ที่แคบลงภายในโพรงกระดูกสันหลัง จนทำให้เกิดการกดเบียดเส้นประสาทไขสันหลังได้ (1,4)

รูปที่ 2 แสดงโครงสร้างกระดูกสันหลังปกติ และโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ
อาการแสดง
- ปวดหลัง ร้าวลงขา (sciatica pain) บางครั้งร่วมกับมีชา และอ่อนแรง
- มีอาการปวดร้าวลงขาได้ทั้งข้างเดียวหรือสองข้าง
- กรณีที่อาการขั้นรุนแรง คือ ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้
- อาการจะมากขึ้น เมื่อยืนหรือเดินนาน ๆ หรือแอ่นหลัง
- อาการจะดีขึ้นเมื่อนั่ง นอน หรือก้มตัว โน้มตัวไปด้านหน้า
จากอาการแสดงข้างต้น จะเห็นพฤติกรรมอาการที่เด่นชัดของโรคนี้ ตามที่ขีดเส้นใต้ ซึ่งผู้อ่านสามารถนำไปสังเกตอาการของตนเอง หรือคนในครอบครัวได้ แต่จะมีพฤติกรรมอาการที่สำคัญอีกประการ คือ จากอาการแสดงข้างต้น ถ้าผู้ป่วยยืน หรือเดินนาน ๆ จะมีอาการปวดร้าวลงขาเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าผู้ป่วยเดินในลักษณะท่าทางโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย ผู้ป่วยจะสามารถเดินต่อได้ไกลเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การเดินโดยเข็นรถเข็นตามซุปเปอร์มาเก็ต (grocery cart sign) (ภาพ 3) จนเป็นที่มาของการนำพฤติกรรมอาการนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์โรค (1,4)

รูปที่ 3 แสดง grocery cart sign
การรักษา มี 2 วิธีหลัก ๆ ในการรักษา ได้แก่
1) การรักษาแบบผ่าตัด
จากหลายงานศึกษาแนะนำว่า ในระยะเริ่มต้นของโรค หรือในช่วงที่อาการยังไม่รุนแรง แนะนำให้รักษาแบบไม่ผ่าตัดก่อน แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น มีอาการทางระบบประสาทรุนแรงขึ้น หรือมีอาการตลอดเวลา แนะนำให้เข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัด (5)
2) การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (1,3,5)
2.1) การรักษาทางยา ได้แก่ กลุ่มยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือ กลุ่มยาลดปวด เป็นต้น
2.2) การรักษาโดยการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าที่โพรงกระดูกสันหลัง
2.3) การรักษาทางกายภาพบำบัด ได้แก่ การรักษาโดยการจัด ดัด ดึงกระดูกโดยนักกายภาพบำบัด การใช้เครื่องอัลตราซาวด์หรือเลเซอร์ เพื่อลดอาการอักเสบของเนื้อเยื่อ การใช้เครื่องดึงหลัง และที่สำคัญที่สุดของการรักษาทางกายภาพบำบัด คือ การออกกำลังกาย มีทั้งการยืดกล้ามเนื้อ และการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เป็นต้น
ในบทความนี้ ขอแนะนำท่ายืดกล้ามเนื้อหลังเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลัง และสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ง่าย และปลอดภัย ซึ่งผู้อ่านสามารถทำได้ด้วยตนเอง หรือสามารถแนะนำคนที่บ้านได้
ท่าที่ 1 การยืดกล้ามเนื้อหลัง โดยการโน้มตัวไปด้านหน้า

รูปที่ 4 การยืดกล้ามเนื้อหลัง โดยการโน้มตัวไปด้านหน้า
ท่าเริ่มต้น: นั่งคุกเข่า
ท่ายืด: โน้มตัวไปด้านหน้าพร้อมกับเหยียดแขน ค่อย ๆ โน้มไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ช้า จนรู้สึกตึงพอดี ไม่ตึงจนเจ็บ จากนั้นค้างไว้ นับ 1-10 วินาที แล้วค่อย ๆ เหยียดตัวตรง ทำ 5 ครั้ง/รอบ ทำ 3 รอบ หรือน้อยกว่าเท่าที่ไม่กระตุ้นอาการ
ท่าที่ 2 การยืดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง ในท่าเข่าชิดอก

รูปที่ 5 การยืดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง ในท่าเข่าชิดอก
ท่าเริ่มต้น: นอนหงายตั้งเข่าสองข้าง
ท่ายืด: กรณีตึงหลัง หรือปวดมาก ให้ยืดกล้ามเนื้อทีละข้าง ดังรูปบน โดยการใช้มือกอดเข่าทีละข้างชิดอกจนรู้สึกตึงพอดี ไม่ตึงจนเจ็บ จากนั้นขยับเข่าชิดอกเป็นจังหวะเบา ๆ 50 ครั้ง/รอบ ทำ 2 รอบ หรือน้อยกว่าเท่าที่ไม่กระตุ้นอาการ
กรณีปวดไม่มาก หรือฝึกยืดเข่าทีละข้างมาแล้ว ใช้มือกอดเข่าทั้งสองข้างพร้อมกัน ชิดอกเท่าที่ความตึงพอดี ไม่ตึงจนเจ็บ จากนั้นขยับเข่าชิดอกเป็นจังหวะเบา ๆ 50 ครั้ง/รอบ ทำ 2 รอบ หรือน้อยกว่าเท่าที่ไม่กระตุ้นอาการ
เรียบเรียงโดย กภ. กนกวรรณ พลสา
เอกสารอ้างอิง
- Katz JN, Zimmerman ZE, Mass H, Makhni MC. Diagnosis and management of lumbar spinal stenosis: a review. JAMA. 2022;327(17):1688-99.
- Orita S, Inage K, Eguchi Y, Kubota G, Aoki Y, Nakamura J, Matsuura Y, Furuya T, Koda M, Ohtori S. Lumbar foraminal stenosis, the hidden stenosis including at L5/S1. Eur J Orthop Surg Traumatol. 2016;26:685-93.
- Bagley C, MacAllister M, Dosselman L, Moreno J, Aoun SG, El Ahmadieh TY. Current concepts and recent advances in understanding and managing lumbar spine stenosis. F1000Res. 2019;8.
- Lee BH, Moon SH, Suk KS, Kim HS, Yang JH, Lee HM. Lumbar spinal stenosis: pathophysiology and treatment principle: a narrative review. Asian Spine J. 2020;14(5):682.
- Lee SY, Kim TH, Oh JK, Lee SJ, Park MS. Lumbar stenosis: a recent update by review of literature. Asian Spine J. 2015;9(5):818-28.




