โรคอัมพาตใบหน้า (Facial palsy)


โรคอัมพาตใบหน้า (Facial palsy) เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ส่งผลให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงหรือเป็นอัมพาต โดยผลที่ตามมานั้นทำให้การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้าและการแสดงออกทางสีหน้า เช่น การหลับตา การยิ้ม การเคลื่อนไหวของหน้าผาก และการพูดสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ หรือผู้ป่วยไม่สามารถแสดงออกทางสีหน้าได้ โดยอาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแบบเฉียบพลันและแบบค่อยเป็นค่อยไป มีแบบที่ทราบสาเหตุและไม่ทราบสาเหตุ (1-2)
พยาธิสภาพของโรค (1,5)
-
ประเภท Upper Motor Neuron
เป็นพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นเหนือต่อกลุ่มเซลล์ประสาทสมองเส้นที่ 7 ขึ้นไป (เหนือระดับ pons ขึ้นไป) ทำให้เส้นประสาทจากสมองใหญ่ที่ถููกส่งมาเลี้ยงกล้ามเนื้อใบหน้า ในระดับที่ต่ำกว่าตาลงมาของด้านตรงข้ามกับสมองส่วนที่ผิดปกติ โดยอาการแสดงทำให้เกิดอาการปากเบี้ยวด้านตรงข้าม แต่ยังคงปิดตาได้สนิท โดยสาเหตุเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง เนื้องอกในสมอง หรือการได้รับบาดเจ็บที่สมอง เป็นต้น
-
ประเภท Lower Motor Neuron
เป็นพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นระดับเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ลงมา ผู้ป่วยมีอาการใบหน้าอัมพาต ครึ่งซีก (ซีกเดียวกับข้างที่มีพยาธิสภาพของเส้นประสาท) คือ ปากเบี้ยว และปิดตาข้างนั้นไม่สนิท เนื่องจากกระแสประสาทจากเส้นประสาทนี้ส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อด้านเดียวกัน
สาเหตุการเกิดโรคอัมพาตใบหน้า (1-3,5)
-
ไม่ทราบสาเหตุการเกิด (Idiopathic) / Bell’s palsy 70 %
เป็นสาเหตุที่พบมากที่สุด โดยอัตราการเกิดพบโดยประมาณ 15 - 53 คนต่อประชากร 100,000 คน ในประชากรทั่วโลก และสามารถพบมากสุดในช่วงอายุ 20 - 39 ปี ทั้งเพศหญิงและเพศชาย
-
อุบัติเหตุ (Trauma) 10 - 23 %
การได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะหรืออุบัติเหตุที่มีการแตกของกะโหลกศีรษะ หรือกระดูกบริเวณใบหน้า ซึ่งเป็นโครงสร้างที่อยู่ใกล้เคียงกับเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ส่งผลให้เส้นประสาทเกิดความเสียหายได้
-
การอักเสบและการติดเชื้อ (Infection) 4.5 - 7 %
มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยเชื้อที่มักพบมากที่สุดคือ เชื้อ Herpes simplex โดยเชื้อไวรัสจะทำให้เกิดการอักเสบและบวมของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ส่งผลให้การนำสื่อประสาทลดลง และเกิดการอัมพาตตามมาได้ ซึ่งเป็นพยาธิสภาพแบบ Lower Motor Neuron (LMN) เช่น งูสวัด อีสุกอีใส เริม หัดเยอรมัน เป็นต้น โดยการติดเชื้อที่ทำให้เกิดโรคอัมพาตใบหน้านี้ อาจจะเรียกว่า Bell’s palsy ได้เช่นกัน
-
เนื้องอก (Neoplasia) 2.2 - 5 %
โดยเฉพาะเนื้องอกที่เกิดบริเวณศีรษะและคอ เช่น เนื้องอกต่อมน้ำลาย (parotid malignancies) เนื้องอกบนเส้นประสาท (acoustic neuromas) เนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง (meningioma) ถุงน้ำในสมอง (arachnoid cysts) เป็นต้น
ระดับความรุนแรงของโรคอัมพาตใบหน้า (1,3,5)
ถูกแบ่งออกเป็น 6 ระดับตามความรุนแรง ดังนี้
- I : ปกติ (ใบหน้าสามารถขยับได้ทุกส่วน ลักษณะริมฝีปากปกติ)
- II : สูญเสียการทำงานเล็กน้อย (ใบหน้ามีอาการอ่อนแรงเล็กน้อย และมีมุมปากไม่เท่ากันเล็กน้อย)
- III : สูญเสียการทำงานระดับปานกลาง (ใบหน้าเบี้ยวชัดเจน แต่ไม่รุนแรง สามารถหลับตาให้สนิทได้แต่ต้องใช้ความพยายาม และมีมุมปากอ่อนแรงเล็กน้อย)
- IV : สูญเสียการทำงานค่อนข้างมาก (ใบหน้าอ่อนแรงอย่างชัดเจน ไม่สามารถปิดตาให้สนิทได้ และมีมุมปากตกอ่อนแรงอย่างชัดเจน)
- V : สูญเสียการทำงานขั้นรุนแรง (ใบหน้าเบี้ยวเห็นชัดเจน และมีมุมปากเบี้ยว ยกไม่ขึ้น)
- VI : อัมพาตใบหน้า (ไม่สามารถขยับกล้ามเนื้อใบหน้าได้ และมีมุมปากเบี้ยวชัดเจน)
การวินิจฉัยทางการแพทย์ (3-4)
- การซักประวัติและการตรวจร่างกาย โดยดูการแสดงออกทางสีหน้า
- การตรวจวินิจฉัยกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า (Nerve conduction study)
- การตรวจพิเศษเพิ่มเติมทางรังสีวิทยา เช่น CT scan, MRI
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory tests) เช่น CBC, urinalysis, น้ำตาลในเลือด
วิธีการรักษาทางการแพทย์ (3-5)
- การรักษาโดยใช้ยา : ตามอาการและสาเหตุที่เกิด เช่น การให้ยาสเตียรอยด์หรือให้ยาฆ่าเชื้อไวรัส เพื่อลดอาการอักเสบ การบวม และเพิ่มจำนวนเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาท
- การรักษาด้วยการผ่าตัด : การผ่าตัดเพื่อรักษาโรคต้นเหตุ, การผ่าตัด facial nerve decompression เป็นการผ่าตัดเปิดกระดูกและเปิดเยื่อหุ้ม facial nerve ออก เพื่อลดแรงกดดันของเส้นประสาทและหลอดเลือด ซึ่งไม่แนะนำในช่วงที่เป็นระยะเฉียบพลัน เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้
- การรักษาแบบประคับประคอง : การให้กำลังใจกับผู้ป่วย การป้องกันดวงตา การสวมแว่นตาหรือการใช้ยาหยอดตา รวมถึงการฝังเข็มและการทำกายภาพบำบัด
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอัมพาตใบหน้า (5)
- ผู้ที่มีคนในครอบครัวมีประวัติการเป็นโรคอัมพาตใบหน้า (กรรมพันธุ์)
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง
- ผู้ที่มีโรคอ้วน
- ผู้ที่มีภาวะเครียดสูง
วิธีการรักษาทางกายภาพบำบัด (5)
- การออกกำลังกายกล้ามเนื้อใบหน้า : ช่วยให้เกิดการไหลเวียนของเลือดบริเวณใบหน้า ลดการดึงรั้งของกล้ามเนื้อใบหน้า และช่วยให้กล้ามเนื้อใบหน้าผ่อนคลาย โดยเป็นวิธีที่่ได้ผลดี สามารถทำได้จนกว่าอาการจะดีขึ้น ทำได้ง่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาการของผู้ป่วยจะดีขึ้นภายใน 3 สัปดาห์ หลังจากได้รับการทำกายภาพบำบัด และอัตราการการฟื้นตัวอยู่ที่ร้อยละ 61 - 94
- การวางแผ่นประคบร้อน : ช่วยในการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตและลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อใบหน้า โดยจะวางบริเวณใบหน้าด้านที่่มีอาการประมาณ 15 - 20 นาที
- การนวดกล้ามเนื้อใบหน้า : ช่วยในการลดความตึงตังของใบหน้า เนื่องจากผู้ป่วยจะมีอาการตึงตัวมากกว่าปกติ โดยใช้เวลาการนวด ทั้งใบหน้าประมาณ 10 นาที แบ่งนวดแต่ละส่วนเริ่มจากบนลงล่าง ตั้งแต่หน้าผาก เปลือกตา จมูก แก้ม เหนือริมฝีปาก ริมฝีปาก และคาง โดยจะนวดใบหน้าทั้งสองข้างวนเป็นวงกลม โดยใช้นิ้ว 3 นิ้ว ได้แก่ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง โดยเริ่มจากจุดกึ่งกลางของใบหน้า แล้ววนออกมาทางด้านข้าง
- การกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าด้วยไฟฟ้า : ช่วยชะลอการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อระหว่างรอการฟื้นตัวของเส้นประสาท โดยจะกระตุ้นให้เห็นการหดตัวของกล้ามเนื้อเล็กน้อย (minimal contraction) และควรกระตุ้นไฟฟ้า 5 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นเวลา 3 สัปดาห์ โดยมีข้อห้ามและข้อควรระวังในการทำ คือ ผู้ป่วยที่มีการอักเสบของผิวหน้ามาก มีแผลเปิด การรับรู้ความรู้สึกลดลง และการมีการติดเชื้อที่แพร่ได้โดยการสัมผัส
อาการอัมพาตใบหน้า เป็นอาการที่ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม นอกจากนี้อาการนี้จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะเครียดและเป็นต้นเหตุของโรคซึมเศร้าได้ แต่การรักษาด้วยกายภาพบำบัดเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยฟื้นฟูการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้า เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น
เรียบเรียงโดย กภ. เมธาพร มั่นคง
เอกสารอ้างอิง
-
Walker NR, Mistry RK, Mazzoni T. Facial nerve palsy. Statpearls [Internet]. Treasure Island (FL): Statpearls Publishing; 2022 Sep. PMID:31747222.
-
Warner MJ, Hutchison J, Varacallo M. Bell palsy. Statpearls [Internet]. Treasure Island (FL): Statpearls Publishing; 2022 Jan. PMID:29493915.
-
Heckmann JG, Urban PP, Pitz S, Lichius OG, Gagyor I. The Diagnosis and Treatment of Idiopathic Facial Paresis (Bell’s Palsy). Dtsch Arztebl Int. 2019;116:692-702.
-
Kim SJ, Lee HY. Acute Peripheral Facial Palsy: Recent Guidelines and a Systematic Review of the Literature. J Korean Med Sci. 2020;35(30):245.
-
Muakson C, Yamasmith M. Physical Therapy in Facial Paralysis. Siriraj Med Bull. 2021;14(2):73-80.




