mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

ภาวะกล้ามเนื้อสูญเสียการประสานสัมพันธ์กัน (Ataxia)

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบประสาท
  • ภาวะกล้ามเนื้อสูญเสียการประสานสัมพันธ์กัน (Ataxia)

ภาวะกล้ามเนื้อสูญเสียการประสานสัมพันธ์กัน (Ataxia)

เมษายน 26, 2022
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบประสาท
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • Ataxia
  • กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน
  • ออกกำลังกาย

Ataxia คือ ภาวะที่กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานสัมพันธ์กันในขณะที่มีการเคลื่อนไหว โดยเกิดจากการสั่งการการควบคุมกล้ามเนื้อเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ไม่สามารถควบคุมลักษณะการเคลื่อนไหวให้เป็นไปตามรูปแบบที่ต้องการได้ พบความผิดปกติได้ทั้งกล้ามเนื้อส่วนแกนกลางลำตัว และกล้ามเนื้อแขนขา ทั้งนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับการเคลื่อนไหวอย่างง่ายหรือการเคลื่อนไหวแบบเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยความซับซ้อนของกล้ามเนื้อ เช่น การหยิบจับสิ่งของ หรือการเดิน ผู้ป่วยมักจะมีอาการเซขณะลุก ทรงตัวไม่อยู่ เดินเซไม่มั่นคง และทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ได้ยาก

สาเหตุเกิดจากอะไร 1-2

โดยมักเกิดจากความผิดปกติของสมองส่วนซีรีเบลลัม (Cerebellum) ที่ควบคุมการเคลื่อนไหว รวมถึงในสมองส่วนอื่นที่ทำงานเกี่ยวข้องกัน ซึ่งความผิดปกติทางระบบประสาทนี้ มีผลต่อการส่งสัญญาณประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวไปยังกล้ามเนื้อ ทำให้การควบคุมการทำงานประสานสัมพันธ์การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมีปัญหา ซึ่งความผิดปกติทางระบบประสาทที่ทำให้เกิดภาวะนี้ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เนื้องอก (Brain tumor) โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple sclerosis) การได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ (Traumatic brain injury) กลุ่มโรคภูมิต้านทานตัวเอง การติดเชื้อ (Infection) การขาดวิตามินอี หรือวิตามินบี 1,12 การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Congenital cerebellar defects) และมีผู้ป่วยอีกจำนวนหลายรายที่เกิดภาวะนี้แบบไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic ataxia)

ประเภทของ Ataxia 1-3

1.Inherited ataxia (Genetic)

สาเหตุจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมทั้งแบบยีนส์เด่น (Autosomal dominant) แบบยีนส์ด้อย (Autosomal recessive) แบบยีนส์ด้อยผ่านทางโครโมโซมเพศชนิด X (X-linked) หรือการถ่ายทอดสู่รุ่นถัดไปผ่านทางมารดา (Mitochondrial (maternal) inheritance) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบ progressive cerebellar ataxia

2.Sporadic ataxia (Acquired/Degenerative)

สาเหตุจากความเสื่อมของสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและทางเดินประสาทที่เกี่ยวข้องกัน เช่น spinocerebellar degeneration หรือ cerebellar atrophy จากการขาดวิตามินอี หรือบี12 จากสารพิษหรือแอลกอฮอล์ เช่น alcohol-related ataxia จากการติดเชื้อ เช่น HIV

อาการแสดงที่พบ 1-3

  • อาการส่ายสั่น (Intention Tremor)
  • พูดไม่ชัด (Dysarthria)
  • อาการตากระตุก (Nystagmus)
  • มีความบกพร่องด้านการกะระยะ (Dysmetria)
  • มีความบกพร่องในการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและสลับกัน (Dysdiadochokinesis)
  • มีปัญหาด้านการกินหรือการกลืน
  • ทำกิจวัตรประจำวันได้ลำบาก เช่น ตักข้าวได้ยาก ติดกระดุมไม่ได้ หยิบจับสิ่งของลำบาก
  • การทรงตัวไม่มั่นคง (Impaired balance)
  • เดินได้ไม่มั่นคง มีอาการเซได้ง่าย
  • มักจะล้มหรือสะดุดบ่อยครั้ง
  • เมื่อเกิดภาวะ ataxia เป็นระยะเวลานาน มักจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการเกร็ง (Spasticity) มีปัญหาด้านการรับรู้การสัมผัส (Sensory disturbance) มีปัญหาด้านการได้ยินหรือการมองเห็น (Auditory and visual impairment) และอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการรับรู้หรืออารมณ์ร่วมด้วย (Cognitive impairment/Mood changes) 2

การตรวจประเมินและวินิจฉัย 1-3

  • การตรวจร่างกายทางระบบประสาท เพื่อประเมินการประสานสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวทั้งการเคลื่อนไหวพื้นฐานและการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนมากขึ้น การทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การรับความรู้สึก การรับรู้ของข้อต่อ ความสามารถในการทรงตัว และคุณภาพของการเดิน
  • การตรวจเลือด (Blood test) การตรวจปัสสาวะ (Urine analysis) หรือการเจาะน้ำไขสันหลัง (Cerebrospinal fluid: CSF) เพื่อดูเกลือแร่ สารเคมี หรือสารพิษอื่น ๆ เช่น serum B12, thyroid function, folate
  • การส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computerized Tomography Scan: CT scan) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic resonance imaging: MRI) บริเวณสมองและกระดูกไขสันหลัง เพื่อดูตำแหน่งพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นและแยกโรคอื่น ๆ ซึ่งสามารถระบุได้ว่าโครงสร้างใดในสมองที่มีความเสื่อมหรือผิดปกติ เช่น มีความเสื่อมที่สมองน้อย (Cerebellar atrophy) หรือการตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ (Positron emission tomography: PET) เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีและการกระบวนการเผาผลาญภายในร่างกาย
  • การตรวจยีนในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงจากพันธุกรรม (Genetic testing) เพื่อดูโครงสร้างของพันธุกรรม
  • การใช้แบบประเมิน Scale for the Assessment and Rating of Ataxia (SARA)

การรักษาทางการแพทย์ 2,4-5

  • การรักษาทางยา โดยเป็นการรักษาตามอาการและอาการแสดง เช่น Propranolol เพื่อลดอาการส่ายสั่น Aminopyridine เพื่อช่วยให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น Riluzole เพื่อลดอาการเสื่อมของเซลล์ประสาทสั่งการ Botulinum toxin injection เพื่อลดการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติไม่สามารถควบคุมได้ (Dystonia) Amitriptyline เพื่อลดอาการปวด
  • การให้วิตามินอี หรือบี12 เพื่อส่งเสริมการทำงานของ mitochondrial function และช่วยลดอาการเสื่อมของสมอง
  • การให้ยาหรือการให้คำปรึกษา (Counselling) เมื่อมีอาการซึมเศร้าหรือมีปัญหาทางด้านจิตใจ
  • การให้คำแนะนำ และความรู้เกี่ยวกับการดำเนินไปของตัวโรค
  • การส่งต่อวิชาชีพอื่น เช่น การส่งปรึกษานักเทคนิคการพูด เพื่อสอนเทคนิคในการพูด เพื่อให้สามารถพูดได้ชัดมากยิ่งขึ้น
  • การส่งปรึกษานักกิจกรรมบำบัดเพื่อการฝึกการพูดและการกลืน (Speech and swallowing therapy) การส่งปรึกษานักกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูเรื่องการเคลื่อนไหว การประสานสัมพันธ์การเคลื่อนไหว การทำงานของกล้ามเนื้อ การให้ใช้อุปกรณ์ช่วยในการเดิน หรือทำกิจกรรม เช่น ไม้เท้า รถเข็น และการส่งปรึกษานักโภชนาการเรื่องการรับประทานอาหาร เพื่อลดภาวการณ์ขาดสารอาหาร เป็นต้น

บทบาทของนักกายภาพบำบัด 4,6

ผู้ป่วยที่มีภาวะ ataxia จำเป็นต้องได้รับการตรวจและรักษาทางกายภาพบำบัด ร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ป้องกันการล้ม และเพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตนเองให้ได้มากที่สุด รวมถึงเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่จะใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติ โดยคำแนะนำในการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วย ataxia มีดังนี้

  • การออกกำลังกายเพื่อฝึกกล้ามเนื้อให้ทำงานประสานสัมพันธ์กันได้ดีขึ้น (Coordination exercise) โดยการฝึกกลุ่มกล้ามเนื้อแบบยืดยาวออก (Eccentric control) โดยให้ควบคุมการประสานการทำงานของกล้ามเนื้อทั้งร่างกาย เช่น การกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ให้ถูกต้อง ออกแรงได้เหมาะสมและแม่นยำ เมื่อทำได้ถูกต้องแล้วจึงปรับให้เป็นท่าทางที่ยากขึ้นตามความสามารถของผู้ป่วยแต่ละราย
  • การฝึกเพื่อเพิ่มความมั่นคงของกล้ามเนื้อและข้อต่อ (Stability exercise) ให้เกิดความมั่นคงของร่างกายขณะที่มีการเคลื่อนไหว โดยฝึกให้มีการ co-contraction ของกล้ามเนื้อส่วน agonist และ antagonist เช่น การฝึกความมั่นคงของกล้ามเนื้อสะโพก โดยให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านอนหงาย ชันเข่าทั้งสองข้าง จากนั้นให้ยกสะโพกขึ้น นักกายภาพบำบัดให้แรงต้านในทิศทางต่าง ๆ โดยให้ผู้ป่วยเกร็งค้างไว้ให้นิ่ง ไม่ให้ผลักไปในทิศทางต่าง ๆ ได้
  • การออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนรยางค์แขนและขา (Strengthening exercise) รวมถึงเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core stabilize muscles) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่สำคัญต่อการทรงท่า และการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น (Stretching exercise) เพื่อลดอาการเกร็งและอาการตึงตัวของกล้ามเนื้อ
  • การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความทนทานของการไหลเวียนระบบหัวใจและปอด (Endurance exercise) โดยเป็นฝึกกิจกรรมที่มีความต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และค่อย ๆ เพิ่มความหนัก เช่น การวิ่งช้า ๆ ระยะทางไกล หรือการปั่นจักรยานทางไกล เพื่อให้มีความสามารถในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น
  • การกระตุ้นการรับรู้ด้านการสัมผัส (Sensory stimulation) เพื่อกระตุ้นการป้อนข้อมูลกลับของระบบประสาทการรับความรู้สึกทางกาย (Somatosensory feedback)
  • การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความสามารถในการทรงตัว (Balance training) ให้มีการทรงท่าที่มั่นคง รวมถึงการฝึกเดิน เพื่อเพิ่มความสามารถในการเดินให้ปลอดภัย
  • การฝึกทำกิจกรรมและกิจวัตรประจำวัน เช่น การทานอาหาร การหมุนตัวหรือการหยุดขณะเดิน
  • การปรับสภาพสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะสมและปลอดภัยกับผู้ป่วย เช่น การมีราวที่จับในห้องน้ำ
  • การใช้อุปกรณ์และเครื่องมือเทคโนโลยีขั้นสูงในการรักษา เช่น การกระตุ้นสมองด้วยเครื่อง Transcranial magnetic stimulation (TMS) และ Transcranial Direct Current Stimulation (tDCS) ช่วยให้การควบคุมการเคลื่อนไหวดีขึ้น ส่งเสริมให้ระบบประสาทเกิดการปรับตัวและการเรียนรู้

เรียบเรียงโดย กภ.เมธาพร มั่นคง

เอกสารอ้างอิง

  1. Silva RD, Vallortigara J, Greenfield J, Hunt B, Giunti P, Hadjivassiliou M. Diagnosis and management of progressive ataxia in adults. Pract Neurol. 2019;19:196-207.
  2. Silva RD, Greenfield J, Cook A, Bonney H,  Vallortigara J, Hunt B, et al. Guidelines on the diagnosis and management of the progressive ataxias. Orphanet J Rare Dis. 2019;14:51.
  3. Brooker SM, Edamakanti CR, Akasha SM, Kuo SH, Opal P. Spinocerebellar ataxia clinical trials: opportunities and challenges. Ann Clin Transl Neurol. 2021;8(7):1543-1556.
  4. Pearlman SL. Update on the Treatment of Ataxia: Medication and Emerging Therapies. Neurotherapeutics. 2020;17(4):1660-1664.
  5. Zesiewicz TA, Wilmot G, Kuo SH, Pearlman S, Greenstein PE, Ying SH, et al. Comprehensive systematic review summary: treatment of cerebellar motor dysfunction and ataxia. Neurology. 2018;90(10):464-471.
  6. Milne SC, Corben LA, Roberts M, Szmulewicz D, Burn J, Glober AC, et al. Rehabilitation for ataxia study: protocol for a randomised controlled trial of an outpatient and supported home-based physiotherapy programme for people with hereditary cerebellar ataxia. BMJ Open. 2020;10(12).

Post Views: 17,227
Share
1

Related posts

มิถุนายน 10, 2026

วิธีดูแลและรักษาเมื่อเป็นโรคอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก หรือ “Bell’s Palsy”


Read more
มิถุนายน 8, 2026

หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นในเด็กและวัยรุ่น


Read more
มิถุนายน 5, 2026

กระดูกหักนานแค่ไหนถึงหาย ?


Read more
มิถุนายน 3, 2026

กายภาพบำบัดในเด็กกลุ่มอาการแองเจิลแมน (Angelman syndrome)


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.