mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

การปฎิบัติตนเบื้องต้น และการออกกำลังกายเมื่อเกิดภาวะข้อเท้าแพลง ankle sprain

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางการกีฬา
  • การปฎิบัติตนเบื้องต้น และการออกกำลังกายเมื่อเกิดภาวะข้อเท้าแพลง ankle sprain

การปฎิบัติตนเบื้องต้น และการออกกำลังกายเมื่อเกิดภาวะข้อเท้าแพลง ankle sprain

เมษายน 7, 2023
Categories
  • กายภาพบำบัดทางการกีฬา
  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • ankle sprain
  • balance exercise
  • strengthening exercise

จากบทความที่กล่าวมาก่อนหน้านี้เรื่อง การเตรียมรับมือกับภาวะโรคข้อเท้าแพลง (ankle sprain) ที่ผู้เขียนได้อธิบายถึงนิยามของภาวะข้อเท้าแพลง อาการที่มักพบบ่อย (symptoms) ปัจจัยที่อาจทำให้เกิดข้อเท้าแพลง รวมไปถึงความรุนแรงของการบาดเจ็บซึ่งแบ่งออกได้เป็นสามระดับได้แก่

  1. ระดับที่ 1 (mild) เป็นภาวะที่เส้นเอ็นยึดข้อถูกยืด หรือมีอาการขาดของเอ็นเพียงเล็กน้อย มีอาการเจ็บเล็กน้อย แต่ยังสามารถเดินลงน้ำหนักได้ตามปกติ
  2. ระดับที่ 2 (moderate) เป็นภาวะที่เส้นเอ็นมีการมีการฉีกขาดบางส่วน (partial tear) เริ่มมีอาการปวดบวม (swelling) ค่อนข้างมาก อาจเริ่มเดินลงน้ำหนักไม่ค่อยได้
  3. ระดับที่ 3 (severe) เป็นภาวะที่เส้นเอ็นมีการฉีกขาดทั้งหมด (complete tear) ทำให้มีอาการปวด และบวมอย่างมากจนไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้

และสามารถแบ่งประเภทของข้อเท้าแพลงโดยแบ่งตามกลไกการบาดเจ็บ ได้แก่

  1. ข้อเท้าแพลงด้านนอก (lateral ankle sprain) เกิดการฉีกขาดของเอ็นยึดข้อบริเวณหลังเท้า (anterior talofibular ligament: ATFL) และเอ็นยึดข้อบริเวณใต้ตาตุ่มด้านนอก (calcaneofibular ligament: CFL)
  2. ข้อเท้าแพลงด้านใน (medial ankle sprain) เกิดการฉีกขาดของเอ็นยึดข้อเดลทอยด์ (deltoid ligament) บริเวณตาตุ่มด้านใน
  3. ข้อเท้าแพลงระดับสูง (high ankle sprain หรือ syndesmotic injury) เกิดการฉีกขาดของเอ็นยึดข้อทิบิโอฟิบูลาร์ส่วนล่าง (distal tibiofibular ligament) หรือเนื้อเยื่ออินเตอร์รอสเชียส (interosseous membrane) ซึ่งข้อเท้าแพลงมีวิธีรักษา และการปฏิบัติตนที่หลากหลายขึ้นอยู่กับปัจจัยของระยะในการบาดเจ็บ และประเภทของกลไกการบาดเจ็บของข้อเท้า (1)

การดูแลปฏิบัติตัวเมื่อเกิดภาวะข้อเท้าแพลงภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก (2)

เมื่อเกิดภาวะข้อเท้าแพลงเฉียบพลันขึ้น คนไข้มักมีอาการปวด และอักเสบบริเวณรอบข้อเท้า ไม่ว่าจะเป็นจากสาเหตุใดก็ตาม เช่น จากอุบัติเหตุ การหกล้ม การสะดุดล้มข้อเท้าพลิก หลักการในการรักษาเบื้องต้น คือ ควรทำให้บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บลดระยะเวลาที่เกิดการอักเสบให้สั้นที่สุด และลดพื้นที่ที่เกิดการอักเสบให้แคบที่สุด รวมไปถึงการกระตุ้นการลงน้ำหนักให้ได้เร็วที่สุด โดยคำนึงถึงระดับอาการเจ็บปวดที่รับไหว เนื่องจากในปัจจุบัน การหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่นานจนเกินไป หรือการประคองด้วยเฝือกเป็นระยะเวลานาน (prolonged immobilization) อาจทำให้สูญเสียการทำงานของข้อเท้าที่ปกติ และเกิดการซ่อมแซมตัวเองของเส้นเอ็นยึดข้อที่ช้าจนเกินไป ดังนั้นการกระตุ้นการลงน้ำหนักให้ได้เร็วที่สุดจึงเป็นวิธีกระตุ้นให้เส้นเอ็นที่บาดเจ็บสามารถฟื้นตัว และลดอาการเจ็บได้เร็วขึ้น ทำให้กลับสู่การใช้งานชีวิตประจำวันตามปกติได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ในระยะเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันนี้ มักใช้หลักการของ P-OL-I-C-E ในการปฏิบัติตนหลังเกิดข้อเท้าแพลงภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก ซึ่งประกอบด้วย

P - protect คือ การป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ เช่น การยืดออก, ฉีกขาดเพิ่มขึ้นของเส้นเอ็น โดยใช้ผ้าพันแผล (bandage) พันบริเวณรอบข้อเท้า
OL - optimal loading คือ การเริ่มขยับ หรือลงน้ำหนักบริเวณเท้าข้างที่ได้รับบาดเจ็บให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่กระตุ้นให้เกิดอาการเจ็บมากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เนื้อเยื่อได้รับการซ่อมแซมตัวเอง และไม่เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ หรือยึดรั้งของเยื่อหุ้มข้อต่อ (หลักการนี้สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บในระดับที่ 1 หรือ 2)
I - ice คือ การประคบเย็น โดยนำเจลเย็น (cold pack) หรือถุงซิปล็อคใส่น้ำแข็งผสมน้ำอัตราส่วน 2:1 ห่อผ้าขนหนูเพื่อป้องกันเจลเย็นสัมผัสผิวหนังโดยตรง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการผิวไหม้จากการโดนน้ำแข็งกัดได้ ประคบค้างไว้ประมาณ 10-15 นาทีต่อรอบ วันละประมาณ 3-4 รอบ ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกหลังจากที่เกิดภาวะข้อเท้าแพลง
C - compression คือ การใช้ผ้ายืดพันบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บไว้ เพื่อช่วยลดอาการบวมหลังจากข้อเท้าแพลง
E - elevation คือ การยกเท้าข้างที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ โดยในขณะนั่ง ควรยกเท้าข้างที่บาดเจ็บพาดเก้าอี้ ไม่นั่งห้อยเท้าวางที่พื้นนาน ๆ นอกจากนี้ ในขณะนอนหงาย ควรนำหมอนรองตั้งแต่บริเวณใต้เข่ายาวไปถึงขาส่วนล่าง เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนกลับของเลือด และลดอาการบวมของข้อเท้าข้างที่ได้รับบาดเจ็บ

และใช้หลักการของ H-A-R-M เพื่อระมัดระวังการดูแลตนเองที่ไม่เหมาะสมขณะเกิดการบาดเจ็บ ได้แก่
H – heat คือ การหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ เช่น การอาบน้ำร้อน, แช่น้ำอุ่น, อบซาวน่า (sauna), แผ่นประคบร้อน (heat pack) หรือการใช้ยานวดสูตรร้อนคลายกล้ามเนื้อ เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบเพิ่มมากขึ้น
A – alcohol คือ การหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะมีส่วนในการลดความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของเนื้อเยื่อและอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุแทรกซ้อนตามมาได้
R – running คือ การหลีกเลี่ยงกิจกรรม หรือการออกกำลังกายที่ลงน้ำหนักมากจนเกินไป เช่น การวิ่ง หรือการกระโดดที่จะทำให้เกิดการกระแทกบริเวณข้อเท้า ซึ่งอาจเสี่ยงทำให้เกิดข้อเท้าแพลงซ้ำๆ ได้
M – massage คือ การหลีกเลี่ยงการนวดบริเวณที่บาดเจ็บภายใน 1-2 วันหลังจากได้รับอาการบาดเจ็บ ซึ่งการนวดอาจส่งผลทำให้เกิดอาการปวดบวม หรือการฟกช้ำมากขึ้น

การรักษาข้อเท้าแพลงโดยไม่ใช้การผ่าตัด (3)

  • การใช้ยาลดปวดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroidal antiinflammatory drugs หรือ NSAIDs)  ในระยะสั้น เป็นระยะเวลาประมาณ 3-7 วัน เช่น Diclofenac, Naproxen, Celecoxib โดยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ยา
  • การใช้เครื่องช่วยพยุงบริเวณข้อเท้าชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อเท้าพลิกซ้ำ โดยประคองข้อเท้าด้วย Air-stirrup ankle support (กรณีมีความรุนแรงของการบาดเจ็บ ระดับที่ 1 หรือ 2) ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นพลาสติกดามบริเวณข้อเท้า เพื่อช่วยประคองเส้นเอ็นด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง โดยคนไข้จะยังสามารถเดินลงน้ำหนัก และกระดกข้อเท้าขึ้นลงได้ตามปกติ ซึ่งจะส่งผลดีกับเส้นเอ็นยึดข้อที่กำลังซ่อมแซมตนเอง
  • ถ้าหากมีอาการบาดเจ็บรุนแรง และไม่สามารถเดินลงน้ำหนักเท้าได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อใช้การเอกซเรย์ช่วยในการประเมินระดับความรุนแรงของอาการบาดเจ็บ และการวินิจฉัยโรคแทรกซ้อน เนื่องจากอาการข้อเท้าพลิกยังมีอาการคล้ายกับอาการบาดเจ็บจากภาวะอื่นๆ เช่น ภาวะกระดูกข้อเท้าหัก หรือเส้นเอ็นข้อเท้าฉีกขาดรุนแรง ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดเพื่อทำการรักษา

การออกกำลังกายเมื่อเกิดภาวะข้อเท้าแพลง (4,5)

1. การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบิดปลายเท้าออกด้านนอก (ankle eversion exercise) โดยใช้ยางยืดเป็นแรงต้าน (รูปที่ 1)

  • ท่าเริ่มต้น ให้ท่านนั่งเก้าอี้พิงพนักพิง พร้อมทั้งนำยางยืดออกกำลังกายคล้องบริเวณเท้า โดยมีแรงดึงเข้าด้านใน
  • จากนั้น เหยียดเข่าออกเล็กน้อย พร้อมบิดหมุนข้อเท้าออกด้านนอกเพื่อออกแรงต้านกับยางยืด ทำค้างไว้ 5 ถึง 10 วินาที/ครั้ง แล้วจึงค่อยๆ ปล่อยเท้ากลับท่าเริ่มต้น ทำซ้ำ 10 ครั้ง/รอบ ทำ 5 รอบ/วัน โดยระมัดระวังไม่ให้สะโพกหมุนเข้าด้านใน
  • ขณะออกกำลังกาย ขอให้ท่านทำโดยไม่มีอาการปวด และระมัดระวังไม่ให้เกิดการเกร็งบริเวณเข่า, ต้นขา หรือบริเวณหลังส่วนล่าง
รูปที่ 1 ท่าออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบิดปลายเท้าออกด้านนอก (ankle eversion exercise)

รูปที่ 1 ท่าออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบิดปลายเท้าออกด้านนอก (ankle eversion exercise)

2. การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในฝ่าเท้า (towel curl exercise) (รูปที่ 2)

  • ท่าเริ่มต้น ให้ท่านนั่งเก้าอี้พิงพนักพิง งอเข่าประมาณ 90 องศา มุมกระดกข้อเท้าประมาณ 90 องศา วางเท้าไว้บนผ้าขนหนูที่พื้น ปลายนิ้วเท้าขนานกัน
  • จากนั้น ให้ใช้เท้าออกแรงขยุ้มผ้า หดฝ่าเท้าเข้าหากัน โดยเริ่มจากบริเวณส่วนหน้าเท้า ขยุ้มผ้าเคลื่อนเข้าหาบริเวณส้นเท้า โดยที่ส้นเท้าไม่ยกลอยจากพื้น ทำค้างไว้ 5 วินาที/ครั้ง ทำซ้ำ 10 ครั้ง/รอบ ทำทั้งหมด 5 รอบ/วัน
  • ขณะออกกำลังกาย ท่านจะรู้สึกถึงความตึงบริเวณอุ้งเท้า และอุ้งเท้ายกสูงขึ้นจากพื้น
  • ขณะออกกำลังกาย ขอให้ท่านทำโดยไม่มีอาการปวดบริเวณข้อเท้า หรืออาการปวดเกร็งบริเวณฝ่าเท้าเพิ่มมากขึ้น และระวังไม่ให้ข้อสะโพกขยับหมุนออกด้านนอก หรือหมุนเข้าด้านใน และไม่ให้แอ่นหลัง
รูปที่ 2 ท่าออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในฝ่าเท้า (towel curl exercise)

รูปที่ 2 ท่าออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในฝ่าเท้า (towel curl exercise)

3. การออกกำลังกายเพิ่มทักษะการรับรู้ความรู้สึกของข้อต่อ (proprioceptive training) (รูปที่ 3)

  • ท่าเริ่มต้น ให้ท่านยืนต่อเท้าทรงตัวค้างไว้ประมาณ 30-60 วินาที/ครั้ง โดยวางผ้าขนหนูซ้อนกันไว้บนพื้น หรือใช้โฟมทรงตัว (balance beam) ดังแสดงในรูปที่ 3 ด้านซ้าย เพื่อเพิ่มความยากในการควบคุมการทรงตัว ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง/รอบ ทำทั้งหมด 5 รอบ/วัน
  • หากท่านเริ่มควบคุมการทรงตัวได้ อาจปรับความยากเพิ่มขึ้น โดยการยกขาข้างปกติลอยพ้นพื้น ดังแสดงในรูปที่ 3 ด้านขวา
  • ขณะออกกำลังกาย ขอให้ท่านทำโดยไม่มีอาการปวด การเกร็งของกล้ามเนื้อบ่า แขน หรือหลังส่วนล่าง และระมัดระวังไม่ให้เกิดการล้ม
รูปที่ 3 ท่าออกกำลังกายเพิ่มทักษะการรับรู้ความรู้สึกของข้อต่อ (proprioceptive training)

รูปที่ 3 ท่าออกกำลังกายเพิ่มทักษะการรับรู้ความรู้สึกของข้อต่อ (proprioceptive training)

4. การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดสะโพก (bridging exercise) โดยใช้ยางยืดเป็นแรงต้านการกางขา (รูปที่ 4)

  • ท่าเริ่มต้น ให้ท่านนอนหงายบนเตียง ชันเข่าทั้งสองข้าง พร้อมทั้งนำยางยืดออกกำลังกายคล้องบริเวณเหนือเข่าทั้งสองข้าง วางแขนทั้งสองข้างลำตัว
  • จากนั้น ให้ออกแรงยกสะโพกให้ก้นลอยเหนือพื้นเตียง พร้อมกางสะโพกออกด้านข้างต้านแรงกับยางยืด ทำค้างไว้ 5 ถึง 10 วินาที/รอบ โดยระมัดระวังไม่ให้ขาโยกไปมา แล้วนำก้นลงกลับมาที่เตียง พร้อมผ่อนแรงกางสะโพกออกด้านข้างลดลงกลับสู่ท่าปกติ ทำซ้ำ 10 ครั้ง/รอบ ทำ 5 รอบ/วัน
  • ขณะออกกำลังกาย ขอให้ท่านทำโดยไม่มีอาการปวด และระมัดระวังไม่ให้เกิดการเกร็งบริเวณคอ, สะบัก หรือท่อนแขน
รูปที่ 4 ท่าออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดสะโพก ท่ายกสะโพกขึ้น (bridging exercise)

รูปที่ 4 ท่าออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดสะโพก ท่ายกสะโพกขึ้น (bridging exercise)

5. การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหมุนข้อสะโพกออกด้านนอก (clamshell exercise) (รูปที่ 5)

  • ท่าเริ่มต้น ให้ท่านนอนตะแคงทับข้างใดข้างหนึ่ง งอเข่า และสะโพกทั้งสองข้าง ทำมุม 90 องศาระหว่างข้อเข่า และข้อสะโพก
  • จากนั้น ให้ออกแรงกางสะโพกให้หมุนออกด้านนอก กางขึ้นด้านบน ให้ระดับหัวเข่าไม่เกินระดับหัวไหล่ ทำค้างไว้ 5 วินาที/ครั้ง หลังจากนั้นหุบสะโพกลง ทำซ้ำ 10 ครั้ง/รอบ 5 รอบ/วัน ทำซ้ำที่สะโพกทั้งสองข้าง
  • ท่านสามารถใช้ยางยืดออกกำลังกายเป็นแรงต้าน โดยนำคล้องไว้เหนือเข่าระหว่างขาทั้งสองข้าง ดังแสดงในรูปที่ 5
  • ขณะออกกำลังกาย ขอให้ท่านระมัดระวัง ไม่ควรบิดลำตัวไปหลังเพื่อช่วยในการกางหมุนข้อสะโพกออกด้านนอก และขณะออกกำลังกาย ขอให้ข้อเท้าชิดติดกันทั้งสองข้าง
  • ขณะออกกำลังกาย ขอให้ท่านทำโดยไม่มีอาการปวด และระมัดระวังไม่ให้เกิดการเกร็งบริเวณคอ, สะบัก หรือท่อนแขน
รูปที่ 5 ท่าออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกางหมุนสะโพกออกด้านนอก (clamshell exercise)

รูปที่ 5 ท่าออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกางหมุนสะโพกออกด้านนอก (clamshell exercise)

เรียบเรียงโดย กภ. บุริศร์ ผาสุกสมิต

เอกสารอ้างอิง

  1. Dubin JC, Comeau D, McClelland RI, et al. Lateral and syndesmotic ankle sprain injuries: a narrative literature review. J Chiropr Med. 2011 Sep 1;10(3):204-19.
  2. Cavazos Jr GJ, Harkless LB. The epidemiology, evaluation, and assessment of lateral ankle sprains in athletes. J Sports Med 2021.
  3. Halabchi F, Hassabi M. Acute ankle sprain in athletes: Clinical aspects and algorithmic approach. World J Orthop. 2020 Dec 12;11(12):534.
  4. Matias AB, Taddei UT, Duarte M, et al. Protocol for evaluating the effects of a therapeutic foot exercise program on injury incidence, foot functionality and biomechanics in long-distance runners: a randomized controlled trial. BMC Musculoskelet. Disord. 2016 Dec;17(1):1-1.
  5. Ha SY, Han JH, Sung YH. Effects of ankle strengthening exercise program on an unstable supporting surface on proprioception and balance in adults with functional ankle instability. J Exerc Rehabil. 2018 Apr;14(2):301.
Post Views: 14,305
Share
6

Related posts

เมษายน 10, 2026

การออกกำลังกายในภาวะเข่าโก่ง


Read more
มีนาคม 31, 2026

เรียนรู้เรื่อง “เจ็บปวด” ตอนที่ 3 PRICE, POLICE, PEACE&LOVE


Read more
มกราคม 23, 2026

กายภาพบำบัดในเด็กกลุ่มอาการเรตต์ (Rett syndrome)


Read more
มกราคม 16, 2026

เจ็บข้อมือด้านนิ้วก้อย ไม่หายสักที หรืออาจไม่ใช่แค่ “ปวดข้อมือธรรมดา” มาทำความรู้จัก TFCC Injury


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.