ภาวะบกพร่องด้านการสื่อความหมาย (Aphasia)

การสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์ โดยเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความหมายและช่วยแสดงออกถึงความรูสึกและความต้องการระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร แต่ถ้าหากวันหนึ่งเราไม่สามารถสื่อสารหรืออธิบายความต้องการนี้ให้กับคนรอบตัวได้ เกิดเป็นภาวะบกพร่องด้านการสื่อความหมาย เช่น การนึกคำศัพท์ของสิ่งของใกล้ตัวไม่ออก หรือการเรียกสิ่งของนั้น ๆ ผิดไปจากเดิม ภาวะนี้คืออะไร และมักเจอในผู้ป่วยประเภทไหน เรามาทำความรู้จักและเข้าใจจากบทความนี้
ภาวะบกพร่องด้านการสื่อความหมาย คือความผิดปกติด้านการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย ทั้งการคิดคำพูด และการออกเสียงพูดให้เป็นประโยค และยังอาจรวมไปถึงปัญหาด้านการอ่านหรือเขียนร่วมด้วยไ เช่น ผู้ป่วยบางรายสามารถพูดเป็นประโยคได้เหมือนปกติแต่มีการใช้คำพูดที่ผิดปกติไปจากเดิม หรือการใช้คำศัพท์ที่ไม่ถูกต้อง เป็นต้น ความผิดปกติดังกล่าว อาจเกิดจากความบกพร่องของการทำงานของสมองตำแหน่งที่ทำหน้าที่ด้านการสื่อสาร ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น โรคทางระบบประสาท (Neurological disease) การได้รับการบาดเจ็บที่ศีรษะ (Traumatic brain injury: TBI) เนื้องอกที่สมอง (Brain tumor) โดยสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะนี้คือโรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular accident: CVA) โดยพบมากถึงประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด โดยมีอัตราส่วนที่เกิดระหว่างผู้หญิงและผู้ชายเท่า ๆ กัน และยังสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย 1-2

ภาพแสดงตำแหน่งของสมองส่วนที่ควบคุมด้านการสื่อสาร
ตำแหน่งสมองที่เกิดพยาธิสภาพ 1-2
โดยทั่วไปเนื้อสมองที่เสียหายและส่งผลต่อภาวะบกพร่องด้านการสื่อความหมายมักจะเป็นตำแหน่งสมองบริเวณ Broca และ Wernicke โดยอาการแสดงจะแตกต่างกันตามตำแหน่งและความรุนแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเนื้อสมองบริเวณนี้ ส่วนมากมักจะเกิดขึ้นที่สมองซีกซ้ายในบริเวณส่วนที่ควบคุมภาษาและการสื่อสาร (Dominant hemisphere)
- Broca’s area: อยู่บริเวณตำแหน่งด้านล่างของสมองส่วนหน้า (Frontal area) และเป็นศูนย์กลางในการสั่งการด้านการพูดและการสื่อสาร เมื่อเนื้อสมองบริเวณนี้ได้รับความเสียหาย จะส่งผลให้นึกคำพูดลำบาก พูดช้าหรือเร็วผิดจากจังหวะการพูดปกติ อาจพูดตอบไม่ตรงคำถาม รวมถึงผิดอักขระภาษา แต่ยังสามารถเข้าใจสิ่งที่ฟังและอ่านรู้เรื่องได้ พื้นที่สมองส่วน Broca นี้ถูกเลี้ยงด้วยแขนงของหลอดเลือดแดง Middle cerebral artery
- Wernicke’s area: เป็นเนื้อสมองบริเวณด้านข้าง และอยู่หลังถัดจากสมองส่วนหน้า (Parietal lobe) ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังของศูนย์กลางการได้ยิน เนื้อสมองส่วนนี้มีหน้าที่สำคัญในการรับและประมวลข้อมูลจากการมองเห็นและการได้ยิน มาแปลความให้เกิดความเข้าใจความหมายของข้อมูลดังกล่าว และสร้างเป็นภาษาพูดเพื่อสื่อความหมายและส่งข้อมูลไปสร้างเป็นคำพูดที่ Broca’s area ต่อไป ความเสียหายที่เกิดขึ้นที่เนื้อสมองส่วนนี้จะส่งผลให้ผู้ป่วย ไม่สามารถเข้าใจและแปรความหมายของโสตสัมผัสที่รับเข้ามา รวมถึงไม่สามารถสร้างภาษาอธิบายเพื่อการสื่อสารได้ โดย Wernicke’s area ซึ่งถูกเลี้ยงด้วยแขนงของหลอดเลือดแดงMiddle cerebral artery
- Arcuate fasciculus: เป็นเส้นทางที่เชื่อมข้อมูลระหว่างสมองบริเวณ Wernicke และ Broca ภายในสมองใหญ่ ซึ่งพยาธิสภาพจากบริเวณดังกล่าวส่งผลให้ข้อมูลจากเนื้อสมองทั้งสองส่วนขาดการติดต่อกัน ทำให้ผู้ป่วยแสดงภาวะ aphasia ได้เช่นกัน
ประเภทของภาวะบกพร่องด้านการสื่อความหมาย 1-4
สามารถแบ่งได้ออกเป็น 5 ประเภท
1.ภาวะบกพร่องด้านการพูด (Broca’s aphasia: Expressive)
มักเกิดจากการที่สมองส่วนหน้าซีกซ้ายได้รับความเสียหาย บริเวณ Broca area ส่งผลให้มีปัญหาด้านการพูดและเขียน โดยผู้ป่วยสามารถเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นสื่อสารแต่ไม่สามารถสื่อสารออกไปได้ ผู้ป่วยจะสามารถสื่อสารได้เพียงประโยคสั้น ๆ หรือเป็นคำสำคัญ ๆ บางครั้งไม่สามารถพูดจนจบประโยคได้ และอาจมีนึกคำพูดไม่ออก โดยลักษณะเด่นที่พบบ่อย ได้แก่ พูดไม่คล่อง พูดตะกุกตะกัก นึกคำพูดนาน เช่น ผู้ป่วยจะออกเสียงคำว่า กายภาพบำบัด เป็น กาน-ยะ-พาบ-บำ-พัด เป็นต้น
2.ภาวะบกพร่องด้านความเข้าใจ (Wernicke’s aphasia: Receptive)
มักเกิดจากการที่สมองส่วนกลางซีกซ้ายได้รับความเสียหาย ของเนื้อสมองบริเวณ Wernicke ส่งผลให้ผู้ป่วยยังสามารถพูดได้คล่องเหมือนปกติ พูดได้ชัดเจน ไม่ตะกุกตะกัก แต่ไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่เขียนหรือสิ่งที่พูดได้ อาจตอบไม่ตรงคำถาม หรืออาจพูดประโยคที่ไม่มีความหมาย ทำให้คู่สนทนาไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการจะสื่อสาร ในบางรายอาจสร้างคำพูดใหม่ขึ้นมาเอง หรือเรียงคำที่ผิดหลักไวยากรณ์
3.ภาวะบกพร่องทั้งด้านความเข้าใจและการพูด (Global’s aphasia)
เป็นผลมาจากความเสียหายทั้งส่วนหน้าและส่วนกลางของสมองซีกซ้าย ที่ถูกเลี้ยงโดย Middle cerebral artery ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารและรับสารได้ รวมถึงไม่สามารถอ่านหรือเขียนได้ ผู้ป่วยสามารถนึกคำพูดออกมาได้ไม่กี่คำ และเป็นประเภทที่พบบ่อยมากที่สุดในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
4.ภาวะบกพร่องทางการสื่อความ (Conduction aphasia)
มีพยาธิสภาพอยู่ที่บริเวณตำแหน่ง Arcuate fasciculus ผู้ป่วยจะมีความยากหรือไม่สามารถพูดตามได้ หรือถ้าหากสามารถพูดตามได้แต่อาจจะผิด มีปัญหาในการใช้คำหรือวลีซ้ำ ๆ อย่างถูกต้อง
5.ภาวะบกพร่องด้านการนึกคำพูด (Anomic aphasia)
มีพยาธิสภาพที่ตำแหน่งของ Angular gyrus ซึ่งเป็นประเภทความผิดปกติด้านการสื่อสารที่รุนแรงน้อยที่สุด ผู้ป่วยจะมีปัญหาแค่ด้านการนึกคำพูดไม่ออก อาจใช้คำพูดอื่นอธิบายโดยอ้อมแทนคำที่ต้องการจะพูด เช่น การพูดว่า “สิ่งที่ใช้ใส่น้ำ” แทนคำว่าแก้ว
การตรวจและวินิจฉัยเบื้องต้น 1-2
โดยทั่วไปปัญหาด้านการสื่อความหมายอาจไม่ได้เกิดให้เห็นชัดเจนในทันที แต่อาการดังกล่าวเป็นผลกระทบจากรอยโรคที่เกิดขึ้นในเนื้อสมองใหญ่ ดังนั้นอาการแสดงอาจเริ่มสังเกตได้หลังจากที่ผู้ป่วยผ่านการรักษาในส่วนปฐมภูมิมาแล้ว ทั้งนี้อาการดังกล่าวสามารถสังเกตได้จากการสื่อสารเบื้องต้น ไปจนถึงการตรวจร่างกายที่เฉพาะเจาะจง คือ
- การทดสอบความเข้าใจหรือการใช้คำศัพท์ที่ถูกต้อง และการทวนคำหรือประโยคตามคำบอกโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ โดยจะกำหนดคำมาให้ผู้ป่วยพูดตาม พูดสนทนากันและเรียกชื่อสิ่งของ จะพบว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติในเรื่องการพูดหรือการเรียบเรียงประโยค โดยมักจะมีความผิดปกติเกี่ยวกับการใช้คำกริยา คำนาม คำสันธาน คำสรรพนาม คำบุพบท และคำวิเศษณ์การทดสอบความเข้าใจหรือการใช้คำศัพท์ที่ถูกต้อง และการทวนคำหรือประโยคตามคำบอกโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ โดยจะกำหนดคำมาให้ผู้ป่วยพูดตาม พูดสนทนากันและเรียกชื่อสิ่งของ จะพบว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติในเรื่องการพูดหรือการเรียบเรียงประโยค โดยมักจะมีความผิดปกติเกี่ยวกับการใช้คำกริยา คำนาม คำสันธาน คำสรรพนาม คำบุพบท และคำวิเศษณ์
- การใช้แบบประเมินเพื่อระบุประเภทและระดับความรุนแรง เช่น Boston diagnostic aphasia examination เป็นการประเมินทักษะทางภาษาตามรูปแบบการรับรู้ และ Western aphasia battery เป็นการตรวจประเมินและวินิจฉัยความพิการทางด้านการสื่อความหมายทั้งประเภทและระดับความรุนแรง โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์ขอบเขตความเสียหายของสมอง
- การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed tomography: CT) และเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic resonance imaging: MRI) เพื่อดูสาเหตุและตำแหน่งของพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นบริเวณสมอง
วิธีการรักษา 1-3,5
หากพบอาการแสดงจากภาวะ aphasia และจัดการรักษาตั้งแต่แรก ๆ จะให้ผลการรักษาดกว่าการปล่อยอาการไว้ในระยะเวลานาน ทั้งนี้แนวทางการรักษาจะดำเนินไปพร้อมกับการรักษาตามอาการหลอดเลือดสมอง ประกอบด้วย
- การรักษาตามอาการและสาเหตุที่เกิด เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (CVA) รักษาด้วยการได้รับยา rt-PA, mechanical thrombectomy หรือ Carotid endarterectomy ผู้ป่วย hemorrhagic CVA, TBI, brain tumors รักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อลดแรงดันภายในกะโหลก (Surgical decompression) หรือสาเหตุจากการติดเชื้อ รักษาโดยการให้ยาสเตียรอยด์ (Steroids) ยาต้านไวรัส (Antivirals) หรือยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)
- การรักษาด้วยยา: ในช่วงระยะเฉียบพลันที่มีอาการ เพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดภายในสมอง ช่วยการฟื้นฟูการทำงานของสมอง ทดแทนสารสื่อประสาทที่ถูกทำลายไป
- การรักษาด้วยเครื่องมือ: การกระตุ้นสมองด้วยกระแสไฟฟ้าอย่างอ่อนผ่านกะโหลกศีรษะ (transcranial direct current stimulation (tDCS)), การกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านกะโหลกศีรษะ (transcranial magnetic stimulation (rTMS))
- วิธีการบำบัดการพูดและภาษา (Speech and language therapy): ฝึกและทบทวนการใช้คำ การใช้ประโยคหรือการสร้างประโยคที่ถูกต้อง การพูดทวน หรือการถาม-ตอบคำถาม รวมถึงการเรียนรู้คำศัพท์และการออกเสียงของคำต่าง ๆ
- การแนะนำและให้ความรู้เกี่ยวกับตัวโรคที่ถูกต้องแก่ญาติและผู้ดูแล เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักและเข้าใจผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการฟื้นฟู เช่น การพูดช้า ๆ ชัด ๆ การไม่เร่งเร้าให้ผู้ป่วยพูด หรือการให้ผู้ป่วยเขียนเพื่อช่วยในการสื่อสาร ถ้ายังนึกคำไม่ออก
- การรักษาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ภาวะเครียด หรืออาการซึมเศร้า
บทบาททางกายภาพบำบัด
ในขณะที่ทำการรักษาทางกายภาพบำบัด นอกเหนือจากการฟื้นฟูศักยภาพทางกายแล้ว จะคำนึงถึงการกระตุ้นการสื่อความหมายของผู้ป่วยที่มีปัญหาภาวะนี้ร่วมด้วย เช่น การฝึกให้พูดทวนประโยคหรือคำสั่งที่ให้ทำตาม การฝึกถามตอบคำถามง่าย ๆ ที่ไม่ซับซ้อน รวมถึงการฝึกอ่านหรือเขียนร่วมด้วย เพราะภาวะนี้อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะเครียดหรือภาวะซึมเศร้าได้ เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารกับคนรอบข้างหรือคนในครอบครัวได้เหมือนเดิม ไม่สามารถบ่งบอกถึงความต้องการหรือสิ่งที่อยากทำได้ ซึ่งผู้ป่วยควรได้รับการรักษาให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งรักษาเร็วเท่าไหร่ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น โดยระยะเวลาในการฟื้นฟูขึ้นอยู่กับประเภท ความรุนแรง และแรงจูงใจในการฝึกของผู้ป่วย
เรียบเรียงโดย กภ.เมธาพร มั่นคง
เอกสารอ้างอิง
1 Le H, Lui MY. Aphasia. 2021 Aug 30. In StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2022 Jan. PMID: 32644741.
2 Fridrikssona J, Hillis AE. Current Approaches to the Treatment of Post-Stroke Aphasia. J stroke. 2021;23(2):183-201.
3 Vitti E, Hillis AE. Treatment of post-stroke aphasia: A narrative review for stroke neurologists. Int J Stroke. 2021;16(9):1002-1008.
4 จารุกูล ตรีไตรลักษณะ, ชุติมา ชลายเดชะ, สุนีย์ บวรสุนทรชัย, วนาลี กล่อมใจ, จตุพร สุทธิวงษ์, ผกามาศ พิริยะประสาธน์ และคณะ. ตำราการจัดการทางกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยทางระบบประสาท. พิมพ์ครั้งที่1.กรุงเทพมหานคร: บริษัทพริ้นเทอรี่ จำกัด. 2563.
5 GuilloGuillouet E, Cogne M, Saverot E, Roche N, Pradat-Diehl P, Weill-Chounlamountry A, et al. Impact of combined transcranial direct current stimulation and speech-language therapy on spontaneous speech in aphasia: A randomized controlled double-blind Study. J Int Neuropsychol Soc. 2020:26;7-18.




