อย่า ให้ ชา จน ต้อง ชิน

โดยปกติผิวหนังของคนเราสามารถรับความรู้สึกได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ความร้อน-เย็น, นุ่ม-แข็ง, ทู่-แหลม ความรู้สึกเหล่านี้จะป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับผิวหนังเราได้ แต่ถ้าการรับความรู้สึกผิดปกติไป ร่างกายเราจะเป็นอย่างไร…
ความผิดปกติในการรับความรู้สึกมีเพียง 2 แบบ ก็คือ มากไป หรือ น้อยไป การรับความรู้สึกมากไปคือ เรามีความไวต่อการรับความรู้สึก ไม่ว่าจะมีอะไรมาสัมผัสถูกผิวหนัง เราก็จะรู้สึกมากกว่าปกติ แต่ในกรณีที่การรับความรู้สึกน้อยไปนั้น คือเรามีความรู้สึกที่ผิวหนังน้อยลง มักจะเป็นความรู้สึกชา หรือรู้สึกหนา ๆ บริเวณผิวหนังนั้นเอง ไม่ว่าจะรู้สึกมาก หรือ รู้สึกน้อย ก็ล้วนแต่เป็นความผิดปกติของการรับความรู้สึกทั้งสิ้น
สำหรับบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับอาการชา หรือการรับความรู้สึกที่น้อยกว่าปกติ ซึ่งแต่ละสาเหตุอาการชา ก็มีความรุนแรงแตกต่างกัน สิ่งแรกที่เราจะสังเกตเมื่อมีอาการชา คือ เราชาบริเวณไหน แล้วชาเมื่อไร ทำอะไรถึงชา ระยะเวลาที่ชานานแค่ไหน อาการชาเป็นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง เมื่อลองสำรวจอาการแล้ว มาหาสาเหตุของอาการชากัน…
ประการแรกที่พบได้บ่อย คือ อาการชาที่ปลายมือปลายเท้า
อาการนี้เป็นความผิดปกติที่ “ระบบประสาทส่วนปลาย” โดยส่วนมากจะเกิดกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องมาจากความเสื่อมของเส้นประสาท หากท่านมีอาการชาตามปลายมือปลายเท้าลองตรวจน้ำตาลในเลือด เพื่อตรวจวินิจฉัยคัดกรองโรคเบาหวาน และหากพบว่าเป็นโรคเบาหวานควรเข้ารับการรักษาทางการแพทย์
ประการที่สอง อาการชาตามเส้นประสาท
เมื่อถูกกดทับในบริเวณนั้น ๆ ท่านจะเกิดอาการชา เช่น อาการชาบริเวณฝ่ามือ หรือ นิ้วมือ หากมีการกดทับบริเวณข้อมือที่มีเส้นประสาทมีเดียน (Median nerve) ลอดผ่าน ท่านอาจจะมีอาการชาบริเวณฝ่ามือ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และ นิ้วนางครึ่งนิ้วได้2
อาการชาเหล่านี้สามารถรักษาให้หายได้ เพียงแค่หาสาเหตุการกดทับ ซึ่งอาจจะมาจากพังพืดที่เกาะบริเวณเส้นประสาท การอักเสบของเนื้อเยื่อรอบ ๆ เส้นประสาท หรือการทำกิจกรรมที่ผิดท่าจนเกิดการกดทับโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง
ท่านสามารถทำการตรวจและรักษาทางกายภาพบำบัดได้ หากท่านพบอาการชาในลักษณะดังกล่าว
ประการที่สาม “โรคเหน็บชา”
อาการชาและอาการเหน็บมีความแตกต่างกัน แต่จะเกิดร่วมกันหรือเกิดแยกกันได้ แล้วแต่สิ่งเร้าและสภาพร่างกาย ซึ่ง ‘อาการชา’ เกิดจากการสูญเสียความรู้สึกหรือมีความรู้สึกน้อยลงในส่วนใดส่วนหนึ่งขณะใดขณะหนึ่ง แล้วแต่สิ่งเร้าที่ได้รับ เช่น ชาที่ขาที่แขนเมื่อถูกกดทับนาน ๆ3 ส่วน ‘อาการเหน็บ’ จะเริ่มต้นมาจากอาการชา แล้วมีความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นมา เช่น อาการเหน็บที่ขา เกิดความเจ็บปวดไม่สามารถยืดเหยียดได้ ลุกเดินไม่ได้3
ผู้ที่เป็น “โรคเหน็บชา” จะพบอาการเหล่านี้บ่อยกว่าคนทั่วไปหลายเท่า จึงทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ไม่สะดวกนัก ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคเหน็บชา คือ การขาดวิตามินบี1 หรือ การดูดซึมวิตามินบี1 ผิดปกติไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงตั้งครรภ์ หญิงที่ต้องให้นมลูก และผู้ที่ต้องทำงานหนัก ควรแน่ใจว่าตัวเองได้รับอาหารที่มีวิตามินบี 1 อย่างเพียงพอ3
เกร็ดความรู้:
อาหารที่มีวิตามินบี 1 ได้แก่ เนื้อหมูไม่ติดมัน ปลา ตับ นม ไข่แดง ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ จมูก ข้าวสาลี เมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี ถั่วต่าง ๆ (เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วกรีนบีน ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว) ผัก หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด แตงโม น้ำส้ม เป็นต้น3
แต่ในกรณีที่ร่างกายมีความผิดปกติในการดูดซึมวิตามินบี1 ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาต่อไป
เกร็ดความรู้:
อาหารที่มีสารทำลายหรือยับยั้งการดูดซึมวิตามินบี1 เช่น ชา กาแฟ ใบเมี่ยง หมากพลู ปลาร้า ปลาส้มดิบ แหนมดิบ หอยลายดิบ ปลาน้ำจืดดิบ สีเสียด เป็นต้น3
ประการที่สี่ อาการชา จากพยาธิสภาพที่ระบบประสาทส่วนกลาง พบได้ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หากเนื้อสมองที่ทำหน้าที่รับความรู้สึกขาดเลือดไปเลี้ยงจะส่งผลให้ผู้ป่วย มีอาการดังต่อไปนี้1,2,4
- Cerebral cortex เป็นเนื้อสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมการรับความรู้สึกของร่างกายด้านตรงข้าม ถ้ามีพยาธิสภาพเนื้อสมองด้านซ้ายจะทำให้การรับความรู้สึกของร่างกายซีกขวาผิดปกติไปด้วย ร่วมกับมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อด้วย
- Internal capsule เป็นเนื้อสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมการรับความรู้สึกบริเวณศีรษะ แขน และขา ด้านตรงข้ามกับรอยโรค ส่วนใหญ่พบร่วมกับอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ
- Thalamus เป็นเนื้อสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมการรับความรู้สึกสัมผัสของร่างกายด้านตรงข้าม
- Pons ควบคุมการรับความรู้สึกของใบหน้าซีกเดียวกับพยาธิสภาพ แต่จะมีอาการอ่อนแรงด้านตรงกันข้าม
เปลือกสมอง (Cerebral cortex)
อาการชาจากระบบประสาทส่วนกลางเหล่านี้จะดีขึ้นเมื่อสมองมีการฟื้นตัว ในช่วง 6 เดือนแรก โดยการฟื้นฟูในเรื่องของการรับความรู้สึก จะใช้การกระตุ้นการรับความรู้สึกซ้ำ ๆ ที่บริเวณผิวหนัง ทั้งการรับความรู้สึกร้อนเย็น, นุ่มหยาบ หรือ ทู่แหลม ซึ่งการฟื้นตัวของร่างกายนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของรอยโรคด้วย5,7
ประการที่ห้า อาการชาจากพยาธิสภาพบริเวณไขสันหลัง มีความรุนแรงตั้งแต่ระดับน้อยไปจนถึงมาก ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ อาการชาลักษณะนี้จะแสดงอาการตามผิวหนังที่รากประสาทนั้น ๆ ไปเลี้ยง (Dermatome) ซึ่งรากประสาทจากไขสันหลังถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ระดับคอ (Cervical) มีจำนวน 8 รากประสาท, ระดับเอว (Thoracic) มีจำนวน 12 รากประสาท, ระดับหลัง (Lumbar) มีจำนวน 5 รากประสาท และระดับก้นกบ (Sacral) จำนวน 5 รากประสาท ดังภาพ1,4
พื้นที่ของผิวหนังที่เลี้ยงโดยเส้นประสาทไขสันหลัง (Dermatome)6
อาการชาจากไขสันหลังอันเนื่องมาจากการถูกกดเบียดสามารถรักษาได้ เช่น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Nucleus Pulposus) การรักษาทางกายภาพบำบัดเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาฟื้นฟูการถูกกดเบียดของเส้นประสาทบริเวณไขสันหลัง แต่หากรุนแรงมากแพทย์อาจวินิจฉัยให้ผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงที่เส้นประสาทจะถูกทำลาย ในกรณีที่รากประสาทถูกทำลายจนขาดจะไม่สามารถรักษาได้ เช่น ผู้ประสบอุบัติเหตุทางรถ จะสูญเสียการรับความรู้สึกและกล้ามเนื้ออ่อนแรงอันเนื่องจากไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ (spinal cord injury)
ประการที่หก อาการชาจากการได้รับสารพิษ1,4 เช่น สารหนู (Arsenic), ตะกั่ว (Lead), ปรอท (Mercury), สารเคมีในยาฆ่าแมลง (Organophosphate) นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด ที่ก่อให้เกิดอาการชา เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง (Vincristine, Cisplatin), ยารักษาโรคเก๊าท์ (Colchicine), ยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Aminodarone), ยารักษาวัณโรค (Isoniazid), ยานอนหลับ (Thalidomide)
เรียบเรียงโดย กภ.สกาวรัตน์ เตชทวีทรัพย์
เอกสารอ้างอิง
- สมศักดิ์ เทียมเก่า. Abnormal sensation. ใน: กาญจนา จันทร์สูง, ประณิธิ หงสประภาส. (บรรณาธิการ) อาการวิทยาทางอายุรศาสตร์ Symptomatology in general medicine. ขอนแก่น: ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2558. หน้า 80-89.
- สามารถ นิธินันทน์. Numbness อาการชา. ใน: หญิงน้อย อุบลเดชประชารักษ์. (บรรณาธิการ) อาการอายุรศาสตร์ Medical symptomatology. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า; 2538. หน้า 268-278.
- สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. กรุงเทพมหานคร: โฮลิสติก พับลิชชิ่ง 2553. หน้า 839-841.
- Asbury AK, editor. Numbness, Tingling and Sensory loss. In: Kurt J. Isselbacher, Joseph B. Martin, Eugege Braunwald, editors. Harrison’s Principles of Internal Medicine 3rd edition. New York: McGraw-Hill. 1994. p. 133-136.
- Daniel von Bornsta ̈dt, Karen Gertz, Nielsen Lagumersindez Denis1, Pierre Seners, Jean-Claude Baron, Matthias Endres. Sensory stimulation in acute stroke therapy. Journal of Cerebral Blood Flow & Metabolism [serial on the internet]. 2018; [cited 2018 Feb 08]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/30073883
- Venes D. Taber’s Cyclopedic Medical Dictionary, 22nd ed. F.A. Davis Company:Philadelphia, Pennsylvania; 2013.
- Doyle S, Bennett S, Fasoli SE, McKenna KT. Interventions for sensory impairment in the upper limb after stroke. Cochrane Database of Systematic Reviews. 2010; Issue 6.





