mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

รู้จักโรคพาร์กินสันเทียม และแนวทางการดูแลทางกายภาพบำบัด

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบประสาท
  • รู้จักโรคพาร์กินสันเทียม และแนวทางการดูแลทางกายภาพบำบัด

รู้จักโรคพาร์กินสันเทียม และแนวทางการดูแลทางกายภาพบำบัด

มิถุนายน 15, 2022
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบประสาท
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • พาร์กินสัน
  • พาร์กินสันเทียม
  • เป็นพาร์กินสันหรือไม่

หลายคนคงเคยได้ยินว่าโรคพาร์กินสันคืออะไร เกิดจากสาเหตุอะไร แต่ทราบหรือไม่ว่ามีกลุ่มอาการคล้ายพาร์กินสันโดยในทางการแพทย์เรียกว่า กลุ่มอาการพาร์กินสันเทียม หรือ Pseudo Parkinson ซึ่งมีอาการคล้ายคลึงกับโรคพาร์กินสัน หากแต่มีความแตกต่างกันที่สาเหตุของการเกิด ผู้ป่วยพาร์กินสันเทียมมักมีอาการดังต่อไปนี้1

โรคพาร์กินสันพาร์กินสันเทียม
การเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ (bradykinesia)สูญเสียทักษะในการเคลื่อนไหว ทำให้เคลื่อนไหวช้าลง (apraxia slowness)
อาการสั่นขณะพัก (resting tremor) ของมือ เท้า คาง ลิ้น ศีรษะ หากเกิดขึ้นที่ปากและคาง ผู้ป่วยจะมีลักษณะเหมือนเคี้ยวอะไรบางอย่างอาการสั่นของมือขณะที่มีการเคลื่อนไหว (essential tremor) หรือมีการกระตุกของกล้ามเนื้อที่ไม่สามารถควบคุมได้ (myoclonus) มีทิศทางไม่แน่นอน
ภาวะกล้ามเนื้อแข็งเกร็งแบบ lead pipe rigidity และแบบ cogwheel rigidity คือภาวะที่กล้ามเนื้อมีแรงตึงตัวมากขึ้นเมื่อถูกจับยืดออก โดยเกิดแรงตึงตัวตลอดช่วงภาวะกล้ามเนื้อแข็งเกร็งแบบ Paratonic rigidity คือ ภาวะที่กล้ามเนื้อมีแรงตึงตัวมากขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนตำแหน่งหรือท่าทาง
มีปัญหาสมดุลการทรงท่า (postural instability)มีปัญหาการก้าวเดิน ผู้ป่วยจะรู้สึกก้าวขาไม่ออก ทำให้เดินขากางและลากไปกับพื้น (frontal ataxia)
เดินแล้วโน้มตัวไปข้างหน้าร่วมกับการเดินซอยเท้าก้าวขาสั้น ๆ ทำให้ใช้เวลาในการเดินนานกว่าปกติ (shuffling gait with festination)เดินช้า เริ่มก้าวแรกค่อนข้างยาก ยกเท้าออกจากพื้นลำบาก (slow and shuffling apraxia gait)

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการพาร์กินสันเทียม คือ

  1. การรับยาจิตเวชมานาน เช่น ยานอนหลับ ยาลดอาการวิตกกังวล หรือยาคลายเครียด เป็นต้น เพราะยาบางตัวไปลดการหลั่งของสารสื่อประสาทอย่างโดปามีน (dopamine) เมื่อโดปามีนถูกยับยั้งเป็นเวลานาน จึงทำให้การหลั่งสารดังกล่าวผิดปกติไป นำมาสู่อาการของพาร์กินสันได้
  2. โรคหรือพยาธิสภาพที่สมองบางอย่าง เช่น หลอดเลือดฝอยในสมองตีบ หรือมีภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง ส่วนสาเหตุที่สามารถทำให้เกิดพาร์กินสันเทียมได้บ้าง คือ เนื้องอกในสมอง และความบกพร่องที่เกิดหลังการบาดเจ็บที่สมอง

เห็นได้ว่าทั้ง 2 กลุ่มนี้ต่างมีปัญหาเกี่ยวกับสารสื่อประสาทอย่างโดปามีนด้วยกันทั้งคู่ สารสื่อประสาทอย่างโดปามีนนั้นจะช่วยควบคุมการเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นไม่แปลกเลยที่ผู้ป่วยพาร์กินสันเทียมจะได้ยารักษาแบบเดียวกับผู้ป่วยพาร์กินสัน หากแต่การตอบสนองต่อยาอาจไม่ดีนักเมื่อเทียบกับผู้ป่วยพาร์กินสัน จึงเป็นเหตุให้ผู้ป่วยพาร์กินสันเทียม หรือผู้ดูแลต้องหมั่นสังเกตุอาการที่ผิดปกติไป และรายงานต่อแพทย์ที่รักษาอยู่อย่างทันท่วงที เพื่อปรับยาให้เหมาะสมกับอาการที่เกิดขึ้น ในแง่ของการทำกายภาพบำบัดในผู้ป่วยพาร์กินสันเทียมนั้นเป็นการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มมีอาการ งานวิจัยที่ศึกษาในผู้ป่วยพาร์กินสันเทียมนั้นยังมีไม่มาก แต่ก็พบว่าเริ่มมีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการออกกำลังกายแอโรบิกแบบต่อเนื่อง และการออกกำลังกายแอโรบิกแบบเว้นช่วงพักในหนูทดลองที่ถูกทำให้เป็นพาร์กินสันเทียม2 จากการศึกษาพบว่า การออกกำลังกายแอโรบิกทั้ง 2 นั้น สามารถช่วยเพิ่มระดับของโดปามีนให้เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่การออกกำลังกายแบบเว้นช่วงพักนั้น ช่วยลดสารอนุมูลอิสระอย่างมาลอนไดแอลดีไฮด์ (malondialdehyde) ในหนูที่เป็นพาร์กินสันเทียม และยังเพิ่มการผลิตสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง กลูตาไธโอน (glutathione) ได้อย่างมีนัยสำคัญ สารต้านอนุมูลอิสระอย่าง glutathione นี้จัดว่ามีความสำคัญมากต่อสมองและเซลล์ประสาท ทำหน้าที่รักษาสมดุลของการเกิดอนุมูลอิสระหรือ oxidative stressซึ่งปฏิกิริยาตัวนี้เป็นต้นเหตุของความเสื่อมของเซลล์ประสาท เมื่อความเสื่อมเกิดขึ้นมากพอที่จะแสดงอาการ ก็จะปรากฏเป็นกลุ่มโรคของสมองเสื่อม เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน เป็นต้น3

การรักษาทางกายภาพบำบัดนั้นไม่ได้แตกต่างกันมากนัก จึงจะเห็นว่านักกายภาพบำบัดดูแลผู้ป่วยพาร์กินสันทั้ง 2 กลุ่มนี้คล้ายกัน จากผลการวิจัยได้แนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้ป่วยพาร์กินสันดังนี้

  1. การออกกำลังกายแบบแอโรบิก4 เช่น การเต้นลีลาศ หรือการออกกำลังแบบไท่ชี่5 เป็นต้น การออกกำลังกายอย่างไทชี่เหมาะกับผู้ป่วยพาร์กินสันในระยะแรกและผู้ป่วยที่สูงอายุ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ไม่หนักเกินไป ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ6
  2. การฝึกเดินลงน้ำหนักบนสายพานแบบมีเข็มขัดช่วยพยุงน้ำหนัก ทำให้ผู้ป่วยเดินก้าวขาได้ยาวขึ้นและเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เป็นการช่วยปรับรูปแบบการเดินให้เหมาะสมอีกด้วย
  3. การฝึกแบบกิจกรรมจำเพาะเจาะจง7 ส่งเสริมการทรงตัวและการเดิน ได้แก่ การฝึกเดินบนทางลาด การฝึกเดินเก็บวัตถุตามพื้น การฝึกยืนทรงตัวบนพื้นโฟม เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการฝึกตามโปรแกรมที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นต้องร่วมกับการทานยาตามที่แพทย์แนะนำ  ทั้งนี้การศึกษาส่วนใหญ่ทำในกลุ่มผู้ป่วยพาร์กินสันที่มีอาการในระยะแรกเริ่มเท่านั้น หากผู้ป่วยทราบว่าตัวท่านเองมีอาการของพาร์กินสัน ไม่ว่าจะพาร์กินสันแท้หรือเทียม นอกจากจะรับยาตามที่แพทย์สั่งแล้ว การดูแลตนเองอย่างการออกกำลังกายและการทำกายภาพบำบัดก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งการทำกายภาพบำบัด จะส่งผลดีต่อการเคลื่อนไหว การทรงตัว และช่วยให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ปัจจุบันเทคนิคทางกายภาพบำบัด ได้มีเทคนิคใหม่อย่างวอยตาบำบัด8 ที่เริ่มเผยแพร่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2554 โดยเริ่มให้การบำบัดในเด็กที่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว จนในปี 2558 ประเทศไทยได้มีการนำเทคนิคนี้มาบำบัดในผู้ใหญ่ แม้ว่าจะยังไม่มีการศึกษาการใช้วอยตาบำบัดในผู้ป่วยพาร์กินสันอย่างชัดเจน แต่ด้วยคุณสมบัติของเทคนิควอยตา9 ซึ่งเป็นการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ด้วยปฏิกิริยารีเฟล็กซ์โลโคโมชั่น (reflex locomotion) ซึ่งเป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อให้สามารถควบคุมท่าทาง การทรงตัว ทรงท่า และเกิดเป็นการเคลื่อนไหวที่สำคัญ เทคนิควอยตาจึงอาจนำมาประยุกต์ใช้กับผู้ที่บกพร่องทางการเคลื่อนไหว อย่างผู้ป่วยพาร์กินสัน และพาร์กินสันเทียมได้

นอกจากนี้สภาวะจิตใจของผู้ป่วยก็สำคัญมากเช่นกัน เนื่องจากพาร์กินสันเทียมเป็นโรคแห่งความเสื่อมที่มักมีอาการคงที่หรือถดถอย และมีแนวโน้มที่จะต้องปรับยาบ่อยตามอาการที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นผู้ดูแลและบุคคลากรทางการแพทย์จึงมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำเพื่อดูแลสภาวะจิตใจ

เรียบเรียงโดย กภ.เบญจวรรณ แซ่เล้า

เอกสารอ้างอิง

  1. Roger Kurlan, Maric L. Rabin. A review of a common nonparkinsonian hypokinetic movement disorder. APD. 2013; 2(4): 108-12.
  2. Moradi S, Habibi AH, Shakerian S, Tabande MR. Comparison of the effect of continuous and interval aerobic exercise on the level of malondialdehyde, Dopamine and glutathione peroxidase in the hippocampus of Rat with Pseudoparkinsonism. Jundishapur Sci Med. 2020; 19(2): 187-201.
  3. พรหมพัฒณ ธรรมะรัตน์จินดา. เมื่อคุณหมอไม่รู้จักอาหารเสริมบำบัดโรคความตายอาจกำลังครอบงำคุณ. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพ: อนิเมท กรุ๊ป; 2013.
  4. Shu H-F, Yang T, Yu S-X, Huang H-D, Jiang L-L, Gu J-W, et al. Aerobic exercise for Parkinson’s disease: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. PLOS ONE. 2014; 9(7): e100503 doi:10.1371/journal/pone.010053
  5. Li F, Hammer P, Fitzgerald K et al. Tai chi and postural stability in patients with Parkinson’s disease. N ENGL J MED. 2012; 366: 511-9.
  6. Ni X, Liu S, Lu F, Shi X, Guo X. Efficacy and safety of Tai Chi for Parkinson’s disease: A Systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. PLOS ONE. 2014; 9(6): e99377, doi:10.1371/journal.pone.0099377
  7. Soke F, Guclu-Gunduz A, Kocer B, Fidan I, Keskinoglu P. Task-oriented circuit training combined with aerobic training improve motor performance and balance in people with Parkinson’s disease. Acta Neurol Belg. 2021; 121: 535-543.
  8. Zmf-asia.org [homepage on the Internet]. Thailand: Zy movement foundation Thailand. [update 2021; cited 2022 Mar 26]. Available from: https://www.zmf-asia.org/17518580/vojta-therapy-กดจุดวอยต้า
  9. Bauer H, Appaji G, Mundt D. Vojta neurophysiologic therapy. Indian J Pediatr. 1992; 59: 37-51.
Post Views: 6,156
Share
0

Related posts

มกราคม 16, 2026

เจ็บข้อมือด้านนิ้วก้อย ไม่หายสักที หรืออาจไม่ใช่แค่ “ปวดข้อมือธรรมดา” มาทำความรู้จัก TFCC Injury


Read more
ธันวาคม 19, 2025

Knee OA in the young : อายุน้อยก็เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้


Read more
ธันวาคม 17, 2025

ข้อเข่ามีเสียงรักษาได้อย่างไร?


Read more
ธันวาคม 12, 2025

ทำความเข้าใจอัมพาตครึ่งใบหน้า หรือ Bell’s Palsy


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.