ป้องกันภาวะเข่าแอ่นได้อย่างไรในผู้ป่วย stroke

ภาวะเข่าแอ่น คือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีลักษณะของเข่าที่เหยียดตรงไปทางด้านหลังมากเกินไป โดยแนวของเข่าจะอยู่หลังต่อจากข้อสะโพก ซึ่งแตกต่างจากบุคคลปกติที่แนวของเข่าจะอยู่หน้าข้อสะโพกเล็กน้อยหรือตรงเป็นเส้นเดียวกัน วิธีการตรวจอย่างคร่าว ๆ คือ ให้สังเกตในขณะที่ผู้ป่วยยืนหรือเดิน โดยผู้สังเกตสามารถใช้วิธีการมองจากทางด้านข้างของผู้ป่วย ถ้าหากพบว่าแนวของเข่าอยู่หลังต่อจากข้อสะโพกแล้วนั่นหมายถึงผู้ป่วยมีภาวะเข่าแอ่นอยู่นั่นเอง1

ภาวะเข่าแอ่นเกิดจากอะไร2, 3
ในบทความนี้จะกล่าวถึงภาวะเข่าแอ่นในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โดยผู้ป่วยที่มีปัญหาทางสมองมักจะได้รับผลกระทบทางด้านการเคลื่อนไหวตามไปด้วย เช่น มีอาการอ่อนแรงหรือมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ซึ่งเกิดจากการสั่งการของสมองลงมาที่กล้ามเนื้อเกิดการทำงานผิดปกติ ส่งผลทำให้เกิดภาวะเข่าแอ่นขึ้นได้ โดยถ้าหากไม่ได้รับการแก้ไขหรือไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีก็จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการตึงและมีอาการข้อต่อยึดติดตามมา ซึ่งส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างการยืนหรือเดิน อีกทั้งยังทำให้เกิดภาวะเข่าแอ่นเรื้อรังได้อีกด้วย
สาเหตุของการเกิดภาวะเข่าแอ่นในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังต่อไปนี้4, 5
- กล้ามเนื้อด้านหลังเข่า (ข้อพับเข่า) ล็อค (popliteus lock)
- กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้ามีอาการเกร็งตัวสูง (hypertone of quadriceps)
- กล้ามเนื้อน่องตึง (tightness of gastrosoleus muscle)
- กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังอ่อนแรง (weak eccentric control of hamstring)
- ผู้ป่วยสูญเสียการรับรู้การเคลื่อนไหวของข้อต่อ (loss of proprioceptive sensation)
ภาวะเข่าแอ่นส่งผลอย่างไร6
เมื่อเกิดภาวะเข่าแอ่นขึ้นในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ส่งผลให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่าทำงานไม่ประสานสัมพันธ์กัน ทำให้เอ็นกระดูก (ligament) รอบข้อเข่าถูกใช้งานทดแทนมากยิ่งขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงให้ผู้ป่วยยังสามารถยืนหรือเดินได้เหมือนปกติ แต่เมื่อเอ็นกระดูกรอบข้อเข่าพยุงเข่าในท่าเข่าแอ่นเป็นเวลานาน ก็จะส่งผลเสียตามมาเช่นกัน นั่นคือ เอ็นกระดูกรอบข้อเข่าสูญเสียความมั่นคงไปหรือเกิดอาการเอ็นข้อเข่าหลวม โดยเมื่อเอ็นข้อเข่าหลวมก็จะส่งผลทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บเข่าตามมาได้และอาจส่งผลเสียกับการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว ซึ่งเมื่อเกิดอาการเอ็นข้อเข่าหลวมแล้วจะสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการผ่าตัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เนื่องจากโดยธรรมชาติมนุษย์ไม่สามารถเคลื่อนไหวเอ็นกระดูกได้ จึงทำให้ยากต่อการแก้ไขเอ็นข้อเข่าหลวมด้วยวิธีการออกกำลังกาย ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรป้องกันหรือรักษาภาวะเข่าแอ่นตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้เอ็นกระดูกทำงานมากเกินไป
นอกจากนี้ภาวะเข่าแอ่น ยังส่งผลให้ผู้ป่วยมีการเดินที่ผิดปกติ (abnormal gait pattern) เนื่องจากขาดการงอเข่าในขณะเดิน ทำให้ผู้ป่วยก้าวขาข้างอ่อนแรงไปข้างหน้าได้ลำบาก ส่งผลให้เกิดปัญหาในการเดินขึ้นหรือลงบันได อีกทั้งยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการล้มสูง
วิธีป้องกันและรักษาภาวะเข่าแอ่น
เพื่อที่จะป้องกันภาวะเข่าแอ่นนั้นเราสามารถทำได้โดยการออกกำลังกายและฝึกควบคุมกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า โดยจะขอยกตัวอย่างท่ายืดกล้ามเนื้อและท่าออกกำลังกายที่ทางผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามได้เองโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ดังต่อไปนี้
ผู้ป่วยที่สามารถทำท่ายืดกล้ามเนื้อและท่าออกกำลังกายเหล่านี้ได้ ต้องสามารถเคลื่อนไหวบนเตียงได้ด้วยตนเอง สามารถนั่งและยืนทรงตัวได้ในระดับดี
1.ท่ายืดกล้ามเนื้องอสะโพกและต้นขาด้านหน้า

ผู้ป่วยสามารถยืดกล้ามเนื้องอสะโพกและต้นขาด้านหน้าได้ด้วยตนเอง โดยให้ผู้ป่วยนอนหงายชันเข่าทั้ง 2 ข้างขึ้นหลังแนบชิดไปกับเตียง งอสะโพกข้างแข็งแรงชิดอกจากนั้นค่อย ๆ ปล่อยขาข้างอ่อนแรงลงข้างเตียงร่วมกับพยายามงอเข่า หากทำท่าทางได้ถูกต้องจะรู้สึกตึงที่บริเวณหน้าสะโพกและต้นขาด้านหน้า ยืดค้างไว้เป็นเวลา 10 วินาที ทำ 10 ครั้ง
ข้อควรระวัง หากผู้ป่วยทำแล้วมีอาการตึงหรือเจ็บที่หลังให้หยุดทำ เนื่องจากอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บขึ้นได้ อันเนื่องมาจากการเกิดหลังแอ่นขณะทำการยืด
2.ท่ายืดกล้ามเนื้อน่อง

ผู้ป่วยสามารถยืดกล้ามเนื้อน่องได้ด้วยตนเอง โดยยืนดันกำแพง ให้ขาข้างอ่อนแรงอยู่ทางด้านหลัง เข่าเหยียดตรงส้นเท้าชิดติดพื้น ขาที่อยู่ด้านหน้าให้งอเข่าเพียงเล็กน้อย ขณะที่ยืดตัวไม่ก้ม หากทำท่าทางได้ถูกต้องจะรู้สึกตึงที่บริเวณน่องของขาที่อยู่ด้านหลัง ยืดค้างไว้เป็นเวลา 10 วินาที ทำ 10 ครั้ง
3. ท่ายืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า

ผู้ป่วยสามารถยืดต้นขาด้านหน้าได้ด้วยตนเอง โดยนอนตะแคงทับข้างที่อ่อนแรงและงอเข่าข้างอ่อนแรงไปทางด้านหลัง ใช้มือข้างแข็งแรงจับที่ข้อเท้าและดึงเข้าหาก้น หากทำท่าทางได้ถูกต้องจะรู้สึกตึงที่บริเวณต้นขาทางด้านหน้า ยืดค้างไว้เป็นเวลา 10 วินาที ทำ 10 ครั้ง
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้ามากผิดปกติ ทำให้เข่าเหยียดเกร็งและไม่สามารถงอเข่าได้ด้วยตนเอง ในขั้นต้นให้ผู้ป่วยใช้ขาข้างแข็งแรงช่วยดันเข่าอีกข้างขึ้นมาก่อนใช้มือข้างแข็งแรงจับข้อเท้า แต่ถ้าหากยังไม่สามารถงอเข่าได้ แนะนำให้ขอความช่วยเหลือจากญาติหรือผู้ดูแลแทนเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถจับข้อเท้าและทำการยืดกล้ามเนื้อได้
ข้อควรระวัง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน ข้อสะโพก กระดูกต้นขา หรือเคยผ่าตัดใส่เหล็กที่บริเวณดังกล่าว ควรระมัดระวังในการทำท่านี้เป็นพิเศษ เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวที่บริเวณเหล่านี้โดยตรง หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บให้หยุดทำท่านี้ในทันที
4. ท่าออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง

การออกกำลังกายกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง เริ่มต้นโดยให้ผู้ป่วยนอนคว่ำ งอเข่าขึ้นมา 90 องศา จากนั้นค่อย ๆ วางขาลงกับเตียง โดยควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ให้สั่นและไม่ให้หล่นถึงเตียงอย่างรวดเร็ว หากทำท่าทางได้ถูกต้องจะรู้สึกเมื่อยที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง ทำ 10 ครั้ง/เซต ทั้งหมด 3 เซต ในกรณีที่ผู้ป่วยยังไม่สามารถงอเข่าได้หรือยังได้ไม่เต็มองศา สามารถใช้ขาอีกข้างซึ่งแข็งแรงกว่าช่วยประคองขาข้างอ่อนแรงงอเข่าขึ้นมา
5. ท่าออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า

การออกกำลังกายกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า ท่าเริ่มต้นให้ผู้ป่วยอยู่ในท่ายืนพิงกำแพง เท้าทั้ง 2 ข้างออกห่างจากกำแพงเล็กน้อยและย่อตัวลงช้า ๆ หลังแนบไปกับกำแพงให้มุมเข่า 90 องศา จากนั้นจึงค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น หากทำท่าทางได้ถูกต้องจะรู้สึกว่าเมื่อยที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า ทำ 10 ครั้ง/เซต ทั้งหมด 3 เซต
เมื่อไหร่ถึงควรมาพบนักกายภาพบำบัด
หากผู้ป่วยเริ่มมีอาการเกร็งเหยียดจนทำให้เข่าแอ่นไปทางด้านหลังขณะที่ยืนหรือเดินควรให้ผู้ป่วยออกกำลังกายตามท่าทางที่กล่าวมาข้างต้น หรือมาพบนักกายภาพบำบัดเพื่อทำการวินิจฉัยและเข้ารับการฟื้นฟูอย่างถูกต้อง ไม่ควรรอให้อาการเข่าแอ่นแย่ลงจนเกิดอาการเจ็บแล้วค่อยมาเข้ารับการรักษา เพราะอาการเจ็บบ่งบอกถึงความผิดปกติของโครงสร้างบริเวณโดยรอบข้อเข่ามีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นซึ่งอาจจะส่งผลให้มีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา ถ้าผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูหรือรักษาทันท่วงทีมากเท่าไร กล้ามเนื้อรอบข้อเข่าก็จะแข็งแรงและทำให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของเข่าได้ไวมากขึ้น
เรียบเรียงโดย กภ.กวินทรา สันติอภิรักษ์
เอกสารอ้างอิง
- Cooper A, Alghamdi GA, Alghamdi MA, Altowaijri A, Richardson S. The relationship of lower limb muscle strength and knee joint hyperextension during the stance phase of gait in hemiparetic stroke patients. Physiother Res Int. 2012 Sep;17(3):150-6.
- Boehm WL, Gruben KG. Post-stroke walking behaviors consistent with altered ground reaction force direction control advise new approaches to research and therapy. Transl Stroke Res. 2016;7(1):3-11.
- Tani Y, Otaka Y, Kudo M, Kurayama T, Kondo K. Prevalence of genu recurvatum during walking and associated knee pain in chronic hemiplegic stroke patients: A preliminary survey. J Stroke Cerebrovasc Dis. 2016 May;25(5):1153-1157.
- Akbas T, Kim K, Doyle K, Manella K, Lee R, Spicer P et al. Rectus femoris hyperreflexia contributes to stiff-knee gait after stroke. J Neuroeng Rehabil. 2020 Aug;17(1):117.
- Teodorescu M, Popescu MN, Dumitru L, Berteanu M. Approach to rehabilitation treatment of gait disorders in patients with genu recurvatum. Health, Sports & Rehabilitation Medicine. 2019; 20(2):79-84.
- Loudon JK, Goist HL, Loudon KL. Genu recurvatum syndrome. J Orthop Sports Phys Ther. 1998 May;27(5):361-7.




