การออกกำลังกายเพื่อปรับสมดุลข้อไหล่

จากบทความเรื่อง “กลุ่มอาการปวดไหล่จากการกดเบียดโครงสร้างภายในข้อไหล่” (shoulder impingement syndrome) เราได้รู้ถึงสาเหตุของอาการปวดไหล่ จากโครงสร้างภายในถูกกดเบียดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างภายในข้อไหล่เองที่แคบลง หรือความผิดปกติของหัวกระดูกต้นแขนกับเบ้าข้อไหล่ เป็นต้น แต่ในบทความนี้ จะเน้นสาเหตุของความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อไหล่ ที่มีผลทำให้การทำงานของข้อไหล่ผิดปกติไป และส่งผลให้โครงสร้างที่อยู่ภายในข้อไหล่ถูกกดเบียด
จากบทความที่แล้ว ได้กล่าวถึง หัวใจสำคัญของการรักษาทางกายภาพบำบัดของโรคนี้ คือ การออกกำลังกาย ดังนั้นในบทความนี้จะเป็นการแนะนำการออกกำลังกายของกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อไหล่ที่สัมพันธ์กัน เพื่อช่วยปรับสมดุลของกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
กล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ทำงานในภาวะปกติอย่างไร และเกิดภาวะความไม่สมดุลได้อย่างไร
ภาพ 1 แสดงการทำงานของแรงคู่ควบกล้ามเนื้อ รอบข้อไหล่คู่ที่ 1
ภาพ 2 แสดงการทำงานของแรงคู่ควบกล้ามเนื้อ รอบข้อไหล่คู่ที่ 2
กล้ามเนื้อข้อไหล่ มี 2 แรงคู่ควบที่ทำงานร่วมกัน ดังนี้
แรงคู่ที่ 1 กล้ามเนื้อ A กับ กล้ามเนื้อ B ขณะกางแขน จะเสริมความมั่นคงระหว่างหัวกระดูกต้นแขน
กับเบ้าข้อไหล่ (ภาพ 1) ซึ่งกล้ามเนื้อ B ในที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกล้ามเนื้อหมุนรอบข้อไหล่ (rotator cuff) ที่ทำหน้าที่ในการให้แรงหมุนแขนเข้า และหมุนแขนออกแล้ว ยังทำหน้าที่ในการสร้างความมั่นคงให้กับข้อไหล่ขณะเคลื่อนไหวอีกด้วย
- กรณีเกิดความไม่สมดุล พบว่า กล้ามเนื้อ B จะอ่อนแรงมากกว่า กล้ามเนื้อ A ทำให้เวลากางแขน กล้ามเนื้อ A ซึ่งแข็งแรงกว่า มีแรงดึงหัวกระดูกต้นแขนขึ้นชนกับเบ้าข้อไหล่ (1-2)
แรงคู่ที่ 2 กล้ามเนื้อ C, D และ E กับ กล้ามเนื้อ Z ในขณะกางแขน จะทำให้เกิดการหมุนของสะบัก เพื่อช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะการยกแขนเหนือศีรษะ (ภาพ 2)
- กรณีเกิดความไม่สมดุล พบว่า กล้ามเนื้อ D, E และ Z จะอ่อนแรง และทำงานช้ากว่ากล้ามเนื้อ C ทำให้เวลากางแขนขึ้นสูง กล้ามเนื้อ C มีแรงดึงสะบักขึ้นสูง จนดูเหมือนบ่ายกสูง (1-2)
นอกจากนี้ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อคือ การทรงท่า โดยเฉพาะท่าทางในลักษณะ ไหล่ห่อ หลังค่อม เพราะเมื่ออยู่ในท่าเหล่านี้เป็นเวลานาน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าอกที่โดนผลกระทบ โดยเกิดการปรับตัวในลักษณะหดสั้น ดังนั้นเมื่อยิ่งอยู่ในท่าหลังค่อม ก็จะยิ่งกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหน้าอกหดสั้นมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการจำกัดการเคลื่อนไหวของข้อไหล่
ออกกำลังกายกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่
หลังจากทราบถึงการทำงานในภาวะปกติ และในภาวะไม่สมดุลของกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่แล้ว สามารถใช้เป็นแนวทาง และเข้าใจเหตุผลในการออกกำลังกายเพื่อปรับสมดุลของกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่มากยิ่งขึ้น ต่อไปจะเป็นท่าบริหารที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดไหล่ และมีภาวะกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ไม่สมดุลกัน
ท่าบริหารเพิ่มความยืดหยุ่น
หลักการยืดกล้ามเนื้อ คือ ยืดให้รู้สึกตึงกำลังดี ไม่รู้สึกตึงจนเกินไป หรือจนกระทั่งมีอาการปวด ถ้าขณะยืดกล้ามเนื้อแล้วมีอาการปวดให้หยุดทันที
ท่าที่ 1 ท่ายืดกล้ามเนื้อหน้าอก
ท่าเริ่มต้น
ยืด 90 องศา
ยืด 120 องศา
ท่าเริ่มต้น
แขนข้างที่ต้องการจะยืด พาดกับกำแพง หรือขอบประตู ในมุม 90 องศา และ 120 องศา พร้อม กับเหยียดขาข้างเดียวกับแขนข้างที่ต้องการจะยืดมาด้านหน้า
ยืดกล้ามเนื้อ
ถ่ายน้ำหนักมาที่ขาข้างหน้า โดยโน้มตัวมาข้างหน้าเพียงเล็กน้อย จนรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อหน้าอก ค้างไว้ 15 วินาที แล้วปล่อย ทำประมาณ 10 ครั้ง
ท่าบริหารเพิ่มความแข็งแรง
หลักการออกกำลังกาย คือ ไม่กลั้นหายใจ ขณะออกแรง และหยุดออกกำลังกายในท่านั้นทันที เมื่อมีอาการปวดเพิ่มขึ้น
ท่าที่ 2 ท่าบริหารกล้ามเนื้อหมุนแขนออก (กล้ามเนื้อ B)
ท่าเริ่มต้น
ท่าออกกำลังกายหมุนแขนออก
ท่าเริ่มต้น
นอนตะแคง ให้ข้างที่ต้องการออกกำลังกายอยู่ข้างบน โดยเลือกถือดัมเบลหรือขวดน้ำ ที่มีน้ำหนักพอประมาณที่ผู้ป่วยสามารถยกได้ประมาณ 10 ครั้ง ได้โดยไม่มีอาการปวดหรือสั่นมากจนเกินไปในท่างอศอก 90 องศา
การบริหาร
ยกดัมเบลหรือขวดน้ำขึ้นจากพื้น โดยให้ข้อศอกชิดลำตัวไว้ตลอดเวลา และพยายามให้ลำตัวอยู่ในท่าตรง ไม่เอนไปข้างหลัง ทำประมาณ 10 ครั้ง 3 รอบ
ท่าที่ 3 ท่าบริหารกล้ามเนื้อหมุนแขนเข้า (กล้ามเนื้อ rotator cuff)
ท่าเริ่มต้น
ท่าออกกำลังกายหมุนแขนเข้า
ท่าเริ่มต้น
นอนตะแคงให้ข้างที่ต้องการออกกำลังกายอยู่ข้างล่าง โดยเลือกถือดัมเบลหรือขวดน้ำ ที่มีน้ำหนักพอประมาณที่ผู้ป่วยสามารถยกได้ประมาณ 10 ครั้ง ได้โดยไม่มีอาการปวดหรือสั่นมากจนเกินไปในท่างอศอก 90 องศา
การบริหาร
ยกดัมเบลหรือขวดน้ำขึ้นจากพื้น โดยให้ข้อศอกชิดลำตัวไว้ตลอดเวลา และพยายามให้ลำตัวอยู่ในท่าตรง ทำประมาณ 10 ครั้ง 3 รอบ
ท่าที่ 4 ท่าบริหารกล้ามเนื้อสะบัก 90 องศา (กล้ามเนื้อ D)
ท่าเริ่มต้น
ยืนพิงกำแพง กางแขน 90 องศา ดังภาพ โดยให้ตำแหน่งศีรษะ ข้อศอก และสะโพก ติดกำแพงไว้เสมอ
การบริหาร
ออกแรงแอ่นอกออกห่างจากกำแพง โดยใช้แขนแนบและออกแรงกดต้านกำแพง ค้างไว้ประมาณ 5วินาที บริเวณกล้ามเนื้อสะบักต้องรู้สึกตึง ทำประมาณ 10 ครั้ง 3 รอบ
ท่าที่ 5 ท่าบริหารกล้ามเนื้อสะบัก 120 องศา (กล้ามเนื้อ E)
ท่าเริ่มต้น
ยืนพิงกำแพง กางแขน 120 องศา ดังภาพ โดยให้ตำแหน่งศีรษะ ข้อศอก และสะโพกติดกำแพงไว้เสมอ
การบริหาร
ออกแรงแอ่นอกออกห่างจากกำแพง โดยใช้แขนแนบและออกแรงกดต้านกำแพง ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที บริเวณกล้ามเนื้อสะบักต้องรู้สึกตึง ทำประมาณ 10 ครั้ง 3 รอบ
ท่าที่ 6 ท่าบริหารกล้ามเนื้อ Z
ท่าเริ่มต้น
ออกแรงยื่นข้อศอกเข้าหากำแพง
ใช้แขนดันกำแพงขึ้น
ท่าเริ่มต้น
ยืนหันหน้าเข้าหากำแพง โดยยกศอกตั้งฉากกับกำแพง
ท่าบริหาร
ออกแรงยื่นหัวไหล่ และข้อศอกไปข้างหน้าเข้าหากำแพง จากนั้นค่อย ๆ ออกแรง ในลักษณะใช้แขนดันกำแพงในทิศขึ้น โดยที่ลำตัวตั้งตรง ขณะทำควรรู้สึกตึงบริเวณกล้ามเนื้อสะบักทางด้านล่าง แล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำประมาณ 5 ครั้ง 3 รอบ
ท่าบริหารที่แนะนำข้างต้นนั้นไม่ได้ยากเกินไปสำหรับผู้ป่วย ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์มากมาย ก็สามารถทำได้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และหากบริหารเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถลดอาการปวด และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นได้ จะเห็นว่า ท่านก็สามารถดูแลข้อไหล่ได้ด้วยตนเอง เพียงแค่ออกกำลังกาย
เรียบเรียงโดย กภ.กนกวรรณ พลสา
เอกสารอ้างอิง
- Kara D, Harput G, Duzgun I. Trapezius muscle activation levels and ratios during scapular retraction exercises: A comparative study between patients with subacromial impingement syndrome and healthy controls. Clin biomech. 2019 Jul 1;67:119-26.
- Roche SJ, Funk L, Sciascia A, Kibler WB. Scapular dyskinesis: the surgeon’s perspective. J shoulder elb sur. 2015 Oct;7(4):289-97.
- Ellenbecker TS, Cools A. Rehabilitation of shoulder impingement syndrome and rotator cuff injuries: an evidence-based review. Br J Sports Med. 2010 Apr 1;44(5):319-27.
- Holmgren T, Hallgren HB, Öberg B, Adolfsson L, Johansson K. Effect of specific exercise strategy on need for surgery in patients with subacromial impingement syndrome: randomised controlled study. Br Med J. 2012 Feb 20;344:e787.


















