mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

ภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (chronic pelvic pain syndrome) กายภาพบำบัดช่วยได้อย่างไร ?

ตุลาคม 16, 2026
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • Aquatic therapy
  • chronic pelvic pain syndrome
  • Management
  • pelvic pain syndrome

ภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (chronic pelvic pain syndrome, CPPS) คืออะไร ?

ภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (chronic pelvic pain syndrome, CPPS) คือ มีอาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานเป็นระยะเวลานานมากกว่า 6 เดือน ตำแหน่งการปวดที่สามารถพบได้ ได้แก่ ท้องน้อย, เหนือหัวหน่าว อวัยวะเพศ, ฝีเย็บ (ตำแหน่งระหว่างอวัยวเพศและรูทวาร) และก้นกบหรือทวารหนัก เป็นต้น โดยอาการปวดอาจเกิดขึ้นขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ปัสสาวะ, อุจจาระและขณะมีกิจกรรมทางเพศ นอกจากนี้ ภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรังสามารถพบได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง (1,2)

สาเหตุการเกิดภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง มาจากหลายสาเหตุสามารถแบ่งตามระบบภายในร่างกายได้ดังต่อไปนี้

  1. ระบบทางเดินปัสสาวะ (urological) ประกอบด้วยอวัยวะ ได้แก่ กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ต่อมลูกหมากและลูกอัณฑะ
  2. ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง (gynecological) ประกอบด้วยอวัยวะ ได้แก่ ปากช่องคลอด ช่องคลอด และมดลูก
  3. ระบบทางเดินอาหาร (gastrointestinal) ประกอบด้วยอวัยวะ ได้แก่ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก
  4. เส้นประสาทส่วนปลาย (peripheral nerve) ประกอบด้วย เส้นประสาทพูเดนดัล (pudendal nerve)
  5. ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ (musculoskeletal) ประกอบด้วย กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (pelvic floor m.)

เมื่ออวัยวะหรือโครงสร้างจากระบบภายในร่างกายมีความผิดปกติอาจทำให้เกิดอาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานได้โดยตรงหรือในบางกรณี ความผิดปกติของระบบหนึ่งอาจไปกระทบอีกระบบหนึ่งจนทำให้เกิดอาการปวดอุ้งเชิงกรานได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมีปัญหาต่อมลูกหมากโต -> ปัสสาวะติดขัด -> ออกแรงเบ่งขับปัสสาวะผิดวิธี -> กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหดเกร็งมากเกินไป -> มีอาการปวดอุ้งเชิงกราน (pelvic pain) เป็นต้น

นักกายภาพบำบัดมีบทบาทอย่างไรในการรักษาภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง ?

จากสาเหตุการเกิดภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรังที่กล่าวมาในข้างต้น นักกายภาพบำบัดสามารถจัดการอาการปวดที่เกิดจากระบบกระดูกและกล้ามเนื้อได้โดยตรงผ่านการซักประวัติ การตรวจประเมิน และการรักษาทางกายภาพบำบัด

นอกจากนี้การรักษาภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง อาจจะมาควบคู่กับอาการผิดปกติจากระบบอื่นในร่างกายได้ ดังนั้นควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญควบคู่ไปด้วย เนื่องจากมีความจำเป็นต้องตรวจประเมินหาต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดและรักษาที่ต้นเหตุนั้น ซึ่งต้นเหตุอาจไม่ได้มาจากระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว

อาการแบบไหนควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยทันที?

สำหรับผู้ป่วยบางท่านที่มีอาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง ต้องการมาพบนักกายภาพบำบัดเพื่อตรวจประเมินเบื้องต้น ก่อนไปพบแพทย์สามารถทำได้ แต่ถ้าหากนอกจากอาการปวดอุ้งเชิงกรานแล้ว ผู้ป่วยมีอาการอื่นร่วมด้วยดังต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์โดยทันที

  1. ไข้/หนาวสั่น
  2. การควบคุมปัสสาวะหรืออุจจาระเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เช่น ปัสสาวะราดหรือปัสสาวะไม่ออกฉับพลัน
  3. เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ (ไม่ใช่ช่วงที่มีประจำเดือน)
  4. เลือดออกทางทวารหนัก
  5. คลำได้ก้อนในช่องท้องหรืออุ้งเชิงกราน
  6. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  7. มีอาการปวดรุนแรงเพิ่มขึ้นผิดปกติ
  8. ชาหรือการรับความรู้สึกผิดปกติที่อุ้งเชิงกราน
  9. กล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างอ่อนแรง

หากมีอาการที่กล่าวมาข้างต้นร่วมกับอาการปวดอุ้งเชิงกรานควรไปพบแพทย์โดยทันที เนื่องจากอาการดังกล่าวบ่งบอกถึงพยาธิสภาพของโรคที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้นจนเป็นอันตรายต่อชีวิต (3)

ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อทำให้เกิดภาวะปวดอุ้งเชิงเรื้อรังได้อย่างไร ?

ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะปวดอุ้งเชิงเรื้อรังและนักกายภาพบำบัดสามารถตรวจประเมินและรักษาอาการปวดที่เกิดจากสาเหตุนี้ได้ สำหรับระบบกระดูกและกล้ามเนื้อสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการปวดอุ้งเชิงกรานคือ ภาวะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานมากเกินไป (pelvic floor muscle overactivity)  เมื่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานมีการหดตัวหรือใช้งานมากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อมีความตึงตัวเพิ่มขึ้น (muscle tone) หรือมีความสามารถในการคลายตัวลดลง เมื่อเวลาผ่านไปอาจทำให้เกิดจุดกดเจ็บ (trigger points) ที่ตัวกล้ามเนื้อได้ จนสุดท้ายทำให้เกิดอาการปวดอุ้งเชิงกรานจากตัวกล้ามเนื้อได้โดยตรง (3,4)

สาเหตุที่ทำให้ภาวะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานมากเกินไปสามารถแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุดังนี้

1.) ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ

กระดูกสันหลังส่วนล่าง กระดูกอุ้งเชิงกราน และกระดูกสะโพกเป็นโครงสร้างกระดูกที่ติดกันทำให้เกิดข้อต่อขึ้น เมื่อข้อต่อหรือกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณข้อต่อเหล่านั้นมีปัญหามักจะกระทบถึงกันเสมอ กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยปัญหาที่อาจพบเจอได้แก่ กล้ามเนื้อรอบข้อต่อไม่แข็งแรงพอสร้างความมั่นคงให้กับข้อต่อ ทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานต้องถูกกระตุ้นให้ใช้งานร่วมด้วยจนอาจใช้งานมากเกินไปและความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่กระดูกและข้อต่อไม่ว่าจะเป็น อาการปวดที่เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ความสามารถในการเคลื่อนไหวข้อต่อ การวางตัวของแนวกระดูก อาจส่งผลให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานถูกกระตุ้นให้ใช้งานมากเกินไป (5)

2.) ระบบอื่น ๆ ในร่างกาย

เมื่อระบบอื่นภายในร่างกายทำงานผิดปกติหรือมีพยาธิสภาพที่อาจส่งผมต่อการทำงานของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานได้ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมีปัญหาท้องผูก ทำให้ต้องออกแรงเบ่งเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างรุนแรงบ่อยครั้ง จนทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานถูกใช้งานมากเกินไป ซึ่งสาเหตุนี้มาจากระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น

รูปที่ 1 กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (pelvic floor muscle)

รูปที่ 1 กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (pelvic floor muscle)

ที่มารูปภาพ: OpenStax, Anatomy and Physiology, “Muscles of the Perineum,” 2016. Licensed under CC BY 4.0

การกายภาพบำบัดในผู้ป่วยภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง

การรักษาทางกายภาพบำบัดจะเน้นไปที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นหลัก เนื่องจากสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการปวดอุ้งเชิงกราน เกิดจากการที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานมากเกินไป โดยวิธีการกายภาพบำบัดมีดังนี้

1.) การคลายกล้ามเนื้อโดยตรง

นักกายภาพบำบัดจะใช้เทคนิคในการคลายกล้ามเนื้อด้วยมือเปล่า (manual therapy) หรือใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด โดยจะเน้นไปที่จุดกดเจ็บ (trigger point) หรือกล้ามเนื้อที่มีความตึงตัว (6)

2. ฝึกการรับรู้การทำงานของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

ผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานมากเกินไป กล้ามเนื้อจะมีการหดตัวอยู่ตลอดเวลา โดยนักกายภาพบำบัดจะนำอุปกรณ์ที่สามารถบ่งบอกได้ว่ากล้ามเนื้อกำลังเกร็งตัวหรือคลายตัวอยู่ (biofeedback) มาใช้ ดูกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ขณะใช้งานอุปกรณ์จะให้ผู้ป่วยฝึกหดตัวและคลายตัวกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (7)

3. ท่าบริการคลายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

ท่าบริหารจะเน้นไปที่การหายใจและท่าทางการบริหาร เพื่อทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานผ่อนคลายหรือคลายตัว โดยผู้ป่วยสามารถทำท่าบริหารได้เองที่บ้าน เพื่อลดอาการปวดอุ้งเชิงกรานในเบื้องต้น (8)

สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรังที่ไม่มีอาการปวดหรืออาการอื่นที่รุนแรงจนต้องไปพบแพทย์ในทันทีและยังไม่ได้ไปพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อตรวจประเมินอาการปวดอุ้งเชิงกราน การทำท่าบริหารเพื่อบรรเทาอาการเป็นสิ่งที่สามารถทำได้เลย เนื่องจากไม่มีอันตรายในการทำท่าบริหาร ถ้าหากทำตามขั้นตอนท่าบริหารอย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตามการรักษาภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรังด้วยวิธีกายภาพบำบัดเป็นเพียงการรักษาอาการปวดที่มาจะระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเท่านั้น ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบอื่นในร่างกายร่วมด้วยควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดอุ้งเชิงกรานและรักษาที่ต้นเหตุ เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี

ท่าบริหารร่างกายลดอาการปวดอุ้งเชิงกราน

1.) การหายใจด้วยกระบังลม (diaphragmatic breathing)

รูปที่ 2 การหายใจด้วยกระบังลม (diaphragmatic breathing)

รูปที่ 2 การหายใจด้วยกระบังลม (diaphragmatic breathing)

ภาพนี้สร้างขึ้นโดยใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence; AI) (ChatGPT) เพื่อประกอบการให้ข้อมูล

ท่าเริ่มต้น

  • นอนหงายชันเข่าขึ้น (supine crook lying)
  • นำมือหนึ่งข้างวางบน “หน้าอก” อีกข้างวางบน “กระดูกซี่โครงส่วนล่าง”

ขั้นตอน

  1. หายใจเข้า
    • หายใจเข้าทางจมูกช้า ๆ
    • หน้าท้องและซี่โครงขยายตัว (มือที่วางเคลื่อนที่บานออก)
    • หน้าอกยกขึ้นเล็กน้อย (มือที่วางยกตัวขึ้นเล็กน้อย)
    • ไม่ยกไหล่ ไม่เกร็งหน้าท้อง
    • ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณก้น อวัยวะเพศ และรูทวาร ขณะหายใจเข้า
  2. หายใจออก
    • หายใจออกทางปากช้า ๆ
    • หน้าท้องและซี่โครงหุบลงช้า ๆ (มือที่วางเคลื่อนที่บานออก)
    • หน้าอกขยับยุบตัวลงข้า ๆ (มือที่วางยกตัวขึ้นเล็กน้อย)
    • ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณก้น อวัยวะเพศและรูทวารขณะหายใจออก

ปริมาณ

  • หายใจเข้าและออก นับเป็น 1 ครั้ง
  • 5-10 ครั้งต่อรอบ ทำวันละ 3-4 รอบ

ข้อห้าม/ควรหยุด

  • มีอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน เจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือเป็นลม ระหว่างฝึก
  • หากการฝึกแล้วทำให้อาการปวดอุ้งเชิงกรานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหรือเกิดอาการผิดปกติใหม่

2.) ท่า happy baby pose

รูปที่ 3 (happy baby pose)

รูปที่ 3 (happy baby pose)

ภาพนี้สร้างขึ้นโดยใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence; AI) (ChatGPT) เพื่อประกอบการให้ข้อมูล

ท่าเริ่มต้น

  • นอนหงาย งอสะโพก งอเข่า ยกเข่าชิดอก ถ่างขาออกเล็กน้อย
  • มือทั้ง 2 ข้างสอดใต้ข้อพับเข่าหรือจับปลายเท้า

ขั้นตอน

  1. หายใจเข้า
    • หายใจเข้าทางจมูกช้า ๆ
    • ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณก้น อวัยวะเพศและรูทวาร ขณะหายใจเข้า
  2. หายใจออก
    • หายใจออกทางจมูกช้า ๆ
    • ออกแรงดึงเข่าหรือเท้าเข้ามาหาอกช้า ๆ
    • ไม่ออกแรงดึงเยอะจนเดินไป ไม่เกร็งหน้าท้อง
    • ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณก้น อวัยวะเพศและรูทวาร ขณะหายใจออก

ปริมาณ

  • หายใจเข้าและออก นับเป็น 1 ครั้ง
  • 5-10 ครั้งต่อรอบ ทำวันละ 3-4 รอบ

ข้อห้าม/ควรหยุด

  • มีอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน เจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือเป็นลม ระหว่างฝึก
  • มีอาการปวดสะโพกหรือขาหนีบเฉียบพลัน
  • มีอาการชาหรือปวดร้าวลงสะโพกและขา
  • หากการฝึกแล้วทำให้อาการปวดอุ้งเชิงกรานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหรือเกิดอาการผิดปกติใหม่
รูปที่ 4 butterfly sitting

รูปที่ 4 butterfly sitting

ภาพนี้สร้างขึ้นโดยใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence; AI) (ChatGPT) เพื่อประกอบการให้ข้อมูล

ท่าเริ่มต้น

  • นั่งบนพื้น กางขาออก นำฝ่าเท้ามาชนกัน
  • มือทั้ง 2 ข้างจับฝ่าเท้าเอาไว้

ขั้นตอน

  1. หายใจเข้า
    • หายใจเข้าทางจมูกช้า ๆ
    • ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณก้น อวัยวะเพศและรูทวาร ขณะหายใจเข้า
  2. หายใจออก
    • หายใจออกทางจมูกช้า ๆ
    • โน้มตัวไปด้านหน้า
    • ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณก้น อวัยวะเพศและรูทวาร ขณะหายใจออก

ปริมาณ

  • หายใจเข้าและออก นับเป็น 1 ครั้ง
  • 5-10 ครั้งต่อรอบ ทำวันละ 3-4 รอบ

ข้อห้าม/ควรหยุด

  • มีอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน เจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือเป็นลม ระหว่างฝึก
  • มีอาการปวดหลัง สะโพกหรือขาหนีบเฉียบพลัน
  • มีอาการชาหรือปวดร้าวลงสะโพกและขา
  • หากการฝึกแล้วทำให้อาการปวดอุ้งเชิงกรานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหรือเกิดอาการผิดปกติใหม่

สุดท้ายนี้อยากย้ำเตือนอีกครั้งหากผู้ป่วยที่มีภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง มีอาการปวดร่วมกับอาการผิดปกติจากระบบในร่างกายอันอื่นควรไปแพทย์ร่วมด้วย เพื่อตรวจประเมินและรักษาต้นเหตุของอาการปวดจะทำให้ได้ผลการรักษาที่ดีและป้องกันไม่ให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มมากขึ้น การทำท่าบริหารเป็นเพียงวิธีการรักษาทางกายภาพบำบัดที่สามารถช่วยลดอาการปวดอุ้งเชิงกรานได้เพียงเบื้องต้นเท่านั้น

เรียบเรียงโดย กภ. ไกรวิชญ์ เลิศนิธิพรกุล

เอกสารอ้างอิง

  1. Doggweiler R, Whitmore KE, Meijlink JM, Drake MJ, Frawley H, Nordling J, et al. standard for terminology in chronic pelvic pain syndromes: A report from the chronic pelvic pain working group of the international continence society. Neurourol Urodyn. 2017 Apr;36(4):984-1008.
  2. Dydyk AM, Singh C, Gupta N. Chronic Pelvic Pain. [Updated 2025 May 2]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2026 Jan-. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK554585/
  3. Fall M, Baranowski AP, Elneil S, Engeler D, Hughes J, Messelink EJ, et al; European Association of Urology. EAU guidelines on chronic pelvic pain. Eur Urol. 2010 Jan;57(1):35-48.
  4. Meister MR, Shivakumar N, Sutcliffe S, Spitznagle T, Lowder JL. Physical examination techniques for the assessment of pelvic floor myofascial pain: a systematic review. Am J Obstet Gynecol. 2018 Nov;219(5):497.e1-497.e13.
  5. Harris-Hayes, M., Spitznagle, T., Probst, D., Foster, S.N. and Prather, H. (2019), A Narrative Review of Musculoskeletal Impairments Associated With Nonspecific Chronic Pelvic Pain. Journal of Injury, Function and Rehabilitation, 11: S73-S82.
  6. Fitzgerald MP, Anderson RU, Potts J, Payne CK, Peters KM, Clemens JQ, et al; Urological Pelvic Pain Collaborative Research Network. Randomized multicenter feasibility trial of myofascial physical therapy for the treatment of urological chronic pelvic pain syndromes. J Urol. 2013 Jan;189(1 Suppl):S75-85.
  7. Cornel EB, van Haarst EP, Schaarsberg RW, Geels J. The effect of biofeedback physical therapy in men with Chronic Pelvic Pain Syndrome Type III. Eur Urol. 2005 May;47(5):607-11.
  8. Golec, J., Gamrot, S., Michalik, M., Sulowska-Daszyk, I., Nowak, M., & Balicka-Bom, J. (2025). Effects of Diaphragmatic Therapy on Pelvic Floor Muscle Activity, Stress Levels, and Sexual Life Satisfaction in Polish Women. Applied Sciences, 15(22), 12055.
Post Views: 150
Share
30

Related posts

ตุลาคม 14, 2026

ปวดสะโพกร้าวลงขา เกิดจากอะไรนะ (Piriformis Syndrome)


Read more
ตุลาคม 9, 2026

ธาราบำบัดในภาวะเด็กพิเศษ ตอนที่ 2 เด็กกลุ่มกล้ามเนื้ออ่อนแรง


Read more
มิถุนายน 10, 2026

วิธีดูแลและรักษาเมื่อเป็นโรคอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก หรือ “Bell’s Palsy”


Read more
มิถุนายน 8, 2026

หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นในเด็กและวัยรุ่น


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.