mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

การปรับตัวเพื่อดูแลผู้สูงอายุในวัย 90+ ที่เกือบจะติดเตียง

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบประสาท
  • การปรับตัวเพื่อดูแลผู้สูงอายุในวัย 90+ ที่เกือบจะติดเตียง

การปรับตัวเพื่อดูแลผู้สูงอายุในวัย 90+ ที่เกือบจะติดเตียง

ธันวาคม 20, 2021
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบประสาท
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • ดูแลผู้สูงอายุ
  • ผู้สูงอายุ
  • เกือบติดเตียง

ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทยที่มีครอบครัวขนาดใหญ่ ปัจจุบันจึงเห็นได้ว่ามีสมาชิกในบ้าน อย่างน้อย 1 คน ที่เป็นผู้สูงอายุ เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ในบทความนี้ผู้เขียนอยากขอแบ่งปันประสบการณ์การดูแลคุณย่าในวัย 94 ปีที่เกือบจะติดเตียง ย่าผู้ซึ่งทำกิจวัตรประจำวันโดยต้องมีคนช่วยจัดเตรียมให้เกือบทุกอย่าง มีเพียงไม่กี่อย่างที่ย่าสามารถทำได้ดี นั่นคือ การทานอาหาร และนับเงินที่เป็นธนบัตร

ก่อนอื่นคงต้องขอยกประโยชน์ให้กับคนในครอบครัวที่ช่วยกันดูแลย่า บทความนี้จะเล่าถึงการปรับตัวในการเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ จากนี้ผู้เขียนขอแทนตัวเองด้วยสรรพนามว่า “เรา” เพื่อสร้างบรรยากาศความเป็นกันเองกับผู้อ่าน จากบทบาทลูกหลาน สู่บทบาทของผู้ดูแล ควรปรับตัวกันอย่างไร เราจะขอนำเสนอการปรับตัวของผู้ดูแลทั้ง 4 ด้านด้วยกัน(1)  ได้แก่ ด้านบทบาทหน้าที่ ที่จากเดิมที่สวมหมวกบทบาทของการเป็นเพียงลูก หรือหลาน หากแต่ต้องหยิบหมวกในบทบาทของผู้ดูแลมาสวมอีกใบ ด้านร่างกาย การแบ่งเวลาพักผ่อนหรือเวลางานของตนเอง มาดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย อาจทำให้ร่างกายของผู้ดูแลมีการเปลี่ยนแปลง เช่น การตื่นกลางดึก การเมื่อยล้าหรือบาดเจ็บจากออกแรงในการช่วยพยุงเคลื่อนย้ายตัวผู้สูงอายุ ด้านอัตมโนทัศน์ การปรับเปลี่ยนนิสัยส่วนตัวให้เข้ากับผู้สูงอายุ เพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้ง แถมยังส่งเสริมสัมพันธภาพของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งส่งผลดีต่อการดูแลผู้สูงอายุ และสุดท้ายคือ ด้านการพึ่งพาระหว่างกัน แน่นอนว่าเรารับบทบาทหน้าที่เป็นผู้ดูแล องค์ความรู้บางอย่างก็เกินความสามารถ ทำให้ต้องค้นหาเพิ่มเติม และมักต้องขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ อย่างเช่น แพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา หรือนักกายภาพบำบัด

ด้านบทบาทหน้าที่ แน่นอนว่าทุกคนในบ้านต้องรับบทบาทหน้าที่เพิ่มขึ้นมา สำหรับกรณีย่าของเรา ช่วงระหว่างวันที่เราไปทำงานนอกบ้าน เป็นหน้าที่ของพ่อกับแม่ หลังเลิกงานจึงค่อยเป็นเรากับน้องสาวที่รับช่วงต่อในเวลานี้ บางทีเราหรือน้องสาวต้องทำงานล่วงเวลา การสื่อสารระหว่างคนในครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อใครคนหนึ่งไม่สะดวก พวกเราในครอบครัวจะมีการแตะมือกัน เพื่อผลัดเปลี่ยนกันดูแลย่า การที่ต้องเปลี่ยนหน้าที่ เปลี่ยนคน ทำให้ย่ารู้สึกเกรงใจ และเริ่มรู้สึกว่าตนเองกลายเป็นภาระของคนในบ้านที่ต้องมาสละเวลาดูแลเขา ดังนั้นผู้ดูแลต้องหมั่นสังเกตท่าทางทางกาย และอารมณ์ของผู้สูงอายุ เพราะนี่อาจเป็นเหตุเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ(2,3) จากการศึกษาอาการแรกเริ่มของภาวะซึมเศร้าที่ผ่านมาพบว่า ผู้สูงอายุเพศหญิงมักจะแสดงท่าทาง สีหน้าไม่พึงพอใจ หรือผิดหวังอย่างชัดเจนเมื่อเกิดผลกระทบทางจิตใจ และความรู้สึก ในขณะที่ผู้สูงอายุเพศชายจะแสดงออกว่าไม่พอใจอย่างชัดเจนเมื่อเกิดผลกระทบทางความคิด ทางกายภาพ และการก้าวล้ำในตัวตนของเขา(4) หากพบว่าผู้สูงอายุมีอาการดังกล่าว สมาชิกในบ้านควรทำความเข้าใจกับผู้สูงอายุอย่างใจเย็น

ปัญหาในการดูแลที่พบบ่อย คือ ย่าอยากทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่งานบางอย่างก็อันตรายเกินกว่าจะปล่อยให้ทำเพียงคนเดียว ครอบครัวเราต้องพูดชักแม่น้ำทั้ง 5 มาหว่านล้อม เราอยากแบ่งปันสิ่งที่เป็นพื้นฐานจากความเชื่อทางพุทธศาสนา ที่ใช้อ้างอยู่เป็นประจำเพื่อให้ย่าเข้าใจ และยอมให้เราช่วยดูแล

“ช่วยดูแลย่าได้บุญ อย่าขัดบุญลูกหลานเลย” เป็นประโยคที่ครอบครัวเราใช้ตะล่อมให้ย่ายอมรับความช่วยเหลือจากลูกหลาน เพราะตามความเชื่อตามพุทธพจน์ที่ระบุไว้ในมาตุโปสกสูตร(5) ว่าด้วย “บุคคลใดเลี้ยงมารดาและบิดาโดยธรรม เพราะการบำรุงมารดาและบิดานั่นแล บัณฑิตย่อมสรรเสริญบุคคลนั้นในโลกนี้ทีเดียว บุคคลนั้นละไปจากโลกนี้แล้วย่อมบรรเทิงในสวรรค์” ด้วยเหตุนี้ย่าจึงโอนอ่อนผ่อนตามอย่างง่ายดาย และย่าก็อวยพรตบท้ายด้วยรอยยิ้มว่า “ขอให้อยู่ดีกินดี รวย ๆ” ลูกหลานเองก็สาธุ โล่งใจไปหนึ่งเปราะ

ด้านร่างกาย แน่นอนว่าผู้สูงอายุ ยิ่งอายุมากขึ้น กิจกรรมบางอย่างเริ่มทำได้น้อยลง เช่น การเดิน จากที่เดินได้ด้วยตัวเอง ก็เริ่มใช้เครื่องพยุงช่วยเดิน หรือรถเข็น ความไม่มั่นคงและเสี่ยงต่อการล้มนี่เอง ที่จำเป็นต้องมีคนคอยระวัง หรือช่วยประคอง เพราะฉะนั้นหน้าที่ของผู้ดูแล คือ การช่วยพยุงเวลาเคลื่อนย้ายตัวของผู้สูงอายุ จากเตียงไปรถเข็น หรือจากเตียงไปห้องน้ำ การตื่นมากลางดึกเพื่อเปลี่ยนแผ่นซับป้องกันปัสสาวะที่จะล้นจนซึมเปื้อน หากบ้านไหนที่ผู้สูงอายุตื่นกลางดึกบ่อย เวลานอนของผู้ดูแลก็ลดน้อยลงตาม ทำให้พักผ่อนไม่เต็มที่ ผู้ดูแลอาจจะต้องสอนให้ผู้สูงอายุเรียนรู้เวลาของตนเองเหมือนกับที่ฝึกเด็ก ๆ เลยก็ว่าได้ ว่าเวลาไหนตื่นนอน เวลาไหนเข้าห้องน้ำ ปริมาณการดื่มน้ำก่อนเข้านอน หากสามารถปรับเปลี่ยนไปตามแนวทางที่กำหนด ก็จะทำให้ผู้ดูแลพอจะมีเวลาได้พักผ่อนที่มากขึ้น

ด้านอัตมโนทัศน์ จากที่กล่าวไปก่อนหน้าว่า ว่าเขาผ่านช่วงเวลาแห่งชีวิตมายาวนาน ขนาดเราเองยังมีสไตล์เป็นของตัวเอง บรรดาผู้สูงอายุก็มีสไตล์เป็นของตัวเองเช่นกัน ดังนั้นตามที่ซุนวูได้กล่าวไว้ “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” จะนำมาปรับใช้กับการดูแลก็ไม่เสียหาย การที่ผู้ดูแลรู้จักพื้นเพนิสัยของผู้สูงอายุ วัฒนธรรมทางสังคมที่พวกเขาเติบโตขึ้นมา(6) การเข้าใจถึงความแตกต่างนั้นทำให้ผู้ดูแลจะได้เปรียบอยู่บ้าง ย่าของเราเป็นคนรุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือเรียกว่า รุ่น Greatest generation(7) ยุคนี้ได้ดิ้นรนผ่านความยากลำบาก ต้องใช้ความอดทน และการรู้จักการอดออมเพื่อการมีชีวิตรอด โดยเฉพาะคนจีนอพยพในยุคสมัยนั้น คงไม่ต้องบอกว่าต้องใช้ความอดทนมากเพียงไรในการตั้งตัวสร้างฐานะ ดังนั้นประสบการณ์ในอดีตล้วนเป็นสิ่งที่เขาภาคภูมิใจ ไม่แปลกหากผู้สูงอายุรุ่นนี้จะยังคงยึดมั่น ถือมั่นในความสามารถของตน และยังเป็นเรื่องยากที่จะยอมพึ่งพาผู้อื่น ผู้ดูแลจึงควรดูแลอย่างเคารพ ให้เกียรติในตัวตนของผู้สูงอายุ อย่าเพิ่งตีความว่าเขาจะเป็นผู้สูงอายุที่ดื้อรั้น หรือเลอะเลือน แม้ว่าท่านอาจจะทำผิดกรอบที่เราตั้งไว้ อย่างเช่น การตื่นกลางดึกเพื่อที่จะเข้าห้องน้ำ ทั้ง ๆ ที่ใส่แผ่นซับอยู่แล้ว ก็ขอให้ผู้ดูแลค่อย ๆ บอกด้วยเหตุผลง่าย ๆ ยกตัวอย่างเช่น “ย่าใส่แพมเพิสแล้วนะคะ สามารถนอนได้เลยค่ะ” แน่นอนว่าผู้ดูแลควรหลีกเลี่ยงคำพูดที่เป็นคำสั่งเชิงลบ เช่น “ย่าใส่แพมเพิสแล้ว เข้าห้องน้ำไม่ได้นะคะ” เพราะมันจะไปลดทอนคุณค่าของผู้สูงอายุและทำให้พวกเขามีอคติกับการใส่แพมเพิสได้ หรืออีกเหตุการณ์เมื่อผู้สูงอายุต้องการลุกจากเตียงเองคนเดียว คำพูดที่เราควรใช้สื่อสารคือ “ย่าอยากได้อะไร ต้องการอะไรคะ” ใช้แทนคำพูดที่ว่า “จะลุกขึ้นมาทำไม” หรือ “ห้ามลุกนะ” หากต้องการให้เขารอก่อน ก็ควรบอกเขาไปว่า “รอสักนิดนะ ขอเวลาเตรียมสถานที่…(ที่เขาจะไปนั่นแหละ)…ก่อนค่ะ” ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนสอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์กับสุขภาวะที่ดีของผู้สูงอายุ นั่นคือ การได้ทำตามเป้าหมายในชีวิต การมีอิสระได้พึ่งพาตนเอง และการมีสัมพันธ์ทางสังคมที่มั่นคง(8) กล่าวง่าย ๆ สั้น ๆ คือ ผู้ดูแลและผู้สูงอายุควรปรับตัวซึ่งกันและกัน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย(3,5) แต่ถ้ารู้สึกว่าผู้สูงอายุปรับเปลี่ยนยากเหลือเกิน ก็ไม่ต้องไปฝืนนะคะ กลับกันลองหันมามองว่า แล้วผู้ดูแลอย่างเราล่ะ พอจะปรับอะไรที่มันทำให้การดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นได้รึเปล่า ถ้ามีก็ลงมือ แต่ถ้าไม่มีจริง ๆ ก็คงต้องเดินทางสายกลาง เอาที่ใจเราและใจของผู้สูงอายุสบาย ๆ ที่สุดค่ะ

ด้านการพึ่งพาระหว่างกัน การเปลี่ยนแปลงตามวัยที่เกิดขึ้นกับสุขภาพย่อมสร้างความเครียดสะสมให้กับเรา ในฐานะผู้ดูแลก็ช่วยแบ่งเบามาและช่วยผ่อนคลายความเครียดนั้นมาบ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในเวลาเดียวกันความเครียดมันส่งผ่านจากผู้สูงอายุมาสู่เราโดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของร่างกายที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น วิธีการเคลื่อนย้ายตัวผู้สูงอายุที่ปลอดภัย โภชนาการที่เหมาะสม สภาวะอารมณ์ที่แปรปรวน และขาดไม่ได้เลย คือ การบริหารจัดการความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ดูแลต้องเรียนรู้ ปัจจุบันมีสื่อ วิดีทัศน์ และหนังสือที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย หรือการขอคำปรึกษาจากบุคลากรที่เกี่ยวข้องโดยผ่านสื่อออนไลน์ หรือทางเบอร์โทรศัพท์สายตรง เช่น 1323 สายด่วนกรมสุขภาพจิต, Tele-consultation ของศูนย์กายภาพบำบัด มหิดล, อบรมการเงินออนไลน์จากธนาคารต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งเพื่อนฝูงที่ผ่านประสบการณ์แบบเดียวกันกับเรา พวกเขาเหล่านี้สามารถเป็นที่พึ่งพาได้ดี และตัวเราเองก็สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้เช่นกัน

การดูแลผู้สูงอายุในยุคที่ประชากรวัยเด็กที่กำลังจะเป็นแรงงงานสำคัญของประเทศในอนาคตมีจำนวนน้อยกว่า เป็นอะไรที่ค่อนข้างท้าทายสังคมไทยเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น ผู้ดูแลที่มีการปรับตัวได้ดังที่กล่าวมาทั้ง 4 ด้าน ย่อมรับมือกับปัญหาจากการดูแลได้ดีกว่า ทั้งผู้ดูแลและผู้สูงอายุต้องปรับเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีแนวทางที่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงตรงนี้เราเองยังเชื่อมั่นว่า ผู้สูงอายุที่ยังรับรู้ได้ดี พวกเขายังเรียนรู้ได้ และแน่นอนว่ามันคงไม่รวดเร็วทันใจเท่าวัยรุ่น หรือวัยทำงานอย่างเรา ผู้ดูแลจึงควรให้เวลา ดูแลท่านอย่างเคารพในศักดิ์ศรี และให้เกียรติตามวัยวุฒิ

เราเองก็อารัมภบทยาวมาพอสมควร คงถึงเวลาที่ต้องขอพักเนื้อหา ไว้เพียงเท่านี้ก่อน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้ จะช่วยให้วัยทำงานอย่างเรา ๆ ช่วยดูแลผู้สูงอายุในวัยชราได้ดีขึ้น แนวทางที่เราได้แบ่งปันนี้อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ซะทีเดียวสำหรับครอบครัวเล็ก ๆ หรือครอบครัวที่บ้านมีลูกคนเดียวที่ต้องดูแลผู้สูงอายุ แต่การปรับตัวในการดูแลผู้สูงอายุทั้ง 4 ด้าน ที่เราพยายามนำเสนอนั้นก็ไม่ได้มีกรอบตายตัว ดังนั้นผู้อ่านสามารถนำไปเป็นแนวทางในการปรับใช้ให้เข้ากับ บริบทของผู้อ่านตามความเหมาะสม และตัวของผู้เขียนเองก็ยังต้องเรียนรู้อีกมากในการดูแลผู้สูงอายุในวัย 90+ ที่เกือบจะติดเตียง

เรียบเรียงโดย

กภ.เบญจวรรณ แซ่ล้า

 

เอกสารอ้างอิง

  1. ศรัณยา แสงมณี, มณี อาภานันทิกุล และยุพาพิน ศิรโพธิ์งาม. กรณีศึกษาการปรับตัวของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ทำงานนอกบ้าน. 2012:18(1);119-133.
  2. พัชรี คมจักรพันธุ์. การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมในชุมชนแนวคิดการดูแลโดยยึดผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลาง. 2019:34(4);5-15.
  3. พระคัมภีร์เทพ ธมฺมิโก. รูปแบบการให้คำปรึกษาครอบครัว และผู้สูงอายุ. วารสารพุทธจิตวิทยา. 2561:3(1);38-51
  4. Brett Ro, Doret K. Kirsten and Marie P. Wissing. Gender differences in aspects of psychological well-being. S AFR J Psychol. 2003:33(4);212-218.
  5. สมบูรณ์ วัฒนะ. พุทธปรัชญากับการดูแลผู้สูงอายุ. วารสารมจร การพัฒนาสังคม. 2561;3(2):13-31.
  6. Doyle PJ, Rubinstein RL. Person-centered dementia care and the cultural matrix of othering. 2014;54(6):952-63.
  7. Knight Y. Talk’ ‘bout my generation a brief introduction to generational theory. Planet. 2008;21(1):13-15.
  8. ปณิชา พรประสิทธิ์, จุฑาทิพย์ วิวัฒนาพันธุวงศ์ และอรัญญา ตุ้ยคำภีร์. ดนตรีและสุขภาวะทางใจของผู้สูงอายุ. วารสารวิจัย มข. สาขามนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์(ฉบับบัณฑิตศึกษา). 2564;9(1):91-103.
Post Views: 2,136
Share
0

Related posts

มกราคม 23, 2026

กายภาพบำบัดในเด็กกลุ่มอาการเรตต์ (Rett syndrome)


Read more
มกราคม 16, 2026

เจ็บข้อมือด้านนิ้วก้อย ไม่หายสักที หรืออาจไม่ใช่แค่ “ปวดข้อมือธรรมดา” มาทำความรู้จัก TFCC Injury


Read more
ธันวาคม 19, 2025

Knee OA in the young : อายุน้อยก็เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้


Read more
ธันวาคม 17, 2025

ข้อเข่ามีเสียงรักษาได้อย่างไร?


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.