mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

กล้ามเนื้อสะโพกนั้นสำคัญอย่างไร ?

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางด้านการยศาสตร์
  • กล้ามเนื้อสะโพกนั้นสำคัญอย่างไร ?

กล้ามเนื้อสะโพกนั้นสำคัญอย่างไร ?

เมษายน 29, 2020
Categories
  • กายภาพบำบัดทางด้านการยศาสตร์
  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • การออกกำลังกาย
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • กล้ามเนื้อสะโพก
  • กล้ามเนื้อสะโพกคือ

การสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกาย เป็นส่วนที่สำคัญในกระบวนการฟื้นฟูทางกายภาพบำบัด และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องวางแผนเพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อและความยากในการออกกำลังกายอย่างเป็นลำดับขั้น ทั้งด้านปริมาณ และความหนัก เพื่อให้เกิดประสทธิภาพสูงสุดในการรักษา นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการสำหรับการให้คำแนะนำและออกแบบการออกกำลังกายที่นักกายภาพบำบัดจะคำนึงถึงเสมอ เช่น ระนาบของการเคลื่อนไหว, ความเร็วของการเคลื่อนไหว, น้ำหนักและแรงโน้มถ่วง, ฐานรองรับน้ำหนัก ตลอดจนลักษณะการหดตัวของกล้ามเนื้อ ให้เหมาะสมกับตัวกล้ามเนื้อรวมถึงการคำนึงถึงกายวิภาคของกล้ามเนื้อแต่ละส่วนร่วมด้วย ซึ่งจากปัจจัยเหล่านี้จะมีความแตกต่างและจำเป็นต้องแยกแยะเพื่อพิจารณาให้เหมาะสมตามสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล1,2

กล้ามเนื้อลาย เป็นกล้ามเนื้อที่ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์สร้างมาเพื่อใช้ในการเคลื่อนไหว เกิดเป็นการใช้ชีวิตทั่วไปในกิจวัตรประจำวันของมนุษย์ หากแบ่งกลุ่มกล้ามเนื้อลายตามตำแหน่งโครงสร้างทางกายวิภาคศาสตร์ จะสามารถจำแนกออกได้เป็นหลายประเภท แต่โดยหลักแล้ว จะแบ่งออกเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อส่วนแกนของร่างกาย (axial muscles) ได้แก่กล้ามเนื้อบริเวณลำตัว อก หน้าท้อง และเชิงกราน และกล้ามเนื้อรยางค์ (appendicular muscle) ซึ่งเป็นส่วนกล้ามเนื้อส่วนที่ยื่นออกมาจากแกนกลาง ได้แก่ กล้ามเนื้อไหล่ แขน มือ สะโพก ขา และเท้า เป็นต้น เราทราบกันดีว่ากล้ามเนื้อแต่ละส่วนต่างมีหน้าที่ในการช่วยเคลื่อนไหวแล้ว ยังมีส่วนที่ช่วยพยุงโครงสร้างภายในให้ทำการสัมพันธ์เป็นปกติอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นกล้ามเนื้อไหล่นอกจากจะช่วยในการเคลื่อนไหวรยางค์แขนได้อย่างอิสระแล้ว กล้ามเนื้อไหล่ที่เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างลำตัวส่วนบนกับแขน ยังมีบทบาทในการช่วยพยุงข้อไหล่ให้กระชับ และพร้อมกับการยกแขนเพื่อหยิบจับสิ่งต่าง ๆ รวมและยังช่วยพยุงรวมไปถึงป้องกันอันตรายของหลอดเลือดและเส้นประสาทที่ผ่านลงมาเลี้ยงโครงสร้างในแขนอีกด้วย

กล้ามเนื้อสะโพกด้านหน้า

กล้ามเนื้อสะโพกด้านข้าง

กล้ามเนื้อสะโพกด้านหลัง

กล้ามเนื้อสะโพก (gluteal muscles) ก็เป็นอีกกลุ่มกล้ามเนื้อที่ควรคำนึงถึงในการออกกำลังกายเพื่อการฟื้นฟูที่ด้วยเช่นกัน เนื่องจากสะโพกของมนุษย์เป็นส่วนที่ต่อเนื่องมาจากลำตัวส่วนล่างและขา ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อสะโพกส่วนหน้าที่มีหน้าที่ในการงอต้นขา กล้ามเนื้อสะโพกส่วนข้างและหลังหรือกล้ามเนื้อก้น ที่มีหน้าที่สำคัญในการพยุงน้ำหนักตัว ซึ่งมีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น การลุกขึ้นยืน การเดิน เป็นต้น กลุ่มกล้ามเนื้อสะโพกส่วนหลังหรือกล้ามเนื้อก้น จึงมีลักษณะทางกายวิภาคที่หนาและมีขนาดใหญ่ เรียงตัวกันแน่นเป็นชั้น โดยทั่วไปกล้ามเนื้อโพกหลังประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อสำคัญ 3 มัดเรียงตามขนาด ได้แก่ กล้ามเนื้อสะโพกหลังมัดเล็ก (gluteus minimus muscle), กล้ามเนื้อสะโพกหลังมัดกลาง (gluteus medius muscle) และกล้ามเนื้อสะโพกหลังมัดใหญ่ (gluteus maximus muscle) ที่ตามลำดับ กล้ามเนื้อสะโพกหลังทั้งสามมัดมีตำแหน่งเรียงกันเป็นชั้นโดยมีกล้ามเนื้อมัดใหญ่วางตัวอยู่ชั้นนอก คลุมกล้ามเนื้อทั้งสองมัดด้านใน กล้ามเนื้อทั้ง 3 มัดนี้จะมีแนวการวางตัวที่แตกต่างกันออกไปตามตำแหน่งการเกาะ โดยมีจุดเกาะที่บริเวณกระดูกเชิงกราน ก้นกบ และเอ็นกระดูกด้านในสะโพก และการกระจายจุดเกาะที่คล้ายกับรูปพัดนี้เอง จะเป็นตัวช่วยในการส่งถ่ายน้ำหนักของร่างกายส่วนบนลงสู่ส่วนล่าง1,2

ประโยชน์และหน้าที่ของกล้ามเนื้อสะโพกส่วนหลังสามารถสรุปได้ดังนี้ 1,2,3,5

  • เป็นกล้ามเนื้อหลักที่ใช้ในการนั่ง ยืน และเดิน
  • รักษาสมดุลของแนวแกนกลางกระดูกสันหลัง
  • เป็นส่วนที่เชื่อมการทำงานของร่างกายส่วนบนกับส่วนล่าง และเป็นตัวส่งถ่ายแรงในการเคลื่อนไหว
  • สร้างความสมดุลให้กับรยางค์ส่วนล่าง ทั้งข้อสะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า
  • ป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นบริเวณหลังส่วนล่าง
  • เพิ่มความมั่นคงให้กับกระดูกเชิงกราน ซึ่งถือเป็นจุดควบคุมความสมดุลและการเคลื่อนไหวของร่างกายทั้งหมด
  • ช่วยทำให้การทรงตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นกับการใช้ชีวิตประจำวัน

นอกเหนือจากนี้ กล้ามเนื้อสะโพกยังมีบทบาทในการพยุงและรักษาแนวกลางของลำตัว ช่วยควบคุมการทรงตัว มีความสำคัญในการป้องกันไม่ให้กระดูกสะโพกด้านตรงข้ามหย่อนตัวลง และช่วยรักษาศูนย์กลางของมวลร่างกาย (center of mass) แม้ในขณะยืนขาเดียว หรือจังหวะที่ขาข้างนั้นเหยียบพื้นและขาอีกข้างยกขึ้นก้าวเดิน ทั้งนี้ถ้าหากกล้ามเนื้อสะโพกขาดความแข็งแรง หรือเกิดการบาดเจ็บทั้งจากปัจจัยภายนอกหรือเจ็บจากความเมื่อยล้าระหว่างกิจกรรมหนึ่งๆ จะส่งผลให้กล้ามเนื้อลดประสิทธิภาพการทำงาน เสียความสมดุลของระดับเชิงกราน การควบคุมการเดิน รวมไปถึงทำให้เกิดการทำงานชดเชยจากโครงสร้างร่างกายส่วนอื่น นำไปสู่ปัญหาความผิดปกติในการทรงตัวได้ และยิ่งไปกว่านั้นยังอาจไปกระทบให้กล้ามเนื้อโดยรอบทำงานผิดรูปแบบไปด้วย3,4

ถ้าหากมีการทำงานที่ลดลงของกล้ามเนื้อสะโพกหลัง ซึ่งเป็นสาเหตุของความผิดปกติในโครงสร้างหลังส่วนล่างและรยางค์ขาอีกด้วย เช่น กล้ามเนื้อ gluteus maximus ที่มีหน้าที่ในการเหยียดสะโพก หรือกล้ามเนื้อ gluteus medius ซึ่งช่วยในการกางและตรึงแนวสะโพกเกิดการอ่อนแรง อาจส่งผลทำให้เกิดการอาการปวดหลังส่วนล่าง (low back pain)  อาการปวดเข่าทางด้านหน้า (patellofemoral pain syndrome: PFPS) เส้นเอ็นต้นขาด้านข้างอักเสบ (iliotibial band syndrome)  การบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า (anterior cruciate ligament (ACL) injury)  อาการเข่าบิดหมุนเข้าทางด้านใน (knee valgus)  แรงกดต่อรยางค์ขาส่วนล่าง (ทั้งเข่าและข้อเท้า)  ซี่งอาการต่าง ๆ เหล่านี้ จะย้อนกลับมากระทบต่อความมั่นคงของข้อสะโพก แล้วยังสามารถส่งผลให้บุคลิกภาพไม่ดี มีผลต่อการเดิน ลักษณะท่าทางที่เปลี่ยนแปลงไป หรือมีผลต่อโครงสร้างของร่างกายบริเวณใกล้เคียง ในระยะยาวอาจส่งผลทำให้เกิดภาวะกระดูกสันหลังคดร่วมด้วยได้ และความสามารถในการทรงตัวที่ลดลงได้ในท้ายที่สุด1,4,6

เมื่อเราทราบถึงผลเสียและปัญหาที่เกิดกับกล้ามเนื้อสะโพกหลังแล้วเราจึงควรป้องกันอาการดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นโดยการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพก รวมถึงหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจส่งผลทำให้เกิดผลเสียตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มระดับกิจกรรมทางกาย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเนือยนิ่ง (sedentary behavior) การปรับท่าทางการนั่งให้เหมาะสม ซึ่งหากกล้ามเนื้อสะโพกแข็งแรงเพียงพอ นอกจากจะทำให้บุคลิกภาพดีแล้ว ยังสามารถป้องกันการบาดเจ็บจากการใช้งานหรือจากกิจกรรมประจำวันที่อาจเกิดขึ้น ตามที่ได้กล่าวข้างต้นไปแล้วได้อีกด้วย

ในบทความนี้จึงได้นำท่าออกกำลังกายสำหรับเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อสะโพก มาแนะนำให้ผู้อ่านได้ลองทำตามกัน1

  1. ท่า bridge

เริ่มจากท่านอนหงายชันเข่า เท้าทั้งสองข้างวางแนบพื้น ความกว้างประมาณช่วงสะโพก จากนั้นยกสะโพกขึ้นให้ขนานกับลำตัว แล้วกลับมาวางลงที่พื้น โดยทำ 10 ครั้ง/เซ็ต, 3-5 เซ็ต/วัน

  1. ท่า squat

เริ่มจากท่ายืนตรง จากนั้นหย่อนสะโพกไปด้านหลัง โดยให้ระดับสะโพกขนานกับหัวเข่า แล้วกลับมาอยู่ในท่าเดิม โดยทำ 10 ครั้ง/เซ็ต, 3-5 เซ็ต/วัน

  1. ท่า lunge

เริ่มจากท่ายืนตรง ก้าวขาข้างใดข้างหนึ่งไปด้านหน้า แล้วย่อ และเหยียดกลับมาท่าเริ่ม จากนั้นสลับข้างทำซ้ำแบบเดิม โดยทำข้างละ 10 ครั้ง/เซ็ต, 3-5 เซ็ต/วัน

  1. ท่า clam shell

เริ่มจากท่านอนตะแคง งอเข่าขอสะโพก จากนั้นให้กางสะโพกออกด้านข้าง แล้วหุบสะโพกกลับ สลับข้างทำซ้ำแบบเดิม โดยทำข้างละ 10 ครั้ง/เซ็ต, 3-5 เซ็ต/วัน

เพราะเราใช้งานกล้ามเนื้อสะโพกหลังทุกวัน ดังนั้นอย่าลืมให้ความสำคัญกับกล้ามเนื้อสะโพกของเราด้วยนะคะ

เรียบเรียงโดย กภ.เมธาพร มั่นคง

เอกสารอ้างอิง

  1. Reiman MP, Bolgla LA, Loudon JK. A literature review of studies evaluating gluteus maximus and gluteus medius activation during rehabilitation exercises. Physiother Theor PR. 2012; 28(4):257–268.
  2. Distefano LJ, Blackburn JT, Marshall SW, Padua DA. Gluteal muscle activation during common therapeutic exercises. J Orthop Sports Phys Ther. 2009 Jul; 39(7):532-40.
  3. Whiler L, Fong M, Kim S, Ly A, Qin Y, Yeung E et al. Gluteus medius and minimus muscle structure, strength, and function in healthy adults: brief report. Physiother Can. 2017; 69(3);212–216.
  4. Hwang W, Jang JH, Huh M, Kim YJ, Kim SW, Hong IU et al. The effect of hip abductor fatigue on static balance and gait parameters. J Phys Ther Sci. 2016; 5(1):34-39.
  5. Wilson J, Ferris E, Heckler A, Maitland L, Taylor C. A structured review of the role of gluteus maximus in rehabilitation. NZ J Physiother; 33(3):95-100.
  6. Boren K, Conrey C, Le Coguic J, Paprocki L, Voight M, Robinson TK. Electromyographic analysis of gluteus medius and gluteus maximus during rehabilitation exercises. Int J Sports Phys Ther. 2011 Sep; 6(3):206-23.
Post Views: 4,714
Share
1

Related posts

พฤษภาคม 8, 2026

เมื่อเด็กเล็กอารมณ์ร้อน ดื้อ ต่อต้าน ( 1-4 ปี ) ผู้ปกครองควรรับมืออย่างไร ให้เด็กพัฒนาทักษะการดูแลอารมณ์ได้จริง


Read more
พฤษภาคม 1, 2026

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Myasthenia Gravis (MG)


Read more
เมษายน 27, 2026

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Amyotrophic Lateral Sclerosis (ALS)


Read more
เมษายน 10, 2026

การออกกำลังกายในภาวะเข่าโก่ง


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.