ทำความรู้จักกับภาวะความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร (Temporomandibular disorders)

ภาวะความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร (Temporomandibular disorders) คือกลุ่มอาการที่มีความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร (Temporomandibular joints) หรือกลุ่มกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยว (Masticatory muscles) ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการเคลื่อนไหวข้อต่อขากรรไกร หรืออาการปวดบริเวณข้อต่อขากรรไกรได้

รูปข้อต่อขากรรไกรและกล้ามเนื้อบดเคี้ยว
ข้อต่อขากรรไกร ประกอบด้วยกระดูก 2 ชิ้นต่อกันได้แก่ กระดูกขมับ (Temporal bone) และกระดูกขากรรไกรล่าง (Mandible bone) โดยมีหมอนรองกระดูก (Articular disc) อยู่ระหว่างกระดูกทั้ง 2 ชิ้น มีหน้าที่ลดแรงกด และการเสียดสีของกระดูกขณะเคลื่อนไหว ทำงานร่วมกับกลุ่มกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยว (Masticatory muscles) ได้แก่ Masseter muscle, Temporalis muscle และ Pterygoid muscle กล้ามเนื้อดังกล่าวทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหวของกราม
รูปแบบการเคี้ยวที่ผิดปกติ เช่น การเคี้ยวอาหารที่แข็งหรือเหนียวมากเกินไป หรือการใช้งานข้อต่อขากรรไกรที่มากเกินไปอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดแรงกระทำที่ข้อต่อขากรรไกรส่งผลให้เกิดพยาธิสภาพของข้อต่อขากรรไกร กล้ามเนื้อบดเคี้ยว หรือหมอนรองกระดูกข้อต่อขากรรไกรได้ (1,2,3)
สาเหตุ (1,2,3)
- พฤติกรรมการบดเคี้ยว (Oral parafunction habits) เช่น การบดฟัน (Bruxism) การขบเน้นฟัน (Clenching) การเคี้ยวอาหารที่แข็งหรือเหนียวจนเกินไปเป็นประจำ การเคี้ยวอาหารข้างเดียว หรือการนอนกัดฟัน (Sleep bruxism) พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยว (Masticatory muscles) มีการหดตัวอย่างต่อเนื่องส่งผลให้กล้ามเนื้ออักเสบได้
- พฤติกรรมการทรงท่าของศีรษะและคอที่ผิดปกติ เช่น คอยื่น (Forward head posture) หรือคางยื่น (Chin out) ซึ่งจะมีผลต่อตำแหน่งของกระดูกขากรรไกรล่าง (Mandible bone) ทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยว (Masticatory muscles) หรือข้อต่อขากรรไกร (Temporomandibular joints)
- การสบฟันผิดปกติ (Malocclusion) อาจจะส่งผลให้เกิดแรงเสียดสีหรือแรงกระทำที่มากเกินไปต่อข้อต่อขากรรไกร
- ปัจจัยทางด้านอารมณ์ (Emotional factors) ได้แก่ ภาวะเครียด ภาวะวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า อาจส่งผลให้เกิดการขบฟันที่มากกว่าปกติ มีการกัดฟันโดยไม่รู้ตัว หรือการนอนกัดฟัน
- สาเหตุจากการเกิดอุบัติเหตุกระแทกที่บริเวณขากรรไกร
อาการ (1,2,3)
- อาการปวดบริเวณหน้าใบหูหรือบริเวณข้อต่อขากรรไกร อาจมีอาการปวดขณะพักหรือขณะเคลื่อนไหว กัด บดเคี้ยว หรือขณะอ้าปาก ส่งผลให้เคี้ยวหรืออ้าปากลำบาก
- มีเสียงคลิก (Clicking) หรือเสียงกรอบแกรบ (Crepitation) เมื่อเคลื่อนไหวข้อต่อขากรรไกร เช่น ขณะอ้าปากหรือหุบปาก
- องศาการเคลื่อนไหวจำกัด อ้าปากได้น้อย มีอาการกรามค้างไม่สามารถหุบปากได้
- อาจมีอาการปวดศีรษะ ท้ายทอยหรือต้นคอร่วมด้วย
การตรวจประเมิน (1,2,3)
- พบจุดกดเจ็บบริเวณข้อต่อขากรรไกรหรือกล้ามเนื้อบริเวณข้อต่อขากรรไกร
- การเคลื่อนที่ของข้อต่อขากรรไกรลดลง วัดระยะอ้าปากได้น้อยกว่า 4 มิลลิเมตร
- พบอาการบวม แดง อุ่นร่วมกับอาการปวดบริเวณข้อต่อขากรรไกร
การรักษา (4,5)
- การดูแลตนเองเบื้องต้น
- ลดปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวด เช่น เลี่ยงการเคี้ยวอาหารที่เหนียวหรือแข็งมากเกินไป เลี่ยงการเคี้ยวอาหารข้างเดียว เลี่ยงการรับประทานอาหารคำใหญ่
- ประคบเย็นเมื่อมีอาการปวดระยะอักเสบเฉียบพลัน คือมีอาการปวดร่วมกับอาการบวม แดงและอุ่นบริเวณข้อต่อขากรรไกรหรือบริเวณกรามเพื่อบรรเทาอาการอักเสบและบรรเทาอาการปวด ระดับความเย็นสบาย ไม่ควรประคบความเย็นจัดจนเกินไปเพราะอาจกระตุ้นอาการปวดได้ ระยะเวลา 15 – 20 นาที สามารถประคบได้ทุก 2 ชั่วโมง หากพ้นจากระยะอักเสบเฉียบพลันแล้ว คือมีอาการปวด แต่ไม่พบอาการบวม แดง และอุ่นบริเวณข้อต่อขากรรไกรสามารถประคบร้อนเพื่อคลายคลามตึงรั้งของกล้ามเนื้อ และสามารถลดอาการปวดได้ ระดับความอุ่นสบาย ไม่ร้อนจัดจนเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดได้ ระยะเวลา 20 – 30 นาที
- การนวดคลายกล้ามเนื้อด้วยตนเอง หากมีอาการปวดแต่ไม่พบอาการบวม แดง และอุ่นบริเวณข้อต่อขากรรไกร สามารถนวดคลึงเบา ๆ บริเวณกล้ามเนื้อกรามและกล้ามเนื้อขมับได้
- การจัดการทรงท่าที่ถูกต้อง ควรอยู่ในท่าคอตรงร่วมกับการเก็บคาง ไม่อยู่ในท่าคอและศีรษะยื่นไปทางด้านหน้าเพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวและข้อต่อขากรรไกร
- การจัดการความเครียดและภาวะวิตกกังวล เนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการกัดฟันโดยไม่รู้ตัว หรือการขบฟันที่เน้นมากกว่าปกติ
- การพบแพทย์เพื่อการบรรเทาอาการปวดและการอักเสบด้วยยา
- การรักษาทางทันตกรรม เช่น การใส่เฝือกสบฟัน (Occlusal splint) เพื่อลดแรงกระแทกต่อข้อต่อขากรรไกร
- การรักษาทางกายภาพบำบัด เป้าหมายการรักษาทางกายภาพบำบัด คือการบรรเทาอาการปวด เพิ่มองศาและเพิ่มคุณภาพการเคลื่อนไหวของข้อต่อขากรรไกร และส่งเสริมให้ข้อต่อขากรรไกรและกล้ามเนื้อบดเคี้ยวทำงานได้ปกติ
- การบรรเทาอาการปวด บรรเทาการอักเสบบริเวณข้อต่อขากรรไกร คลายความตึงตัวของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวและกระตุ้นการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อรอบ ๆ ข้อต่อขากรรไกร ด้วยเครื่องอัลตราซาวน์ เครื่องเลเซอร์ หรือ เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า
- การเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของข้อต่อขากรรไกร คลายความตึงตัวข้องกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยว และเนื้อเยื่อรอบข้อต่อขากรรไกร ด้วยการขยับข้อต่อขากรรไกร (Temporomandibular joint mobilization) การคลายเนื้อเยื่อบริเวณข้อต่อขากรรไกร (Soft tissue mobilization) การกดหรือนวด (Friction technique/ Massage) กล้ามเนื้อบริเวณข้อต่อขากรรไกร ได้แก่ กล้ามเนื้อขมับและกล้ามเนื้อกราม
- การออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการทำงานของข้อต่อขากรรไกรและกล้ามเนื้อบดเคี้ยวให้ทำงานได้ดีขึ้น
การดูแลและรักษาภาวะความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร อาจได้รับการรักษามากกว่า 1 วิธีเพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด หากปฏิบัติตามข้อแนะนำข้างต้นแล้วอาการไม่บรรเทาลงควรไปพบแพทย์ ทันตแพทย์ หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติมและรับการรักษาที่เหมาะสม
เรียบเรียงโดย กภ.อาภาณัฐ ผลกมล
References
- Li DT, Leung YY. Temporomandibular disorders: current concepts and controversies in diagnosis and management. Diagnostics. 2021 Mar 6;11(3):459.
- Qvintus V, Sipilä K, Le Bell Y, Suominen AL. Prevalence of clinical signs and pain symptoms of temporomandibular disorders and associated factors in adult Finns. Acta Odontol Scand. 2020 Oct 2;78(7):515-21.
- Schiffman E, Ohrbach R, Truelove E, Look J, Anderson G, Goulet JP, List T, Svensson P, Gonzalez Y, Lobbezoo F, Michelotti A. Diagnostic criteria for temporomandibular disorders (DC/TMD) for clinical and research applications: recommendations of the International RDC/TMD Consortium Network and Orofacial Pain Special Interest Group. OFPH. 2014;28(1):6.
- Shaffer SM, Brismée JM, Sizer PS, Courtney CA. Temporomandibular disorders. Part 2: conservative management. JMMT. 2014 Feb 1;22(1):13-23.
- Kalladka M, Young A, Khan J. Myofascial pain in temporomandibular disorders: Updates on etiopathogenesis and management. Bodyw Mov Ther. 2021 Oct 1;28:104-13.




