ภาวะหัวนมเจ็บ (Sore nipple) และหัวนมแตก (Cracked nipple) ในแม่ให้นมบุตร


ในปัจจุบันคุณแม่จำนวนมากให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และมีความตั้งใจอย่างยิ่งว่าจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้นานที่สุด เนื่องจาก “นมแม่ ” 1 , 2 เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย ในนมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่มีคุณค่าและสำคัญสำหรับลูก ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภูมิแพ้ ภาวะอ้วน เบาหวานชนิดที่ 1 ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อต่าง ๆ ทั้งยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ นอกจากนี้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังมีประโยชน์ต่อคุณแม่ด้วยเช่นกัน คือ ช่วยลดน้ำหนักคุณแม่หลังคลอดให้เข้าสู่ภาวะปกติ ลดโรคกระดูกพรุน ภาวะข้ออักเสบ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและโรคมะเร็งรังไข่ อีกทั้งยังส่งเสริมให้คุณแม่และลูกน้อยมีสุขภาพจิตที่ดี และที่สำคัญเป็นการสร้างความรัก ความผูกพันระหว่างคุณแม่กับลูกน้อย นอกเหนือจากนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวในการซื้อนมผงและค่ารักษาพยาบาลเพราะลูกน้อยป่วยน้อยลง

ภาพที่ 1 กายวิภาคศาสตร์ของเต้านม
- เต้านม (Breast) ประกอบด้วยต่อมน้ำนม (Mammary glands) และท่อน้ำนม (Duct) รวมตัวกันเป็น Lobe คล้ายพวงองุ่น 1 ช่อใหญ่ แต่ละ Lobe จะแบ่งย่อยเป็น lobule มีประมาณ 20 - 30 Lobules ภายใน Lobule จะประกอบด้วย Lactiferous duct ที่แตกแขนงออกเป็น Duct เล็ก ๆ ส่วนปลายจะพองออกเป็นกระเปาะ เรียกว่า Alveoli ทั้งนี้ Alveolus แต่ละอันจะประกอบด้วยเซลล์ 2 ชั้น คือ ชั้นใน Alveolar cells ทำหน้าที่สร้างน้ำนม เมื่อได้รับการกระตุ้นจากฮอน์โมนโปรแลคติน (Prolactin) และ ชั้นนอก Myoepithelial cells เป็นเซลล์กล้ามเนื้อเรียบเรียงตัวประสานกันรอบ Alveolus ทำหน้าที่หดตัวบีบไล่น้ำนมไปตามท่อ เมื่อได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมนออกซิโตซิน (Oxytocin)
- หัวนม (Nipple) มีรูปร่างคล้ายกรวย โดยปกติมีความยาวประมาณ 5-1 เซนติเมตร ภายในหัวนมจะมีท่อน้ำนม (Lactiferous duct) ประมาณ 5-18 ท่อ
- ลานหัวนม (Areola) คือ บริเวณผิวหนังสีคล้ำเป็นวงกลมล้อมรอบหัวนม มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ผิวหนังบริเวณลานหัวนมมีตุ่มนูน เรียกว่า Montgomery’s glands มีรูเปิดที่ผิว มีสารต้านการติดเชื้อ ทำหน้าที่สร้างสารที่เป็นไขมัน (Lipoid fluid) ออกมาเคลือบผิวหนังบริเวณหัวนมและลานหัวนม ไม่ให้แห้งและแตกง่าย
- Cooper’s ligament เป็นพังผืดที่ยึดเนื้อเต้านมจากพังผืดที่ฐานเต้านมไปที่ผิวหนังพยุงเต้านมให้คงรูป
- Adipose tissue คือ ไขมันที่แทรกอยู่ภายในช่องว่างของเต้านม ทั้งนี้รูปร่างและขนาดของเต้านมขึ้นกับปริมาณไขมันนี้ ซึ่งไม่มีผลต่อการส้รางน้ำนม
The Let-Down reflex หรือ Milk ejection reflex คือขบวนการหลั่งน้ำนม เมื่อลูกดูดนม ปลายประสาทที่หัวนมและลานหัวนมจะถูกกระตุ้น และส่งกระแสประสาทไปยัง Hypothalamus กระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนหลัง (Pituitary gland; Posterior lobe) ให้มีการสร้างฮอร์โมน Oxytocin เพื่อไปกระตุ้น Myoepithelial cells ให้หดตัวบีบไล่น้ำนมออกจาก Alveolus ให้ไหลผ่านท่อน้ำนมออกมาหลั่งที่หัวนมเข้าสู่ปากลูก การหลั่ง Oxytocin ขึ้นอยู่กับการกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 และหากมีความเจ็บปวดหรือกังวลใจจะยับยั้งการหลั่ง Oxytocin ทำให้น้ำนมไม่ไหลได้ แม้จะให้ลูกดูดนมอย่างถูกต้องก็ตาม
หัวนมเจ็บ (Sore nipple) และหัวนมแตก (Cracked nipple) จะทำให้คุณแม่เกิดความเจ็บปวด ซึ่งอาจจะไปยับยั้งการหลั่งของฮอร์โมน Oxytocin ทำให้น้ำนมแม่ไม่ไหล หรือไหลน้อยลงได้ และหากน้ำนมไม่ไหล หรือไหลได้น้อยลง ก็จะส่งผลให้เกิดน้ำนมคั่งค้างในเต้านม อาจทำให้เกิดเต้านมคัด ท่อน้ำนมอุดตัน และทำให้เกิดเต้านมอักเสบ หรือเป็นฝีได้ในที่สุด หากปล่อยทิ้งไว้
สาเหตุการเกิด 4
- เลือกใช้วิธีหรือเครื่องปั๊มนมไม่เหมาะสม คือ อาจใช้แรงในการดูดที่สูงมากเกินไป ระยะเวลาในการปั๊มนมนานเกินไป หรือการเลือกใช้กรวยที่ปั๊มนมผิดขนาดกับหัวนมคุณแม่ ก็จะทำให้เกิดการบาดเจ็บที่หัวนมได้
- ทารกอมหัวนมไม่ถูกต้อง คือ คุณแม่ให้ทารกเข้าเต้า ให้ปากดูดแค่ที่หัวนม ทำให้แรงดูดของลูกมีมากที่หัวนม และการการบีบรีดนมไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้การหลั่งของนมลดลงด้วย
วิธีการดูแลรักษาตัวเองเมื่อมีภาวะหัวนมเจ็บ (Sore nipple) และหัวนมแตก (Cracked nipple) 4
- ทำความสะอาดหัวนมโดยใช้สำลีชุบน้ำต้มสุกอุณหภูมิห้อง เช็ดเบา ๆ ไม่ควรทำความสะอาดหัวนมด้วยสบู่หรือน้ำยาใด ๆ
- ใช้ Lanolin ทา เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของหัวนมและลานนม
- ให้ทารกอมหัวนมให้ถูกต้อง โดยอมให้ลึกถึงลานหัวนม
- หากมีอาการเจ็บมากระหว่างให้ลูกดูดนม แนะนำให้ใช้แผ่นป้องกันหัวนม ( Nipple shield ) (ภาพที่ 2 ) ใส่เพื่อป้องกันไม่ให้ปากลูกสัมผัสกับหัวนม และช่วยลดแรงดึงรอบ ๆหัวนม

ภาพที่ 2 แผ่นป้องกันหัวนม ( Nipple shield )
การรักษาทางกายภาพบำบัด
- รักษาด้วยการใช้ Laser therapy ช่วยลดอาการปวดจากหัวนมเจ็บ (Sore nipple) และหัวนมแตก (Cracked nipple) ที่เป็นสาเหตุทำให้ยุติการให้นมบุตร 5 อีกทั้งยังช่วยเร่งขบวนการซ่อมแซมและสมานแผลที่เกิดขึ้นที่หัวนมด้วย
- รักษาด้วยการใช้ TENS (Transcutaneous Electrical Nerve Stimulation) เป็นการกระตุ้นไฟฟ้าที่วางขั้วกระตุ้นที่ด้านข้างของลานหัวนม เพื่อช่วยอาการปวดที่หัวนม

ภาพที่ 3 การรักษาด้วยการใช้ Laser therapy

ภาพที่ 4 การรักษาด้วยการใช้ TENS
อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่มีปัญหาหัวนมเจ็บ (Sore nipple) หรือหัวนมแตก (Cracked nipple) ระหว่างให้นมบุตร คุณแม่สามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นตามคำแนะนำ แต่หากอาการยังไม่ทุเลาลงและเป็นปัญหาในการให้นมบุตร หรือมีปัญหา ความกังวลใจด้านใด ๆในการให้นมบุตร คุณแม่สามารถปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการให้นมบุตร เช่น แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด หรือคลินิกนมแม่ คลินิกสุขภาพหญิง เพื่อรับคำปรึกษาและดูแลแก้ไขอย่างถูกวิธี เพื่อคุณแม่จะได้ให้นมลูกน้อยต่อไปโดยมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นทั้งคุณแม่และลูกน้อย
เรียบเรียงโดย กภ.อัญชณา กันธิยะ
เอกสารอ้างอิง
-
Allen J, Hector D. Benefits of breastfeeding. New South Wales public health bulletin. 2005;16(4):42-6.
-
Lawrence RA. Maternal nutrition and supplements for mother and infant. In: Lawrence RA, Lawrence RM, editors. Breastfeeding. 9th ed. Philadelphia: Elsevier; 2016. p. 214-29.
-
The physiotherapy clinic. Breastfeeding and post-natal breast care, 2006
-
ผศ.ดร.กภ. ภครตี ชัยวัฒน์. การส่งเสริมการให้นมแม่ในหญิงหลังคลอดบุตร โดยหลักฐานเชิงประจักษ์. ดูแลคนไทย 5 กลุ่มวัยกับกายภาพบำบัด:20-52
-
Bodenstein K(MSc), Janse van Vuuren EC(PhD), Joubert G(MSc). Breast care in breast-feeding mothers: the benefit of therapeutic laser applied by physiotherapists. J. Physiother 2014 Vol. 70 No. 3




