เส้นเอ็นข้อไหล่ฉีกขาดคืออะไร? รักษาได้ไหม?


อาการบาดเจ็บที่ข้อไหล่นั้น เป็นอาการที่พบได้บ่อยโดยสาเหตุของอาการสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยและควรให้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษนั่นก็คือ ภาวะเส้นเอ็นข้อไหล่ฉีกขาด หรือ rotator cuff tears โดยคือการที่มีเส้นเอ็นของกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ฉีกขาด อาจจะฉีกขาดบางส่วน (partial tear) หรือฉีกขาดทั้งหมด (full-thickness tear) โดยผู้ที่มีภาวะดังกล่าวจะมีอาการเจ็บปวดมากเมื่อขยับหรือมีการใช้งานกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ หรือบางรายถ้าหากมีอาการฉีกขาดมากหรือฉีกขาดทั้งหมด อาจจะไม่สามารถขยับใช้งานข้อไหล่ได้ในบางทิศทาง และหากฉีกขาดแบบ full-thickness tear อาจจะไม่มีความรู้สึกถึงความเจ็บปวดจากกล้ามเนื้อมัดนั้น ๆ เลยก็ได้ โดยภาวะการณ์บาดเจ็บของข้อไหล่นี้ ถือว่าเป็นอุบัติการณ์ที่พบได้มากถึง 16 % จากการเจ็บปวดทางกระดูกและกล้ามเนื้อทั้งหมด นอกจากนี้ในผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปีจะมีอัตราการฉีกขาดของเส้นเอ็นข้อไหล่สูงถึง 60 % อีกด้วย (1)
ข้อไหล่ ประกอบไปด้วยกระดูกหลัก ๆ 3 ชิ้น คือ
- กระดูกต้นแขน humerus
- กระดูกไหปลาร้า clavicle
- กระดูกสะบัก scapula
และประกอบไปด้วยกลุ่มกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่หลัก ๆ ที่มักจะพบการฉีกขาดของเอ็นกล้ามเนื้อเหล่านี้ เรียกว่า rotator cuff ประกอบด้วย
- Supraspinatus
- Infraspinatus
- Teres minor
- Subscapularis

อาการของเส้นเอ็นข้อไหล่อักเสบมีดังนี้ (2)
- มีอาการปวดซ้ำ ๆ โดยเฉพาะเมื่อขยับหรือใช้งานหัวไหล่
- มักปวดมากขึ้นเมื่อนอนทับหัวไหล่ข้างที่มีอาการปวด
- มีเสียงดังในข้อเมื่อขยับข้อไหล่
- มีการจำกัดการเคลื่อนไหวของแขนและข้อไหล่ในบางทิศทาง
- มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หัวไหล่
สาเหตุของเส้นเอ็นข้อไหล่ฉีกขาดนั้น อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่จะแบ่งได้เป็น 3 สาเหตุหลัก ๆ
- จากการบาดเจ็บ เช่น อุบัติเหตุ หรือกีฬา ที่ทำให้เกิดแรงกระทำต่อหัวไหล่อย่างรุนแรงฉับพลัน เช่น การล้มและยันแขนกับพื้น หรือล้มกระแทกที่หัวไหล่โดยตรง การเหวี่ยงแขนหรือการถูกกระชากแขนและหัวไหล่อย่างรุนแรง โดยผู้ป่วยที่ได้รับการบาดเจ็บประเภทนี้ มักจะมีอาการเจ็บอย่างรุนแรงหรือมีอาการอ่อนแรงทันทีหลังจากเกิดอุบัติเหตุ
- จากการใช้งานซ้ำ ๆ สะสมจนเกิดการฉีกขาด เช่น ในนักกีฬาที่ใช้หัวไหล่มาก ๆ เช่น เบสบอล อเมริกันฟุตบอล เทนนิส แบดมินตัน เป็นต้น หรือในผู้ที่ใช้งานแขนซ้ำ ๆ อย่างไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น ยกของอย่างไม่ถูกวิธี เป็นต้น โดยอาการในกลุ่มนี้มักค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละนิด มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ และเริ่มจำกัดการใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ
- ความเสื่อมของเส้นเอ็นจนเกิดการฉีกขาด โดยสาเหตุนี้มักพบในผู้สูงอายุ โดยช่วงแรกมักมีอาการเพียงเล็กน้อย สามารถหายได้เอง แต่ต่อมาจะเริ่มมีอาการมากขึ้นและบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่สามารถหายได้เอง
การตรวจยืนยันภาวะเส้นเอ็นข้อไหล่ฉีกขาดสามารถตรวจด้วยภาพถ่ายทางการแพทย์ได้แก่ (3)
- Magnetic resonance imaging (MRI)
- Ultrasonography หรือ ultrasound imaging (USI)
ในบางครั้งแพทย์อาจจะพิจารณาให้ตรวจ x-rays ด้วยเพื่อคัดกรองความผิดปกติของกระดูกร่วมด้วย เช่น ลักษณะของ acromion process ของกระดูกสะบัก ภาวะกระดูกหัก หรือ ภาวะข้อไหล่เสื่อม เป็นต้น
โดยหากพบว่ามีการฉีกขาดน้อยกว่า 50 % มักจะใช้วิธีรักษาโดยไม่ใช้วิธีการผ่าตัดก่อน เช่น การใช้ยา และกายภาพบำบัด หากติดตามผลระยะหนึ่งแล้วไม่ดีขึ้นจึงจะพิจารณาการผ่าตัดเชื่อมต่อเส้นเอ็น (4) แต่หากมีการฉีกขาดมากกว่า 50% นั้นมีโอกาสสูงมากที่จะพัฒนาเป็นการขาดแบบทั้งหมด จึงควรได้รับการผ่าตัดโดยเร็ว (1)
- การใช้ยา และการฉีดยา เมื่อพบแพทย์ เบื้องต้นแพทย์มักจะจ่ายยาแก้ปวดและแก้อักเสบมาให้ เพื่อลดอาการเบื้องต้นก่อน หรือบางครั้งอาจจะฉีดยาสเตอรอยด์เพื่อลดอาการอย่างรวดเร็วมากขึ้น
- กายภาพบำบัด
- การพักการใช้งานเพื่อให้เส้นเอ็นพักการใช้งานเพื่อการฟื้นฟู อาจะใช้อุปกรณ์ช่วยพยุง เช่น arm sling และควรประคบเย็นสม่ำเสมอเพื่อลดอาการอักเสบ
- การใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดในการลดอักเสบ และเร่งกระบวนการฟื้นฟู เช่น high power laser therapy, ultrasound therapy
- เมื่ออาการอักเสบเริ่มลดลง อาการโดยรวมกลับมาดีขึ้น ควรเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่อย่างเหมาะสม เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อและช่วยในเสริมสร้างความมั่นคงรอบข้อไหล่ข้อไหล่ อีกทั้งช่วยป้องกันการบาดเจ็บซ้ำอีกด้วย
- การผ่าตัด หากไม่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ด้วยวิธีข้างต้น หรือ มีการฉีกขาดมากกว่า 50 % แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดยึดเอ็นข้อข้อไหล่ที่ฉีกขาดเข้าด้วยกัน
หลังการผ่าตัด
หลังการผ่าตัดควรพักฟื้นและพักการใช้งานอย่างน้อย 6-10 สัปดาห์ก่อนเริ่มใช้งานที่มีน้ำหนัก เช่น ยกของ หรือ หยิบของจากที่สูง เนื่องจากในระยะแรกหลังการผ่าตัดนั้น เส้นเอ็นกล้ามเนื้อเหล่านี้จะใช้เวลาในการฟื้นตัว โดยในการพักฟื้นแต่ละช่วงจะมีคำแนะนำในการดูแลที่แตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมของระยะฟื้นฟู และ ในระยะนี้ควรจะดูแลและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างใกล้ชิด (5) เนื่องจากหากไม่มีการขยับข้อต่อหลังการฟื้นฟูอย่างเหมาะสมอาจทำให้เกิดภาวะข้อไหล่ติด หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงตามมาได้ หรือถ้าหากใช้งานข้อไหล่มากจนเกินไปก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำหรือการฟื้นฟุของเส้นเอ็นข้อไหล่อาจจะไม่เป็นไปตามอย่างที่ควรจะเป็น หรืออาจเกิดการฟื้นฟูอย่างไม่สมบูรณ์ขึ้นได้ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งการไม่สมดุลของกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ในอนาคตได้ ดังนั้น หลังจากการผ่าตัดจึงยังควรต้องเข้ารับการทำกายภาพบำบัดเพื่อสงเสริมกระบวนการฟื้นฟูและรักษาองศาการเครื่องไหวของข้อไหล่ด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อไป
เรียบเรียงโดย กภ. ดุสิตา วงศ์สง่าศรี
เอกสารอ้างอิง
- Musculoskeletal Diseases 2021-2024: Diagnostic Imaging [Internet]. 2021 [cited 2024 Mar 2]; https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK570154/
- Rotator Cuff Injury. [Internet]. 2023 [cited 2024 Mar 2]; Available from: https://www.hopkinsmedicine.org/health/conditions-and-diseases/rotator-cuff-injury#:~:text=What%20causes%20a%20rotator%20cuff,time%20due%20to%20repetitive%20activities.
- Zoga AC, Kamel SI, Hynes JP, Kavanagh EC, O'Connor PJ, Forster BB. The evolving roles of MRI and ultrasound in first-line imaging of rotator cuff injuries. AJR. 2021 Dec 23;217(6):1390-400.
- Lapner P, Henry P, Athwal GS, Moktar J, McNeil D, MacDonald P, Shoulder C. Treatment of rotator cuff tears: a systematic review and meta-analysis. JSES. 2022 Mar 1;31(3):e120-9.
- Rehabilitation Protocol for Rotator Cuff Repair-Small to Medium Sized Tears. [Internet]. 2020 [cited 2024 Mar 6]; Available from: https://www.massgeneral.org/assets/mgh/pdf/orthopaedics/sports-medicine/physical-therapy/rehabilitation-protocol-for-rotator-cuff-repair.pdf




