กายภาพบำบัดในเด็กภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ (Hydrocephalus)

ผู้ปกครองหลายท่านอาจเคยเห็นเด็กที่มีลักษณะของศีรษะโตเกินกว่าปกติเมื่อเทียบกับขนาดตัว และในเด็กบางคนถ้าสังเกตอาจจะเห็นเหมือนมีสายอยู่ใต้ผิวหนังลำคอทางด้านข้างลำคอได้ โดยลักษณะเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากความผิดปกติของการเจริญของโครงสร้างของกะโหลกศีรษะหรือโครงสร้างภายในโพรงสมอง ซึ่งมีภาวะหนึ่งที่ส่งผลต่อลักษณะรูปร่างของศีรษะเด็กได้คือภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ ในบทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักภาวะนี้เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นกันครับ
ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำคืออะไร?
ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ หรือที่เรียกว่า Hydrocephalus เกิดจากความผิดปกติของการระบายน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (Cerebrospinal fluid : CSF) ทำให้เกิดการขยายออกของโพรงในสมอง (Cerebral ventricles) ที่ผิดปกติ ในทารกเราจะเห็นลักษณะที่ชัดเจนคือ เด็กมีศีรษะที่ใหญ่เกินเกณฑ์ปกติที่อ้างอิงตามช่วงอายุ และอาจพบว่ามีแรงดันในสมองเพิ่มมากขึ้น (Intracranial hypertension)1 ซึ่งสามารถส่งผลต่อการทำงานของสมองในส่วนต่าง ๆ รวมถึงส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสมองด้วย อุบัติการณ์ในการพบเด็กทารกแรกเกิดที่มีภาวะโพรงสมองคั่งน้ำมีประมาณ 1:1,000 คน1, 2

สาเหตุ
สาเหตุของการเกิดภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ เกิดได้จากหลายสาเหตุ สาเหตุที่มักพบได้บ่อย คือ เกิดจากการอุดตันของทางเดินน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (Aqueduct stenosis) ซึ่งสาเหตุจะมีความเชื่อมโยงไปถึงระดับพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของโครงสร้างสมอง รวมถึงโครงสร้างของทางเดินน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังด้วย1 เมื่อแพทย์ตรวจร่างกายพบภาวะนี้ แพทย์จะให้การรักษาโดยการผ่าตัดใส่สายระบายน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังจากโพรงสมองและส่งผ่านไปทางหน้าท้อง (Ventriculoperitoneal shunt : VP shunt)3 ซึ่งสายจะอยู่ภายใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ยังเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้อีก เช่น เกิดเนื้องอกชนิด choroidplexuspapilloma ซึ่งส่งผลทำให้น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังหลั่งออกมามากผิดปกติหรือเกิดจากสาเหตุการอุดกั้นของทางเดินน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง หลังจากเกิดการบาดเจ็บภายในโพรงสมอง เช่น เกิดการอุดกั้นหลังจากเลือดออกในโพรงสมองหรือเกิดหลังจากสมองติดเชื้อ ซึ่งส่งผลทำให้น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังระบายได้ไม่ดี หากปล่อยให้เป็นภาวะนี้นานโดยไม่ได้รับการรักษา สามารถส่งผลให้ทำให้เกิดปัญหาสมองอื่น ๆ ตามมาได้
อาการและอาการแสดง
เนื่องจากภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ อาจส่งผลทำให้เกิดการเบียดของเนื้อสมอง ทำให้เนื้อสมองเหี่ยว ซึ่งทำให้สมองในส่วนต่าง ๆ ที่โดนผลกระทบนี้ทำงานได้อย่างไม่เต็มที่หรือสูญเสียการทำงานในส่วนนั้นไป โดยอาจเกิดอาการแสดงในด้านทางการเคลื่อนไหวหากกดเบียดในส่วนของการควบคุมการเคลื่อนไหว เช่น พัฒนาการช้า การเดินทรงตัวไม่มั่นคงหรือเกิดความผิดปกติทางการเคลื่อนไหวอื่น ๆ ได้ ซึ่งการตรวจประเมินและวินิจฉัยทำโดยแพทย์ด้วยวิธีการใช้ผลภาพจากเครื่องสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic resonance imaging : MRI)4 ที่มีความคมชัดสูง ซึ่งสามารถเห็นรายละเอียดของโครงสร้างที่ผิดปกติได้อย่างชัดเจน
การวัดขนาดรอบศีรษะเด็กอย่างง่าย
เนื่องจากเด็กกลุ่มภาวะโพรงสมองคั่งน้ำส่วนใหญ่จะมีขนาดศีรษะค่อนข้างใหญ่เกินเกณฑ์ในแต่ละช่วงอายุ ดังนั้นบทความนี้จะกล่าวถึงวิธีการวัดขนาดรอบศีรษะเด็ก โดยการเลือกใช้สายวัดที่นุ่ม ไม่มีขอบคม โดยนำขอบเลขศูนย์ของสายวัดอยู่ที่จุดกึ่งกลางหน้าผากเหนือคิ้ว จากนั้นลากสายไปทางกระหม่อมด้านหลังผ่านจุดที่นูนที่สุดของกระหม่อมด้านหลัง (Occiput) และลากผ่านด้านข้างศีรษะอีกด้านมาบรรจบที่จุดเริ่มต้น5 อ่านค่าที่ได้และนำไปเทียบผลกับค่ามาตรฐานการเจริญเติบโตของขนาดศีรษะเด็กตามช่วงอายุ หรือถ้าหากไม่มีสายวัดอาจจะใช้เป็นผ้านุ่มตัดตามยาว ริบบิ้นหรือเชือกนุ่มวัดขนาดรอบศีรษะเด็ก จากนั้นนำเส้นดังกล่าวที่วัดได้ไปเทียบกับไม้บรรทัดและอ่านค่าที่ได้ โดยเส้นรอบวงขนาดศีรษะของทารกแรกเกิดที่คลอดครบกำหนด (40 สัปดาห์) จะอยู่ที่ประมาณ 35 เซนติเมตร หลังจากนั้นเส้นรอบวงศีรษะของทารกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2 เซนติเมตรต่อเดือนในช่วงอายุ 1-3 เดือนแรก หลังจากนั้นการเพิ่มขึ้นของเส้นรอบวงศีรษะจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5-1 เซนติเมตรต่อเดือนในช่วงอายุ 3-6 เดือน และเมื่อเด็กอายุ 6-12 เดือน เส้นรอบวงศีรษะของเด็กจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5 เซนติเมตรต่อเดือน เพราะฉะนั้นในเด็กอายุ 1 ปีจะมีเส้นรอบวงศีรษะอยู่ที่ประมาณ 45 เซนติเมตร6

การรักษาทางกายภาพบำบัด
1. กระตุ้นพัฒนาการและฝึกการเคลื่อนไหวในเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าไม่สมวัยหรือมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ โดยนักกายภาพบำบัดจะประเมินความสามารถในการเคลื่อนไหวของเด็กที่สามารถทำได้เทียบกับอายุของเด็กและให้การกระตุ้นพัฒนาการให้เหมาะสมเป็นไปตามวัย
2. บำบัดด้วยเทคนิควอยตาบำบัด (Vojta therapy)
3. ส่งเสริมการเคลื่อนไหวด้วยการทำธาราบำบัด (Hydrotherapy)
4. ใช้เทคนิคทางกายภาพบำบัดเพื่อลดอาการเกร็ง ในรายที่มีอาการเกร็งร่วมด้วย
5. ยืดกล้ามเนื้อที่มีการตึงรั้ง อันเกิดจากความผิดปกติในการควบคุมการเคลื่อนไหว
6. แนะนำเรื่องการจัดท่าทาง (Positioning) ของเด็กให้เอื้อต่อการทำกิจกรรมได้ง่ายขึ้นรวมถึงลดท่าทางที่ส่งผลต่อความผิดปกติของแนวโครงสร้างร่างกาย (Body alignment) ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการมีภาวะนี้ เช่น ลักษณะคอที่แอ่นมากกว่าปกติ
6. ให้คำแนะนำการจัดสภาพแวดล้อมของบ้านให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
ในเด็กกลุ่มภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ มักมีอาการที่แตกต่างกันออกไป ในบางรายอาจจะมีปัญหาที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหว เช่น การรับรู้ เรียนรู้ ความเข้าใจ ความจำและการพูด เป็นต้น ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับบริเวณที่สมองของเด็กถูกกดเบียดหรือได้รับผลกระทบจากภาวะโพรงสมองคั่งน้ำนี้ เพราะฉะนั้นการรักษาฟื้นฟูในเด็กกลุ่มนี้ อาจต้องพิจารณาอาการแสดงอื่น ๆ ของเด็กและเด็กควรที่จะได้รับการรักษาแบบบูรณาการในหลาย ๆ ด้าน เพื่อให้เด็กได้มีการพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างครอบคลุมรอบด้านส่งผลทำให้เด็กและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต
เรียบเรียงโดย กภ.องครักษ์ ธรรมมิกะ
References
1. Kahle KT, Kulkarni AV, Limbrick Jr DD, Warf BC. Hydrocephalus in children. Lancet. 2016;387(10020):788-99.
2. Tully HM, Dobyns WB. Infantile hydrocephalus: a review of epidemiology, classification and causes. Eur J Med Genet. 2014;57(8):359-68.
3. Wright Z, Larrew TW, Eskandari R. Pediatric hydrocephalus: current state of diagnosis and treatment. Pediatr Rev. 2016;37(11):478-90.
4. Raybaud C. MR assessment of pediatric hydrocephalus: a road map. Childs Nerv Syst. 2016;32(1):19-41.
5. Pam VC, Yilgwan CS, Shwe DD, Abok I, Shehu N, Gomerep SS, et al. Head circumference of babies at birth in Nigeria. J Trop Pediatr. 2019;65(6):626-33.
6. Bronfin DR. Misshapen heads in babies: position or pathology? Ochsner J. 2001;3(4):191-9.




