กิจกรรมเคลื่อนไหวสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน


เด็กก่อนวัยเรียน (Preschool age) คือ เด็กที่มีอายุอยู่ในช่วง 3-5 ปี วัยนี้เป็นวัยแห่งพัฒนาการ เป็นวัยที่เด็ก ๆ จะเจริญเติบโตและได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว เพื่อพัฒนาความสามารถรอบด้าน ทั้งพัฒนาการทางด้านภาษา ด้านกล้ามเนื้อ ด้านความคิดความเข้าใจ และทักษะต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับไปโรงเรียน
อย่างไรก็ตามปัจจุบันเด็ก ๆ ในช่วงวัยนี้มีโอกาสเข้าถึงและทำกิจกรรมจากหน้าจอเพิ่มมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการรับชมสื่อจากหน้าจอโทรทัศน์ หน้าจอมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ และมีแนวโน้มที่เด็ก ๆ จะใช้เวลากับหน้าจอเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เด็กเคลื่อนไหวน้อยลงเกิด “ภาวะเนือยนิ่ง” ส่งผลเสียต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก ๆ ได้ (1)
กิจกรรมเคลื่อนไหว หรือ Physical activity หมายถึง กิจกรรมที่มีการขยับเคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งเกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อโดยต้องใช้พลังงานมากกว่าขณะพัก (2) โดยแบ่งได้ 3 ระดับตามความหนัก
- ระดับเบา (Light Intensity) มีการเคลื่อนไหวน้อย รู้สึกเหนื่อยน้อย ซึ่งส่วนมากเป็นการทำกิจวัตรประจำวัน หรือการเคลื่อนไหวเบา ๆ เช่น การยืน การเดินระยะสั้น ๆ
- ระดับปานกลาง (Moderate Intensity) การเคลื่อนไหวที่รู้สึกเหนื่อยปานกลาง มีเหงื่อออกเล็กน้อย โดยระหว่างทำกิจกรรมยังสามารถพูดเป็นประโยคได้ เช่น การปั่นจักรยาน การเดินเร็ว เป็นต้น
- ระดับหนัก (Vigorous Intensity) การเคลื่อนไหวที่รู้สึกเหนื่อยมาก เกิดจากการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดใหญ่ซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง ระหว่างทำกิจกรรมไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้ เช่น การวิ่ง การเล่นกีฬา เป็นต้น
การทำกิจกรรมเคลื่อนไหวจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก เพิ่มความแข็งแรง ความทนทานของกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ส่งเสริมสหสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหว เพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและข้อต่อ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ลดอัตราการเจ็บป่วย และยังช่วยส่งเสริมด้านสมาธิในเด็ก
องค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) ได้แนะนำระยะเวลาสำหรับการทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่เหมาะสมสำหรับเด็กแรกเกิดถึงวัย 5 ปี ดังนี้ (3)
- เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ควรมีกิจกรรมเคลื่อนไหวอย่างน้อย 30 นาที ต่อวัน โดยคงเป็นการเคลื่อนไหวง่าย ๆ ผ่านกิจกรรมบนพื้นและให้มีการโต้ตอบกับผู้ปกครอง เช่น นอนคว่ำชันคอ การเอื้อมจับ การพลิกตัว คลาน เป็นต้น ซึ่งสามารถกระตุ้นหรือทำกิจกรรมเหล่านี้ได้ตลอดทั้งวัน
- เด็กอายุ 1-2 ปี ควรมีกิจกรรมเคลื่อนไหวอย่างน้อย 180 นาที ต่อวัน โดยเป็นกิจกรรมที่มีความหนักที่หลากหลายสลับกันไปตลอดทั้งวัน ในวัยนี้ยิ่งเด็กได้ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวมากเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดี และควรเลือกเป็นกิจกรรมที่มีความสนุกสนานเพื่อให้เด็ก ๆ ร่วมมือและทำได้อย่างต่อเนื่อง
- เด็กอายุ 3-4 ปี ควรมีกิจกรรมเคลื่อนไหวอย่างน้อย 180 นาที ต่อวัน โดยจะต้องเป็นกิจกรรมเคลื่อนไหวที่อยู่ในระดับปานกลางถึงระดับหนัก อย่างน้อย 60 นาที ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานมีความท้าทายกับระดับความสามารถของเด็ก
กิจกรรมใดบ้างที่ช่วยส่งเสริมกิจกรรมเคลื่อนไหวในเด็กก่อนวัยเรียน (4, 5)
“การเล่น” เป็นกิจกรรมเคลื่อนไหวที่ทำได้ง่ายที่สุดสำหรับเด็ก ๆ เพราะการเล่นถือเป็นกิจกรรมหรืองานหลักที่เด็กวัยนี้ทำในทุก ๆ วัน การเล่นคือกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กมีการค้นหาและเรียนรู้ด้วยตนเอง เกิดเป็นประสบการณ์ที่สนุกเพลิดเพลินมีความสุข อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน และทำให้สุขภาพจิตของเด็กดีไปด้วย
“การช่วยเหลือตนเอง” เป็นกิจกรรมเคลื่อนไหวอีกรูปแบบหนึ่งที่เด็ก ๆ ต้องทำในทุกวัน กิจกรรมเหล่านี้ในแต่ละช่วงวัยจะมีความสามารถและทักษะที่ต่างกัน ผู้ปกครองควรเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้และลองทำ มีการช่วยเหลือเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เด็ก ๆ ได้ฝึกฝนทักษะการดำเนินชีวิตพร้อมทั้งได้ทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวไปพร้อม ๆ กัน
| อายุ | ระยะเวลา | การเล่น | การช่วยเหลือตนเอง |
|---|---|---|---|
| 0-1 ปี | อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน![]() |
เล่นผ่านประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว เป็นการเล่นแบบอิสระเพื่อสำรวจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ผ่านการเอื้อมมือจับ คว้า หยิบ พลิกตัว คลาน เดิน เด็กจะมีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ เช่น เสียง สี กลิ่น สัมผัส | วัยนี้ยังไม่แสดงการช่วยเหลือตนเอง เด็กจะสนุกขณะทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันต่าง ๆ เช่น สนุกกับการอาบน้ำ เล่นช้อน-ส้อม เล่นอาหารในจาน เป็นต้น |
| 1-3 ปี |
อย่างน้อย 180 นาทีต่อวัน ![]() |
เน้นการเล่นอิสระ เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหวด้วยตนเองเด็กวัยนี้สนุกกับการวิ่ง การกระโดด การปีนป่าย กิจกรรมที่ให้ทำจึงเป็นการเคลื่อนไหวง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เล่นแล้วเกิดความสนุกเพลิดเพลิน เช่น กลิ้งรับ-ส่งบอล เกมหาโมเดลสัตว์ใต้ผ้าห่ม คลานเก็บของเล่นใต้โต๊ะ เตะบอล เป็นต้น | วัยนี้เริ่มมีการทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเอง รวมถึงสามารถช่วยงานบ้านง่าย ๆ ได้ เช่น เริ่มตักอาหารทานเอง ช่วยแต่งตัว เก็บของเล่นลงกล่อง นำกล่องนมไปทิ้งขยะ เอาเสื้อผ้าใส่ตะกร้า เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะได้เคลื่อนไหวแล้วยังช่วยให้เด็กเริ่มเรียนรู้เรื่องการช่วยเหลือตนเองและความรับผิดชอบไปพร้อมกันได้ |
| 3-5 ปี |
อย่างน้อย 180 นาทีต่อวัน และต้องเป็นระดับปานกลางถึงระดับหนัก อย่างน้อย 60 นาที ![]() |
เด็กวัยนี้สนุกกับการเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน การออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น สวนหย่อม สนามเด็กเล่น หรือบ้านบอล จะช่วยให้เด็กมีกิจกรรมทางกายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมทักษะสังคมผ่านการเล่นกับเพื่อน ๆ และการเล่นวัยนี้จะเริ่มมีกติกา มีการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น วิ่งไล่จับ เกมซ่อนแอบ เกมกระต่ายขาเดียว การเล่นกีฬาต่าง ๆ เป็นต้น | วัยนี้เด็กเข้าใจเหตุผลมากขึ้น กิจกรรมที่ให้อาจมีขั้นตอนและมีความยากเพิ่มมากขึ้น เช่น แต่งตัวเอง ช่วยอาบน้ำแปรงฟัน ช่วยถือของ เอาขวดน้ำใส่ตู้เย็น เรียงของใส่ชั้น รดน้ำต้นไม้ เป็นต้น ผู้ปกครองควรเปิดโอกาสให้เด็กเลือกและเริ่มสอนให้เด็กทำกิจกรรมเหล่านี้ทีละน้อย |
การทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยลดภาวะเนือยนิ่งในเด็กแล้วยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน เสริมสร้างการเรียนรู้ใหม่ ๆ และสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายให้แก่เด็ก ๆ ผู้ปกครองอาจจัดตารางเวลาและเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำกิจกรรมเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาการที่ดีเหมาะสมตามวัย
เรียบเรียงโดย กบ. ชนิตพล บุญยะวัตร
เอกสารอ้างอิง
- Mitchell J. Physical inactivity in childhood from preschool to adolescence. ACSMs Health Fit J. 2019; 23(5): 21–25.
- ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล. กิจกรรมทางกาย (Physical activity) สำคัญไฉน [อินเทอร์เน็ต]. 2563 [เข้าถึงเมื่อ 5 พฤษภาคม 2566]. เข้าถึงจาก: https://pt.mahidol.ac.th/knowledge/?p=1853
- World health organization. Guidelines on physical activity, sedentary behaviour and sleep for children under 5 years of age [internet] 2019 [cited 2023 May 5]. Available from: https://apps.who.int/iris/bitstream/handle/10665/311664/9789241550536-eng.pdf?sequence=1&isAllowed=y
- Timmons BW, Naylor PJ, and Pfeiffer KA. Physical activity for preschool children-how much and how?. Can J Public Health. 2007; 32:122-34.
- Case-Smith J. Development of childhood occupations. In: Case-Smith J, O’brien JC. Occupational therapy children adolescents. 7th ed. St. Louis: Mosby; 2015. p. 65-101.







