บทบาทของนักกายภาพบำบัดในคุณแม่ให้นมบุตร


เป็นที่ทราบกันดีว่า “นมแม่ ” 1 , 2 เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย เนื่องจากในน้ำนมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่มีคุณค่าและสำคัญสำหรับร่างกายลูก ช่วยลดโอกาสการเจ็บป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ เบาหวานชนิดที่ 1 หรือช่วยลดการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อต่างๆแก่ลูก และยังช่วยส่งเสริมให้น้ำหนักคุณแม่ลดลงหลังคลอดเข้าสู่ภาวะปกติ ช่วยลดภาวะข้ออักเสบ เบาหวานชนิดที่ 2 โรคกระดูกพรุน และช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ เป็นต้น อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้คุณแม่และลูกน้อยมีสุขภาพจิตที่ดี เสริมสร้างสายใยรักของคุณแม่และลูกน้อยให้แน่นแฟ้นขึ้น และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อีกด้วย
องค์การอนามัยโลก (WHO) มีคำแนะนำว่า “ลูกทุกคนควรได้กินนมแม่อย่างเดียวถึงอายุ 6 เดือน และกินนมแม่ต่อเนื่องควบคู่กับอาหารตามวัยไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่านั้น” 3 และในปัจจุบัน ประเทศไทยมีคลินิกนมแม่อยู่ในทุกสถานพยาบาล ทั้งในโรงพยาบาลเอกชน และโรงพยาบาลรัฐบาล เพื่อจัดให้มีการบริการที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข และคลินิกนมแม่ยังเป็นการทำงานร่วมกันของสหสาขาวิชาชีพ เช่น แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด และแพทย์แผนไทย เป็นต้น
จากข้อมูลทางสถิติพบว่าในประเทศไทยมีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนแรก เท่ากับ 23.1% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนแรกเท่ากับ 50% (4) ซึ่งอาจมีหลายเหตุผลที่ทำให้คุณแม่หลายคนต้องหยุดการให้นมลูก เช่น ต้องกลับไปทำงานที่อยู่ต่างจังหวัด หรือต้องกลับไปทำงานแล้วไม่สามารถปั๊มนมเก็บไว้ให้ลูกได้ ทำให้น้ำนมไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูก หรืออาจมาจากปัญหาทางกายของคุณแม่ เช่น ปัญหาอาการปวดทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น ปวดคอบ่า ปวดแขนและข้อมือ เป็นต้น และปัญหาที่เกิดจากเต้านม เช่น เต้านมคัด อักเสบ เป็นฝี จึงทำให้ต้องยุติการให้นมลูก
บทบาทของนักกายภาพบำบัดที่จะสามารถช่วยเหลือคุณแม่ให้นมบุตร 4 เพื่อส่งเสริมเส้นทางการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คือ
- แนะนำท่าทางการให้นมบุตรที่ถูกต้อง เพื่อช่วยลดอาการบาดเจ็บทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อของคุณแม่ ท่าทางการให้นมบุตรมีความสำคัญมาก นอกจากจะช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแล้วยังช่วยให้คุณแม่และลูกน้อยมีเวลาสื่อสารและสร้างความผูกพันที่ดีระหว่างกัน ท่าอุ้มขณะให้นมลูกคุณแม่ควรหาตำแหน่งหรือท่าที่สะดวกสบายที่สุดสำหรับทั้งคุณแม่และลูกน้อย โดยท่าทางที่คุณแม่ควรรู้จัก และใช้ท่าทางที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล มีให้เลือกอยู่ 4 ท่า ได้แก่
-
- ท่าอุ้มลูกนอนขวางบนตัก (Cradle hold)
- ท่าอุ้มลูกนอนขวางตักแบบประยุกต์ (Modified/cross cradle hold)
- ท่าอุ้มลูกฟุตบอล (Clutch/football hold)
- ท่านอน (Side lying position)

ภาพที่ 1 ท่าทางการอุ้มลูก
ไม่เพียงแต่ท่าอุ้มที่สำคัญ แต่ท่าการจับเต้านมเพื่อให้หัวนมเข้าปากลูกน้อยอย่างถูกต้องก็สำคัญเช่นกัน เพราะถ้าหากจับผิดวิธีจะทำให้คุณแม่มีอาการปวดข้อมือตามมาได้ โดยมีคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่มาพบนักกายภาพบำบัดด้วยอาการของ De quervain’s tenosynovitis , Carpal tunnel syndrome, Lateral epicondylitis จากการให้นมลูก
การจับเต้านมเพื่อเอาหัวนมเข้าปากลูก มี 2 แบบ คือ
- C-hold: นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านบนเหนือขอบนอกของลานนม อีก 4 นิ้วที่เหลือ ประคองใต้เต้านม
- U-hold: นิ้วหัวแม่มือและนิ้วทั้ง 4 ที่เหลือประคองใต้ราวนมข้างล่าง

ภาพที่ 2 การจับเต้านมแบบ C-hold

ภาพที่ 3 การจับเต้านมแบบ U-hold
- ให้การดูแลรักษาคุณแม่ให้นมบุตรที่มีปัญหาเต้านม เช่น เต้านมคัดตึง ท่อน้ำนมอุดตัน เต้านมอักเสบ นักกายภาพบำบัดสามารถให้การรักษาหลังการตรวจร่างกายแล้ว ดังต่อไปนี้
-
- การรักษาด้วยการใช้ความเย็น: การใช้ความเย็นจะช่วยลดอาการปวดและอักเสบในกรณีที่คุณแม่มีการอักเสบที่เต้านม และยังช่วยทำให้ผ่อนคลายและลดการเกร็งของกล้ามเนื้อได้ โดยจะวางตรงตำแหน่งที่มีอาการปวดหรืออักเสบ นาน 15-20 นาที/ครั้ง วันละ 2-3 ครั้ง
- การรักษาด้วยการใช้ความร้อน: การใช้ความร้อนจะช่วยลดอาการปวดคัดตึงเต้านม และช่วยผ่อนคลาย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนให้น้ำนมหลั่งได้ดีขึ้น โดยจะใช้เจลประคบสำเร็จรูปหรือกระเป๋าน้ำร้อน หรืออาจใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น โดยจะต้องร้อนไม่เกิน 45 องศาเซลเซียส วาง ณ ตำแหน่งที่มีอาการปวดหรือคัดตึงเต้านม นาน 15-20 นาที/ครั้ง
**ข้อควรระวัง การวางเย็นหรือร้อนจะต้องเว้นตำแหน่งหัวนมไว้**
-
- การรักษาด้วยการใช้ TENS (Transcutaneous Electrical Nerve Stimulation): เป็นการกระตุ้นไฟฟ้าเพื่อช่วยอาการปวดที่เต้านมและหัวนม
- การรักษาด้วยการใช้อัลตราซาวน์ 5: ช่วยลดอาการปวด อาการคัดเต้านม และเพิ่มการไหลของน้ำนม
- การรักษาด้วยการสอนให้คุณแม่นวดคลายตึงเต้านมด้วยตนเอง: เพื่อช่วยผ่อนคลายเต้านม ท่อน้ำนม ลานนม โคนหัวนม และกระตุ้นการไหลของน้ำนม
การให้ความรู้กับคุณแม่หลังคลอด เกี่ยวกับปัญหาที่พบได้บ่อยในการให้นมลูก เช่น ภาวะคัดตึงของเต้านม มีสาเหตุเกิดจากอะไร อาการเป็นอย่างไร และคุณแม่ควรปฏิบัติตัวเบื้องต้นอย่างไร เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่ให้นมบุตรมีความกังวลใจหรือมีปัญหาด้านใดในการให้นมลูกน้อย ควรไปปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการให้นมบุตร เช่น แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด ณ คลินิกนมแม่ หรือคลินิกสุขภาพหญิง เพื่อรับคำปรึกษาและการดูแลแก้ไขอย่างถูกวิธี เพื่อคุณแม่จะได้ให้นมลูกน้อยต่อไปโดยมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นทั้งคุณแม่และลูกน้อย
เรียบเรียงโดย กภ.อัญชณา กันธิยะ
เอกสารอ้างอิง
- Lawrence RA. Maternal nutrition and supplements for mother and infant. In: Lawrence RA, Lawrence RM, editors. Breastfeeding. 9th ed. Philadelphia: Elsevier; 2016. p. 214-29.
- Allen J, Hector D. Benefits of breastfeeding. New South Wales public health bulletin. 2005;16(4):42-6.
- World Health Organization. Breastfeeding. Retrieved 1 November 2021, Available from : www.who.int/topics/breastfeeding/en
- ผศ.ดร.กภ.ภครตี ชัยวัฒน์. การส่งเสริมการให้นมแม่ในหญิงหลังคลอดบุตร โดยหลักฐานเชิงประจักษ์. ดูแลคนไทย 5 กลุ่มวัยกับกายภาพบำบัด:20-52
- Kvist LJ, Wilde Larsson B, Hall-Lord ML, Rydhstroem H. Effect of acupuncture and care interventions on the outcome of inflammatory symptoms of the breast in lactating women. International Nursing Review. 2004; 51(1):56-64.




