mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

ปวดเข่าด้านหน้าในเด็กวัยรุ่น (Osgood-Schlatter disease)

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • ปวดเข่าด้านหน้าในเด็กวัยรุ่น (Osgood-Schlatter disease)

ปวดเข่าด้านหน้าในเด็กวัยรุ่น (Osgood-Schlatter disease)

เมษายน 3, 2026
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • knee pain
  • Osgood Schlatter disease
  • ปวดเข่า

Osgood-Schlatter disease หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อโรคนี้ แต่ถ้าบ้านไหนมีบุตรหลานที่ชอบเล่นกีฬาหรือมีกิจกรรมทางกาย แล้วเริ่มบ่นว่า “มีอาการเจ็บเข่าเวลาวิ่งหรือกระโดด” บ่อย ๆ อาจเป็น Osgood-Schlatter disease ได้

Osgood–Schlatter disease คืออะไร? (1,2)

Osgood–Schlatter disease เป็นภาวะการบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำที่พบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่น โดยเฉพาะผู้ที่มีการเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอ ภาวะดังกล่าวเกิดจากแรงดึงซ้ำ ๆ ของเอ็นลูกสะบ้า (patellar tendon) ที่กระทำต่อบริเวณปุ่มกระดูกหน้าแข้ง (tibial tuberosity) ซึ่งยังอยู่ในระยะการเจริญเติบโต ส่งผลให้เกิดการอักเสบและอาการปวดบริเวณด้านหน้าของข้อเข่า การรักษาทางกายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญในการลดอาการปวด ฟื้นฟูการทำงานของข้อเข่า และส่งเสริมการกลับไปทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาได้อย่างปลอดภัย

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านทำความรู้จักกับพยาธิสรีรวิทยา อาการของโรค และบทบาทของกายภาพบำบัดในการฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีภาวะ Osgood–Schlatter disease

รูปสืบค้นจาก https://www.pexels.com/photo/a-black-and-white-photo-of-a-knee-27376664/

รูปสืบค้นจาก https://www.pexels.com/photo/a-black-and-white-photo-of-a-knee-27376664/

Osgood–Schlatter disease พบได้บ่อยแค่ไหน? (3)

จากรายงานทางระบาดวิทยาพบว่า พบการอักเสบได้ประมาณ 10%  ของนักกีฬาเด็กและวัยรุ่น พบการอักเสบตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 10–15 ปี และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เนื่องจากมักเกี่ยวข้องกับระดับกิจกรรมทางกายที่สูงในวัยดังกล่าว แม้ว่าภาวะนี้มักจะหายได้เอง แต่หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมอาจส่งผลต่อความสามารถในการเล่นกีฬาและการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

พยาธิสรีรวิทยา (1)

ภาวะการบาดเจ็บ Osgood–Schlatter disease เกิดที่บริเวณปุ่มกระดูกหน้าแข้ง (tibial tuberosity) ซึ่งเกิดจากแรงดึงซ้ำ ๆ ผ่านไปทางเอ็นลูกสะบ้า (patellar tendon) ที่มีจุดเกาะไปยังจุดเกาะที่ปุ่มกระดูกหน้าแข้ง ในวัยเด็กบริเวณดังกล่าวยังเป็นกระดูกอ่อน ทำให้มีความไวต่อแรงดึงสูง ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย

การทำกิจกรรมที่มีแรงกระแทกหรือแรงดึงสูง เช่น การกระโดด การวิ่ง การเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว หรือการหยุดกะทันหัน อาจก่อให้เกิด การบาดเจ็บ ซ้ำ ๆ ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณกระดูกหน้าแข้ง

อาการของโรค (2,4,5)

1.อาการปวดบริเวณด้านหน้าของข้อเข่า ผู้ป่วยมักมีอาการปวดบริเวณปุ่มกระดูกหน้าแข้ง ซึ่งอยู่ใต้กระดูกสะบ้า โดยอาการปวดสัมพันธ์กับการทำกิจกรรม (Activity-related pain) และอาการปวดมักเกิดขึ้นหรือรุนแรงขึ้นระหว่างหรือหลังการทำกิจกรรมทางกีฬา โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง เช่น การวิ่ง การกระโดด การเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว แต่อาการมักดีขึ้นเมื่อมีการพักการใช้งานข้อเข่า

2.ความตึงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า ผู้ป่วยจำนวนมากมีความตึงของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (quadriceps) กล้ามเนื้อหลังต้นขา (hamstrings) และกล้ามเนื้อน่อง (gastrocnemius) ซึ่งอาจเพิ่มแรงดึงต่อเอ็นลูกสะบ้า และส่งผลต่ออาการปวด

3.อาการปวดเมื่อคุกเข่าหรือกดบริเวณเข่า เนื่องจากการคุกเข่าทำให้เกิดการลงน้ำหนักโดยตรงบริเวณ tibial tuberosity อาจทำให้เกิดอาการปวดหรือความไม่สบายบริเวณด้านหน้าของข้อเข่า

4.สมรรถภาพการเล่นกีฬาลดลง ในนักกีฬาอาการปวดอาจส่งผลต่อความสามารถในการวิ่งหรือกระโดดลดลง การฝึกซ้อมต้องหยุดหรือจำกัดกิจกรรม ทำให้ประสิทธิภาพในการแข่งขันลดลง

รูปสืบค้นจาก https://www.freepik.com/free-photo/full-shot-kid-football-training_22892815.htm#fromView=search&page=1&position=36&uuid=8d3c2f86-b214-4477-a366-07bd91ee1233&query=full-shot-kid-football-

รูปสืบค้นจาก https://www.freepik.com/free-photo/full-shot-kid-football-training_22892815.htm#fromView=search&page=1&position=36&uuid=8d3c2f86-b214-4477-a366-07bd91ee1233&query=full-shot-kid-football-

การรักษา (4)

1.การปรับลดกิจกรรม (Activity modification)

การลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดแรงกระแทกสูง เช่น การกระโดดหรือการวิ่งเร็ว เป็นแนวทางสำคัญในการลดการระคายเคืองของบริเวณ tibial tuberosity ในระยะที่มีอาการ

2.การลดอาการปวดและการลดการอักเสบ

การใช้ความเย็น เช่น การประคบด้วยแผ่นประคบเย็น เป็นอีกวิธีที่นิยมใช้เพื่อชะลอหรือยับยั้งกระบวนการอักเสบ โดยสามารถประคบประมาณ 15–20 นาทีหลังการทำกิจกรรมหรือเมื่อมีอาการปวด บวม แดง ร้อน บริเวณเข่าด้านหน้า

3.การยืดกล้ามเนื้อให้เพียงพอ (Stretching exercises)

การยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังการออกกำลังกายของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (quadriceps), กล้ามเนื้อหลังต้นขา (hamstrings) และกล้ามเนื้อน่อง (gastrocnemius) สามารถช่วยลดแรงตึงที่กระทำต่อเอ็นลูกสะบ้าและกระดูกหน้าแข้งได้ ทำให้เกิดการบาดเจ็บลดลง

4. การเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าและและสะโพก (Strengthening exercises)

โปรแกรมการออกกำลังกายควรเน้นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าและสะโพก เพื่อเพิ่มความมั่นคงของข้อเข่าและลดแรงที่กระทำต่อโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง

5. เทคนิคทางกายภาพบำบัดอื่น ๆ

การใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด เช่น การกระตุ้นไฟฟ้า หรือการใช้เทปเพื่อประคองเอ็นลูกสะบ้าและข้อเข่าสามารถช่วยลดอาการปวดและเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา

การกลับไปเล่นกีฬา

การกลับไปเล่นกีฬาควรพิจารณาจากความพร้อมของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยไม่ควรมีอาการปวดขณะทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และสามารถทำกิจกรรมเฉพาะของกีฬา เช่น การวิ่งหรือการกระโดดได้โดยไม่เกิดอาการปวด การเพิ่มระดับความหนักของกิจกรรมควรดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อป้องกันการอักเสบซ้ำ

สรุป

Osgood–Schlatter disease เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่นที่มีการเล่นกีฬา โดยมีสาเหตุหลักจากแรงดึงซ้ำ ๆ ของเอ็นสะบ้าที่กระทำต่อกระดูกหน้าแข้ง หากมีอาการปวดหรืออักเสบควรปรับลดกิจกรรม และยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้เพียงพอ รวมถึงอาจใช้ความเย็นในการดูแลเบื้องต้น อย่างไรก็ดีหากอาการปวดหรืออักเสบไม่บรรเทาลง การรักษาทางกายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญในการลดอาการปวด ฟื้นฟูสมรรถภาพของข้อเข่า และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปเล่นกีฬาได้อย่างปลอดภัย การดูแลรักษาที่เหมาะสมร่วมกับการปรับกิจกรรมสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอาการซ้ำและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรียบเรียงโดย กภ. วรรณพงษ์ อิ่มธนบัตร

เอกสารอ้างอิง

  1. Osgood-Schlatter Disease: Appearance, Diagnosis and Treatment: A Narrative Review
  2. A systematic review on conservative treatment options for OSGOOD Schlatter disease
  3. Prevalence and Associated Factors of Osgood-Schlatter Syndrome in a Population-Based Sample of Brazilian Adolescents
  4. Activity Modification and Knee Strengthening for Osgood-Schlatter Disease: A Prospective Cohort Study
  5. The impact of quadriceps release therapy on rehabilitation of adolescent athletes with Osgood-Schlatter disease: a retrospective cohort study
Post Views: 817
Share
30

Related posts

มิถุนายน 5, 2026

กระดูกหักนานแค่ไหนถึงหาย ?


Read more
มิถุนายน 3, 2026

กายภาพบำบัดในเด็กกลุ่มอาการแองเจิลแมน (Angelman syndrome)


Read more
มิถุนายน 1, 2026

การอบอุ่นร่างกายเพื่อป้องกันการบาดเจ็บในนักกีฬาแบดมินตัน


Read more
พฤษภาคม 29, 2026

การปรับท่านั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลอาการปวด


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.