ปวดเข่าด้านหน้าในเด็กวัยรุ่น (Osgood-Schlatter disease)

Osgood-Schlatter disease หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อโรคนี้ แต่ถ้าบ้านไหนมีบุตรหลานที่ชอบเล่นกีฬาหรือมีกิจกรรมทางกาย แล้วเริ่มบ่นว่า “มีอาการเจ็บเข่าเวลาวิ่งหรือกระโดด” บ่อย ๆ อาจเป็น Osgood-Schlatter disease ได้
Osgood–Schlatter disease คืออะไร? (1,2)
Osgood–Schlatter disease เป็นภาวะการบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำที่พบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่น โดยเฉพาะผู้ที่มีการเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอ ภาวะดังกล่าวเกิดจากแรงดึงซ้ำ ๆ ของเอ็นลูกสะบ้า (patellar tendon) ที่กระทำต่อบริเวณปุ่มกระดูกหน้าแข้ง (tibial tuberosity) ซึ่งยังอยู่ในระยะการเจริญเติบโต ส่งผลให้เกิดการอักเสบและอาการปวดบริเวณด้านหน้าของข้อเข่า การรักษาทางกายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญในการลดอาการปวด ฟื้นฟูการทำงานของข้อเข่า และส่งเสริมการกลับไปทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาได้อย่างปลอดภัย
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านทำความรู้จักกับพยาธิสรีรวิทยา อาการของโรค และบทบาทของกายภาพบำบัดในการฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีภาวะ Osgood–Schlatter disease

รูปสืบค้นจาก https://www.pexels.com/photo/a-black-and-white-photo-of-a-knee-27376664/
Osgood–Schlatter disease พบได้บ่อยแค่ไหน? (3)
จากรายงานทางระบาดวิทยาพบว่า พบการอักเสบได้ประมาณ 10% ของนักกีฬาเด็กและวัยรุ่น พบการอักเสบตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 10–15 ปี และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เนื่องจากมักเกี่ยวข้องกับระดับกิจกรรมทางกายที่สูงในวัยดังกล่าว แม้ว่าภาวะนี้มักจะหายได้เอง แต่หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมอาจส่งผลต่อความสามารถในการเล่นกีฬาและการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
พยาธิสรีรวิทยา (1)
ภาวะการบาดเจ็บ Osgood–Schlatter disease เกิดที่บริเวณปุ่มกระดูกหน้าแข้ง (tibial tuberosity) ซึ่งเกิดจากแรงดึงซ้ำ ๆ ผ่านไปทางเอ็นลูกสะบ้า (patellar tendon) ที่มีจุดเกาะไปยังจุดเกาะที่ปุ่มกระดูกหน้าแข้ง ในวัยเด็กบริเวณดังกล่าวยังเป็นกระดูกอ่อน ทำให้มีความไวต่อแรงดึงสูง ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย
การทำกิจกรรมที่มีแรงกระแทกหรือแรงดึงสูง เช่น การกระโดด การวิ่ง การเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว หรือการหยุดกะทันหัน อาจก่อให้เกิด การบาดเจ็บ ซ้ำ ๆ ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณกระดูกหน้าแข้ง
อาการของโรค (2,4,5)
1.อาการปวดบริเวณด้านหน้าของข้อเข่า ผู้ป่วยมักมีอาการปวดบริเวณปุ่มกระดูกหน้าแข้ง ซึ่งอยู่ใต้กระดูกสะบ้า โดยอาการปวดสัมพันธ์กับการทำกิจกรรม (Activity-related pain) และอาการปวดมักเกิดขึ้นหรือรุนแรงขึ้นระหว่างหรือหลังการทำกิจกรรมทางกีฬา โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง เช่น การวิ่ง การกระโดด การเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว แต่อาการมักดีขึ้นเมื่อมีการพักการใช้งานข้อเข่า
2.ความตึงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า ผู้ป่วยจำนวนมากมีความตึงของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (quadriceps) กล้ามเนื้อหลังต้นขา (hamstrings) และกล้ามเนื้อน่อง (gastrocnemius) ซึ่งอาจเพิ่มแรงดึงต่อเอ็นลูกสะบ้า และส่งผลต่ออาการปวด
3.อาการปวดเมื่อคุกเข่าหรือกดบริเวณเข่า เนื่องจากการคุกเข่าทำให้เกิดการลงน้ำหนักโดยตรงบริเวณ tibial tuberosity อาจทำให้เกิดอาการปวดหรือความไม่สบายบริเวณด้านหน้าของข้อเข่า
4.สมรรถภาพการเล่นกีฬาลดลง ในนักกีฬาอาการปวดอาจส่งผลต่อความสามารถในการวิ่งหรือกระโดดลดลง การฝึกซ้อมต้องหยุดหรือจำกัดกิจกรรม ทำให้ประสิทธิภาพในการแข่งขันลดลง

รูปสืบค้นจาก https://www.freepik.com/free-photo/full-shot-kid-football-training_22892815.htm#fromView=search&page=1&position=36&uuid=8d3c2f86-b214-4477-a366-07bd91ee1233&query=full-shot-kid-football-
การรักษา (4)
1.การปรับลดกิจกรรม (Activity modification)
การลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดแรงกระแทกสูง เช่น การกระโดดหรือการวิ่งเร็ว เป็นแนวทางสำคัญในการลดการระคายเคืองของบริเวณ tibial tuberosity ในระยะที่มีอาการ
2.การลดอาการปวดและการลดการอักเสบ
การใช้ความเย็น เช่น การประคบด้วยแผ่นประคบเย็น เป็นอีกวิธีที่นิยมใช้เพื่อชะลอหรือยับยั้งกระบวนการอักเสบ โดยสามารถประคบประมาณ 15–20 นาทีหลังการทำกิจกรรมหรือเมื่อมีอาการปวด บวม แดง ร้อน บริเวณเข่าด้านหน้า
3.การยืดกล้ามเนื้อให้เพียงพอ (Stretching exercises)
การยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังการออกกำลังกายของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (quadriceps), กล้ามเนื้อหลังต้นขา (hamstrings) และกล้ามเนื้อน่อง (gastrocnemius) สามารถช่วยลดแรงตึงที่กระทำต่อเอ็นลูกสะบ้าและกระดูกหน้าแข้งได้ ทำให้เกิดการบาดเจ็บลดลง
4. การเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าและและสะโพก (Strengthening exercises)
โปรแกรมการออกกำลังกายควรเน้นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าและสะโพก เพื่อเพิ่มความมั่นคงของข้อเข่าและลดแรงที่กระทำต่อโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
5. เทคนิคทางกายภาพบำบัดอื่น ๆ
การใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด เช่น การกระตุ้นไฟฟ้า หรือการใช้เทปเพื่อประคองเอ็นลูกสะบ้าและข้อเข่าสามารถช่วยลดอาการปวดและเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา
การกลับไปเล่นกีฬา
การกลับไปเล่นกีฬาควรพิจารณาจากความพร้อมของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยไม่ควรมีอาการปวดขณะทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และสามารถทำกิจกรรมเฉพาะของกีฬา เช่น การวิ่งหรือการกระโดดได้โดยไม่เกิดอาการปวด การเพิ่มระดับความหนักของกิจกรรมควรดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อป้องกันการอักเสบซ้ำ
สรุป
Osgood–Schlatter disease เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่นที่มีการเล่นกีฬา โดยมีสาเหตุหลักจากแรงดึงซ้ำ ๆ ของเอ็นสะบ้าที่กระทำต่อกระดูกหน้าแข้ง หากมีอาการปวดหรืออักเสบควรปรับลดกิจกรรม และยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้เพียงพอ รวมถึงอาจใช้ความเย็นในการดูแลเบื้องต้น อย่างไรก็ดีหากอาการปวดหรืออักเสบไม่บรรเทาลง การรักษาทางกายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญในการลดอาการปวด ฟื้นฟูสมรรถภาพของข้อเข่า และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปเล่นกีฬาได้อย่างปลอดภัย การดูแลรักษาที่เหมาะสมร่วมกับการปรับกิจกรรมสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอาการซ้ำและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เรียบเรียงโดย กภ. วรรณพงษ์ อิ่มธนบัตร
เอกสารอ้างอิง
- Osgood-Schlatter Disease: Appearance, Diagnosis and Treatment: A Narrative Review
- A systematic review on conservative treatment options for OSGOOD Schlatter disease
- Prevalence and Associated Factors of Osgood-Schlatter Syndrome in a Population-Based Sample of Brazilian Adolescents
- Activity Modification and Knee Strengthening for Osgood-Schlatter Disease: A Prospective Cohort Study
- The impact of quadriceps release therapy on rehabilitation of adolescent athletes with Osgood-Schlatter disease: a retrospective cohort study




