mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

การรักษาและการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคกระดูกคอเสื่อม

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • การรักษาและการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคกระดูกคอเสื่อม

การรักษาและการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคกระดูกคอเสื่อม

มิถุนายน 20, 2022
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • การรักษาโรคกระดูกคอเสื่อม
  • การออกกำลังกายโรคกระดูกคอเสื่อม
  • โรคกระดูกคอเสื่อม

จากบทความ “ปวดคอ..เป็นโรคกระดูกคอเสื่อมหรือไม่ ???” เราได้ทราบถึงสาเหตุ กลไกการเกิดโรค และอาการของโรคกระดูกคอเสื่อมแล้ว ในบทความนี้จะกล่าวถึงการวินิจฉัย แนวทางการรักษา และการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคกระดูกคอเสื่อมกันค่ะ

การวินิจฉัยกระดูกคอเสื่อม

การวินิจฉัยโรคต้องใช้ข้อมูลจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยในเบื้องต้นต้องซักถามลักษณะและประวัติของอาการ ประวัติการใช้งานหรือกิจวัตรประจำวัน รวมไปถึงประวัติการได้รับอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บในอตีตที่อาจส่งผลต่อกระดูกคอ จากนั้นจึงตรวจการเคลื่อนไหวของคอ ตรวจปฏิกิริยาตอบสนองและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ รวมทั้งตรวจสอบว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติในการเดินหรือไม่ เพื่อพิจารณาว่าภาวะกระดูกคอเสื่อมนี้มีการกดทับที่รากประสาทหรือไขสันหลังร่วมด้วยหรือไม่ นอกจากนี้แพทย์อาจให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อดูความผิดปกติของกระดูกคอ หมอนรองกระดูก เส้นประสาทหรือไขสันหลังบริเวณกระดูกสันหลังคอ โดยวิธีที่แพทย์มักใช้ตรวจ1 ได้แก่

  • การถ่ายภาพด้วยรังสี เป็นวิธีที่ช่วยให้มองเห็นความผิดปกติของกระดูก หมอนรองกระดูก โพรงบรรจุไขสันหลังและเส้นประสาทบริเวณคอ เช่น x-ray, MRI หรือ CT scan เป็นต้น
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ เป็นการตรวจการทำงานของเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อ เพื่อดูว่ามีความผิดปกติที่เส้นประสาทที่เกิดจากกระดูกคอเสื่อมหรือไม่
  • การตรวจความเร็วของการนำสัญญาณประสาท โดยใช้ตัวนำไฟฟ้าวางไว้บนผิวหนังบริเวณเหนือเส้นประสาท จากนั้นจึงปล่อยกระแสไฟฟ้าเบา ๆ เพื่อดูว่าการส่งสัญญาณประสาทจากไขสันหลังไปยังกล้ามเนื้อเป็นปกติดีหรือไม่

เมื่อได้ผลการตรวจเรียบร้อยแล้วจะนำมาประกอบการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยต่อไป

แนวทางการรักษาโรคกระดูกคอเสื่อม

การรักษาโรคกระดูกคอเสื่อมเริ่มจากการวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดว่าเกิดจากข้อต่อกระดูกสันหลังคอ กล้ามเนื้อ หมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาท ดังนั้นการวินิจฉัยเพื่อระบุระดับข้อต่อกระดูกสันหลังคอที่มีปัญหา หรือเส้นประสาทที่ถูกกดทับจึงสำคัญที่สุด โดยเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยในแต่ละราย ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ การรักษาแบ่งออกเป็น

1. การรักษาแบบประคับประคอง2 นิยมใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสื่อมไม่มาก อาการปวด ชาหรืออ่อนแรงไม่รุนแรง ผู้ป่วยที่ไม่อยากรับความเสี่ยงจากการผ่าตัด หรือผู้ป่วยที่ต้องรับการผ่าตัดแต่มีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถเข้าผ่าตัดได้ การรักษาแบบประคับประคอง ได้แก่

  • การใช้ยา เพื่อลดอาการปวดและอักเสบ เช่น ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (ยาไอบูโพรเฟน ยานาพรอกเซน เป็นต้น) รวมทั้งอาจให้ยาคลายกล้ามเนื้อร่วมด้วย
  • การฉีดยา ยาที่ฉีดเป็นสารสเตียรอยด์และยาลดปวดซึ่งช่วยลดการอักเสบและลดปวด ส่งผลให้อาการปวด ชา และอ่อนแรงของผู้ป่วยลดลง
  • การใส่เฝือกคอ แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยใส่เฝือกอ่อนบริเวณคอเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อบรรเทาอาการปวด แต่หากใส่นานเกินไปอาจมีผลข้างเคียงทำให้กล้ามเนื้อคอไม่แข็งแรงได้
  • การรักษาทางกายภาพบำบัด
  • การประคบเย็น/ร้อนเพื่อลดปวด โดยประคบเย็นช่วงที่มีการอักเสบของเส้นประสาท เช่น ช่วงแรกที่เริ่มมีอาการปวดหรือมีอาการปวดคอร้าวลงแขนตลอดเวลา เป็นต้น ประคบร้อนเมื่อต้องการคลายอาการปวดจากความตึงของกล้ามเนื้อรอบ ๆ
  • ลดความตึงตัวหรือลดการอักเสบของกล้ามเนื้อร่วมกับการขยับ ดัด ดึงข้อต่อคอ เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อต่อและเพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อบริเวณรอบข้อต่อ
  • การดึงคอเพื่อเปิดช่องทางออกของเส้นประสาท ช่วยลดอาการปวดและลดการกดทับของเส้นประสาท
  • ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอและหลังส่วนบน เนื่องจากผู้ป่วยโรคกระดูกคอเสื่อมมักพบความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ และหน้าอก ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บได้ของโครงสร้างต่าง ๆ บริเวณคอและเพิ่มการเสื่อมของกระดูกคอมากขึ้นได้ ความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อเหล่านี้ได้แก่ กล้ามเนื้อบริเวณบ่าและสะบักด้านหลังอยู่ในลักษณะที่มีความยาวมากเกินไป ในขณะที่กล้ามเนื้อด้านหน้าของคอ บ่า และหน้าอก อยู่ในท่าที่หดสั้นและมีการทำงานมากกว่าปกติ และมักพบการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อมัดลึกด้านหน้าลำคอ

ดังนั้นการออกกำลังกายเพื่อปรับสมดุลของกล้ามเนื้อดังกล่าว จะส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการบาดเจ็บได้ของโครงสร้างต่าง ๆ บริเวณคอและชะลอการเสื่อมของกระดูกคอได้ โดยออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อที่หดสั้นด้วยการยืดกล้ามเนื้อ และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อที่ยืดยาวและอ่อนแรง

2. การรักษาแบบผ่าตัด3 หากการรักษาแบบวิธีประคับประคองไม่ได้ผลแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อนำกระดูกที่กดทับอยู่ออก โดยใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสื่อมของกระดูกคอมากเกินไป เกิดแรงกดทับที่ส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทหรือไขสันหลัง ทำให้มีอาการปวด ชาหรืออ่อนแรงที่รุนแรงมากขึ้น

การออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคกระดูกคอเสื่อม ประกอบด้วย

– การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น4,5,6,7 เพื่อยืดกล้ามเนื้อที่หดรั้งและเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ข้อควรระวัง: ขณะยืดกล้ามเนื้อควรยืดจนรู้สึกตึงพอดี และไม่มีอาการปวดเกิดขึ้น

1. ท่าเพิ่มพิสัยการเคลื่อนไหวของคอ

นั่งตัวตรง เคลื่อนไหวคอในทิศก้ม เงย เอียง และหมุนคอ ในแต่ละทิศทางช้า ๆ จนรู้สึกตึง ทิศทางละ 5-10 ครั้ง/รอบ 3 รอบ/วัน

2. ท่ายืดกล้ามเนื้อคอทางด้านหลัง

นั่งตัวตรง มือประสานกันบริเวณท้ายทอย จากนั้นค่อย ๆ ก้มศีรษะลงช้า ๆ จนรู้สึกตึงที่บริเวณหลังคอ ทำค้างไว้ 15 วินาที/ครั้ง 10 ครั้ง/รอบ 3 รอบ/วัน

3. ท่ายืดกล้ามเนื้อบ่า

นั่งตัวตรง แขนข้างหนึ่งจับขอบที่นั่ง ก้มศีรษะ และเอียงคอไปฝั่งตรงข้าม พร้อมกับหันศีรษะไปฝั่งเดียวกันกับข้างที่จะยืด ใช้มืออีกข้างจับศีรษะออกแรงดึงช้า ๆ ให้รู้สึกตึงบริเวณบ่า ทำค้างไว้ 15 วินาที/ครั้ง 10 ครั้ง/รอบ 3 รอบ/วัน

4. ท่ายืดกล้ามเนื้อหน้าอก

ยืนตัวตรง กางแขนข้างที่จะยืดขึ้นระดับหัวไหล่ประมาณ 90 องศา (กล้ามเนื้อหน้าอกส่วนล่าง) หรือกางแขนและยกขึ้นประมาณ 120 องศา (กล้ามเนื้อหน้าอกส่วนบน)  ข้อศอกงอ 90 องศา แขนวางราบกับผนัง จากนั้นก้าวขาข้างหนึ่งไปด้านหน้า และบิดลำตัวไปฝั่งตรงข้าม ให้รู้สึกตึงบริเวณหน้าไหล่ ทำค้างไว้ 15 วินาที/ครั้ง 10 ครั้ง/รอบ 3 รอบ/วัน

– การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง4,5,6,8 เพื่อเพิ่มการทำงานและเพิ่มกำลังของกล้ามเนื้อคอและสะบัก ข้อควรระวัง: ขณะออกกำลังกายหากมีอาการปวดบริเวณคอ และศีรษะเพิ่มขึ้นให้หยุดทันที และระวังไม่ให้เกิดการยักไหล่ร่วมด้วย เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการปวดบ่าตามมาได้

1. ท่าเก็บคาง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอมัดลึกทางด้านหน้า

นั่งโดยจัดท่าให้ศีรษะ, คอ และลำตัวตรง จากนั้นค่อย ๆ ถอยเก็บคางให้ชิดกับลำคอจนรู้สึกตึงบริเวณท้ายทอยเล็กน้อย ทำ 10 ครั้ง/รอบ 3 รอบ/วัน

2. ท่าหนีบสะบัก เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะบัก

ยืนตัวตรงหลังชิดกำแพง จัดท่าให้หลังมือ, แขนท่อนล่าง และสะบักอยู่ชิดกำแพงมากที่สุดตลอดช่วงการเคลื่อนไหว โดยเริ่มจากเหยียดแขนทั้ง 2 ข้างขึ้นให้คล้ายกับรูปตัว Y จากนั้นออกแรงเกร็งหนีบสะบักทั้ง 2 ข้างเข้าหากัน พร้อมกับลดแขนทั้ง 2 ข้างลง งอศอกลงทั้ง 2 ข้างคล้ายกับรูปตัว W จากนั้นเหยียดแขนทั้ง 2 ข้างขึ้น พร้อมกับคลายแรงเกร็งหนีบสะบักกลับมาที่ท่าเริ่มต้น ขณะทำต้องไม่มีการยักไหล่ทั้ง 2 ข้าง ทำ 10 ครั้ง/รอบ 3 รอบ/วัน

การออกกำลังกายควรทำอย่างน้อย 2-3 วัน/สัปดาห์8 และควรทำอย่างต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ ซึ่งการออกกำลังกายทั้ง 2 แบบจะช่วยปรับสมดุลให้กับกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อมีความยาวที่เหมาะสม มีความแข็งแรงทนทานมากขึ้น จะส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันการบาดเจ็บของโครงสร้างต่าง ๆ บริเวณคอและชะลอการเสื่อมของกระดูกคอได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากท่านผู้อ่านไม่สามารถออกกำลังกายตามคำแนะนำได้ หรืออาการปวดไม่ทุเลาลง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อตรวจประเมินและให้คำแนะนำอย่างเหมาะสมในแต่ละบุคคลต่อไป

เรียบเรียงโดย กภ. ลดาวรรณ เติมวรกุล

เอกสารอ้างอิง

  1. Rao RD, Currier BL, Albert TJ, Bono CM, Marawar SV, Poelstra KA, Eck JC. Degenerative cervical spondylosis: clinical syndromes, pathogenesis, and management. J Bone Joint Surg Am. 2007;89(6):1360-78.
  2. Hirpara KM, Butler JS, Dolan RT, O’Byrne JM, Poynton AR. Nonoperative modalities to treat symptomatic cervical spondylosis. Adv Orthop. 2012;2012:294857.
  3. Karadimas SK, Erwin WM, Ely CG, Dettori JR, Fehlings MG. Pathophysiology and natural history of cervical spondylotic myelopathy. Spine (Phila Pa 1976) 2013;38(22 Suppl 1):S21-36.
  4. Lee DY, Nam CW, Sung YB, Kim K, Lee HY. Changes in rounded shoulder posture and forward head posture according to exercise methods. J Phys Ther Sci. 2017;29:1824–1827.
  5. Bae WS, Lee HO, Shin JW, Lee KC. The effect of middle and lower trapezius strength exercises and levator scapulae and upper trapezius stretching exercises in upper crossed syndrome. J Phys Ther Sci. 2016;28:1636–1639.
  6. Fathollahnejad K, Letafatkar A, Hadadnezhad M. The effect of manual therapy and stabilizing exercises on forward head and rounded shoulder postures: a six-week intervention with a one-month follow-up study. BMC Musculoskelet Disord. 2019;20:86.
  7. Page P. Current concepts in muscle stretching for exercise and rehabilitation. Int J Sports Phys Ther. 2012;7:109–119.
  8. Kravitz LR. Developing a lifelong resistance training program. ACSMs Health Fit J. 2018;23:9-15.
Post Views: 26,230
Share
10

Related posts

มิถุนายน 10, 2026

วิธีดูแลและรักษาเมื่อเป็นโรคอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก หรือ “Bell’s Palsy”


Read more
มิถุนายน 8, 2026

หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นในเด็กและวัยรุ่น


Read more
มิถุนายน 5, 2026

กระดูกหักนานแค่ไหนถึงหาย ?


Read more
มิถุนายน 3, 2026

กายภาพบำบัดในเด็กกลุ่มอาการแองเจิลแมน (Angelman syndrome)


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.