ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน Lumbar spondylolisthesis

ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน หรือ Lumbar spondylolisthesis นั้น มาจากภาษากรีกที่ว่า spondylo แปลว่า “กระดูกสันหลัง” ส่วนคำว่า olisthesis แปลว่า “เคลื่อน” เมื่อรวมกันจึงแปลได้ว่ากระดูกสันหลังเคลื่อน (1) ซึ่งเป็นภาวะที่กระดูกสันหลังระดับบนเคลื่อนตัวไปข้างหน้า เมื่อเทียบกับกระดูกสันหลังระดับล่าง เช่น L4-spondylolisthesis หมายถึง กระดูกสันหลังระดับเอวระดับที่ 4 เคลื่อนไปข้างหน้าต่อกระดูกสันหลังระดับเอวระดับที่ 5 มักพบมากในกระดูกสันหลังระดับเอว โดยพบว่ามีอุบัติการณ์ถึง 95% ในกระดูกสันหลังส่วนล่างระดับ 4-5 และมักเกิดในวัยกลางคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป โดยมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย (2,3) ในบางการศึกษาพบอัตราส่วนระหว่างเพศหญิงและเพศชายอยู่ที่ 1.3 : 1 (3) และในบางการศึกษาพบในอัตราส่วนสูงถึง 6 : 1 (4) ซึ่งภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนนั้นสามารถก่อให้เกิดการจำกัดการใช้ชีวิตประจำวันด้วย เช่น การเดินระยะทางไกลไม่ได้เท่าเดิม มีการเซ หรือล้มได้ง่าย เป็นต้น
ประเภทของภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน (1, 5)
ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนสามารถแบ่งออกเป็น 6 ประเภท คือ
- Congenital spondylolisthesis เป็นภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนที่เกิดขึ้นแต่กำเนิด
- Isthmic spondylolisthesis เป็นภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนโดยที่มีการหักของกระดูก pars interarticularis
- Degenerative spondylolisthesis เป็นภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนจากความเสื่อม โดยที่ไม่มีการหักของกระดูก pars interarticularis มักพบในผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
- Traumatic spondylolisthesis เป็นภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนจากการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังโดยตรง เช่น ล้มหลังกระแทก
- Pathological spondylolisthesis เป็นภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนจากโรคบางขนิด เช่น การลุกลามของมะเร็งหรือเนื้องอก โรคกระดูกพรุน เป็นต้น
- Post-surgical spondylolisthesis เป็นภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนภายหลังจากการผ่าตัดซึ่งในบทความเรื่องนี้จะขอกล่าวถึง degenerative spondylolisthesis เท่านั้น
สาเหตุของภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนจากความเสื่อม (4)
ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนจากความเสื่อมอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ได้ดังนี้
- การเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลัง (spinal instability)
- ข้อต่อบริเวณกระดูกสันหลังอักเสบ (facet joint arthritis)
- มีปัญหาของเส้นเอ็นกระดูกบริเวณกระดูกสันหลัง (ligamentous laxity)
- ขาดความแข็งแรงของกลุ่มกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (core stabilizer muscle weakness)
การตรวจวินิจฉัย (6)
การวินิจฉัยภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจทางการแพทย์ ดังต่อไปนี้
- ฟิล์มเอ็กซเรย์ (plain X-ray) โดยมักตรวจในท่ายืน และจะเห็นได้ชัดในมุมทางด้านข้าง (lateral view) หรืออาจตรวจด้วยการให้ผู้ป่วยก้มหลังและแอ่นหลังขณะทำการถ่ายฟิล์มเอ็กซเรย์ (flexion-extension) เพื่อดูว่ามีการเคลื่อนของกระดูกขณะเคลื่อนไหวหรือไม่
- MRI (magnetic resonance imaging) มักจะทำในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทร่วมด้วย
- CT (computed tomography)
ซึ่งในทางกายภาพบำบัดนั้นสามารถตรวจได้ด้วยการดูการเคลื่อนไหวและการทดสอบต่าง ๆ ที่ต้องอาศัยการประเมินจากนักกายภาพบำบัด หรือ การทดสอบที่สามารถทดสอบเองได้ เช่น
- Sit to stand test ให้ผู้ทดสอบลุกขึ้นยืนจากท่านั่ง เป็นระยะเวลา 2-3 นาที ผลการทดสอบจะเป็นบวกก็ต่อเมื่อ ตอนแรกไม่มีอาการปวด กลายเป็นมีอาการปวด หรือ หากมีอาการปวดอยู่แล้วอาการปวดจะเพิ่มขึ้น
- Aberrant moving test ให้ผู้ทดสอบยืน แล้วค่อย ๆ ก้มหลัง ผลการทดสอบจะเป็นบวกก็ต่อเมื่อ มีอาการปวดขณะเคลื่อนไหวจากก้มหลังเป็นท่ายืน หรือมีอาการปวดจนต้องใช้แขนยันหน้าขาตนเองเพื่อประคอง เป็นต้น
ระดับความรุนแรง (4)
โดยสามารถบอกความรุนแรงของภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนได้จากฟิล์มเอ็กซเรย์ โดยใช้เกณฑ์การแบ่งความรุนแรงของ Meryerding classification ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ดังนี้
ระดับที่ 1 มีการเคลื่อนของกระดูกสันหลัง 0-25%
ระดับที่ 2 มีการเคลื่อนของกระดูกสันหลัง 25-50%
ระดับที่ 3 มีการเคลื่อนของกระดูกสันหลัง 50-75%
ระดับที่ 4 มีการเคลื่อนของกระดูกสันหลัง 75-100%
ระดับที่ 5 มีการเคลื่อนของกระดูกสันหลังไปทั้งหมด (spondyloptosis) ในทางคลินิกนั้นมักพบระดับความรุนแรงระดับที่ 1 และ 2 บ่อยที่สุด ในบางกรณีอาจมีการเคลื่อนของกระดูกสันหลังไปกดทับเส้นประสาทด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ทางระบบประสาทตามมา

รูปที่ 1 รูปภาพแสดงระดับความรุนแรงของภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน
อาการและอาการแสดง (2, 4)
- มีอาการปวดหลังส่วนล่าง (local pain)
- มีอาการปวดหลังส่วนล่างขณะมีการเคลื่อนไหวของหลัง (motion disorder) เช่น ลุกขึ้นจากท่านั่ง หรือ ก้มหลัง-แอ่นหลัง
- มีอาการปวดร้าวลงขา ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างขึ้นกับความรุนแรง
- หากมีการรบกวนของเส้นประสาทร่วมด้วย อาจมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขา อาการชา หรือการรับความรู้สึกลดลงได้
- หากมีการรบกวนของเส้นประสาทไขสันหลังร่วมด้วย (Cauda equina) อาจทำให้ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้อย่างปกติ
- เกิดการจำกัดการใช้ชีวิตประจำวัน หรือไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
- เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกระดูกสันหลัง เช่น หลังแอ่นมากกว่าปกติ
ปัจจัยเสี่ยง (4)
- อายุ เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี มีโอกาสที่จะมีภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนจากความเสื่อมได้ถึง 15 %
- เพศ เพศหญิงมีโอกาสที่จะมีภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนได้มากถึง 50 % เมื่อเทียบกับเพศชาย
- ฮอร์โมน ในเพศหญิงจะได้รับผลจากฮอร์โมน ซึ่งทำให้เส้นเอ็นกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังไม่แข็งแรง (ligamentous laxity) มากกว่า โดยเฉพาะในวัย menopause ที่มีผลต่อการผลิตฮอร์โมนบางชนิด
- กิจกรรมในชีวิตประจำวัน มีการศึกษาพบว่าหากในชีวิตประจำวันมีการขับรถมากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน หรือกลุ่มคนที่มีการเดินขึ้น-ลงบันได หรือทางชันบ่อย มีผลให้เกิดภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนจากความเสื่อมได้มากกว่า
สำหรับผู้ที่ต้องการทราบถึงวิธีการรักษา หรือการออกกำลังกายเพื่อดูแลตนเอง เมื่อมีภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน สามารถติดตามต่อได้ในบทความเรื่อง “การรักษาและการออกกำลังกายสำหรับภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน” นะคะ
เรียบเรียงโดย กภ. ทัชชกร สงวนศักดิ์
เอกสารอ้างอิง
- Garcia-Ramos CL, Valenzuela-Gonzalez J, Baeza-Alvarez VB, Rosales-Olivarez LM, Alpizar-Aguirre A, Reyes-Sanchez A. Degenerative spondylolisthesis I: general principles. Acta Ortop Mex. 2020; 34(5): 324-328.
- Zhang S, Ye C, Lai Q, Yu X, Liu Z, Nie T, et al. Double-level lumbar spondylolysis and spondylolisthesis: A retrospective study. J Orthop Surg Res 2018; 13(1): 2-7.
- Sun K, Liang L, Yin H, Yu J, Feng M, Zhan J, et al. Manipulative for treatment of degenerative lumbar spondylolisthesis: A protocol of systemic review and meta-analysis. Medicine. 2019; 98(49): 1-4.
- Akkawi I, Zmerly H. Degenerative spondylolisthesis: A narrative review. Acta biomed. 2021; 92(6): 1-5.
- Nakayama T, Ehara S. Spondylolytic spondylolisthesis: various imaging features and natural courses. Jpn J Radiol. 2015; 33(1): 3-12.
- Zhou Z. Zhang Y, Chen W, Wang J. Massage manipulation vs. low back muscle exercise for lumbar intervertebral instability: A preliminary randomized clinical trial. J Pak Med Assoc. 2020; 70(2): 324-336.




