Lumbosacral Transitional Vertebrae (LSTV) หนึ่งในสาเหตุของอาการปวดหลังที่หลายคนเป็นโดยไม่รู้ตัว

หากคุณเคยมีประสบการณ์ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง เคยรักษาแล้ว แต่อาการปวดก็กลับมาปวดซ้ำ ๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนาน ยืนนาน หรือออกกำลังกายบางท่า ถ้าคุณเคยเอกซเรย์แล้วแพทย์บอกว่า “มีกระดูกสันหลังเชื่อมกับกระดูกก้นกบ” นั่นอาจเป็นภาวะที่เรียกว่า Lumbosacral Transitional Vertebrae (LSTV) ฟังดูแล้วอาจตกใจว่ามันคือโรคอันตรายหรือไม่ ต้องผ่าตัดไหม ต้องรักษาอย่างไร และควรดูแลตัวเองอย่างไร ในบทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับภาวะนี้ พร้อมแนวทางการดูแลตัวเองอย่างปลอดภัย

ภาพที่ 1 แสดงโครงสร้างข้อต่อปกติ และภาวะ LSTV
โดยปกติแล้วกระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar spine) ของคนเราจะมี 5 ข้อ (L1-L5) และต่อด้วยกระดูกกระเบนเหน็บ (Sacrum) ซึ่งเป็นส่วนของเชิงกราน แต่ภาวะ Lumbosacral Transitional Vertebrae (LSTV) คือภาวะผิดปกติแต่กำเนิดที่ปีกกระดูกสันหลังส่วนเอว (transverse process) ข้อสุดท้าย (L5) เกิดการเชื่อมต่อกับกระดูกกระเบนเหน็บ (sacrum) ซึ่งอาจเป็นแบบ เชื่อมติดทั้งหมดเป็นเนื้อเดียวกันหรือเชื่อมแบบบางส่วน และอาจเกิดข้างเดียวหรือสองข้าง ทำให้จากเดิมที่ควรจะมีกระดูกเอว 5 ข้อ กลับดูเหมือนเหลือเพียง 4 ข้อ เพราะข้อที่ 5 ไปเชื่อมติดกับกระดูกกระเบนเหน็บ (ภาพที่ 1) (1,2)
อาการที่มักพบได้บ่อย (3)
งานวิจัยระบุว่า ผู้ที่มีภาวะ LSTV จำนวนมาก "ไม่มีอาการใด ๆ" และมักจะตรวจพบโดยบังเอิญจากการทำเอกซเรย์หรือ MRI ด้วยเหตุผลอื่น ส่วนกลุ่มที่ทำให้เกิดอาการ มักพบอาการปวดหลังส่วนล่างสัมพันธ์ในผู้ป่วยกลุ่มอายุน้อย อาจมีอาการได้ ดังนี้
- ปวดลึก ตื้อ มักพบปวดข้างเดียว บริเวณกระดูกเชื่อมข้างเดียว อาการปวดจะชัดเจนมากในฝั่งที่มีการสร้างข้อต่อเทียม
- มีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น เมื่อ แอ่นหลัง ค้างไว้นาน หรือ ยืนนาน
- บางรายมีอาการปวดร้าวลงขา บริเวณสะโพก หรือต้นขาด้านหลัง
- มีความรู้สึกล้า หรือเมื่อยบริเวณหลังส่วนล่างง่าย จากการนั่งทำงานแม้ไม่นาน หรือแม้กระทั่ง ก้มยกของเบา ๆ ก็รู้สึกว่ามีอาการหลังล้าจนอยากจะนั่งพิงพนักเก้าอี้
จากอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น มักถูกเรียกว่า "Bertolotti's Syndrome" คือ อาการปวดหลังส่วนล่าง เมื่อมีภาวะกระดูกสันหลังเชื่อมติดกัน
ทำไม LSTV ถึงทำให้ปวดหลัง (3)
จากลักษณะอาการปวดหลังดังกล่าวข้างต้น อธิบายกลไกการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ว่าทำไมถึงทำให้มีอาการปวดเช่นนั้น ดังนี้
1) การกระจายแรงที่ไม่สมดุล เมื่อข้อ L5 เชื่อมติดกับเชิงกราน ทำให้ข้อต่อนั้นขยับไม่ได้ แรงกระแทกจากการเดิน วิ่ง หรือการยกของที่เคยถูกกระจายผ่านข้อ L5-S1 จึงต้องถูกส่งต่อไปยัง กระดูกสันหลังข้อที่อยู่เหนือขึ้นไป (L4-L5) แทน
2) ข้อต่อส่วนบนทำงานหนักเกิน (Hypermobility) เมื่อข้อบนต้องรับแรงแทนข้อล่างที่เชื่อมติดกัน ส่งผลให้หมอนรองกระดูกและข้อต่อในระดับที่สูงขึ้นจึงเสื่อมเร็วกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง
3) เกิดการบาดเจ็บสะสม จากการเสียดสีซ้ำ ๆ ของข้อต่อเทียม (Pseudoarthrosis) และเนื้อเยื่อบริเวณรอบ ๆ จนเกิดการอักเสบ
4) กล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุลกัน ร่างกายจะพยายามปรับตัวเพื่อชดเชยส่วนที่ขยับไม่ได้ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังและสะโพกตึงตัวไม่เท่ากัน เกิดการดึงรั้งและอักเสบได้ง่าย
การวินิจฉัย (3)
ภาพถ่ายรังสี x-ray เป็นวิธีที่เป็นมาตรฐาน และนิยมที่สุด เพื่อดูลักษณะของปีกกระดูก L5 ว่ามีการเชื่อมติดกับกระดูกเชิงกรานหรือกระเบนเหน็บหรือไม่
MRI หรือ CT scan จะทำในกรณีที่สงสัยว่ามีการกดทับรากประสาท และเพื่อดูความเสื่อมของหมอนรองกระดูกข้อที่อยู่เหนือขึ้นไป รวมถึงดูการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบ ๆ จุดเชื่อมต่อ
การจำแนกประเภท (Castellvi Classification) (4, 5)
ทางการแพทย์จะแบ่งความรุนแรงของ LSTV ออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ (ภาพที่ 2)

ภาพที่ 2 แสดงการแบ่งประเภทของภาวะ LSTV
- Type I: ปีกกระดูก (transverse process) L5 ขยายใหญ่ขึ้น (กว้างกว่า 19 มม.) แต่ยังไม่เชื่อมติดกับกระดูกกระเบนเหน็บ
- Type II: ปีกกระดูก L5 สร้างข้อต่อเทียม (Pseudoarthrosis) กับกระดูกกระเบนเหน็บ ทำให้เกิดลักษณะที่เป็น "ข้อต่อใหม่" หรือข้อต่อเทียมขึ้นมา แม้จะดูเหมือนเชื่อมต่อกัน แต่ยังมีช่องว่างเล็ก ๆ ส่งผลให้เกิดแรงเสียดทานสะสมขณะเคลื่อนไหว จนนำไปสู่การอักเสบ (พบว่าชนิดนี้ทำให้เกิดอาการปวดหลังบ่อยที่สุด) (3)
- Type III: ปีกกระดูกหลอม L5 เชื่อมต่อกับกระดูกกระเบนเหน็บอย่างสมบูรณ์ (complete fusion) ชนิดนี้ไม่มีช่องว่าง และอาการปวดหลังของชนิดนี้ มักเกิดในข้อบนถัดไป (L4)
- Type IV: มีการเชื่อมติดทั้งสองข้าง โดยข้างหนึ่งเป็นแบบ Type II (สร้างข้อต่อเทียม) และอีกข้างเป็นแบบ Type III (เชื่อมติดอย่างสมบูรณ์
* การแบ่งประเภทย่อยตาม "ข้าง" ที่เป็น (Subtypes) ดังนี้
- สำหรับ Type I, II และ III ยังสามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีกตามตำแหน่งที่เกิด
Type A: เป็นแค่ "ข้างเดียว" (unilateral)
Type B: เป็นทั้ง "สองข้าง" (bilateral)
ตัวอย่าง กรณีแพทย์ระบุว่าเป็น Type IIB หมายความว่า ผู้ป่วยมี "ข้อต่อเทียม" แต่ L5 ยังเชื่อมติดกับกระดูกกระเบนเหน็บไม่สมบูรณ์ เกิดขึ้นทั้งข้างซ้ายและขวา
การรักษา (3, 6)
จากงานวิจัย ได้แนะนำขั้นตอนการรักษา โดยเริ่มจากวิธีอนุรักษ์นิยม ไปจนถึงการผ่าตัด ดังนี้
การรักษาตามอาการ
- การทำกายภาพบำบัดร่วมกับการปรับพฤติกรรม และการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
การฉีดยา
- การฉีดยาเข้าบริเวณข้อต่อเทียม (Pseudoarthrosis) หรือการใช้คลื่นวิทยุความร้อน (Radiofrequency Ablation) เพื่อระงับปวดที่เส้นประสาทรอบข้อต่อ
การผ่าตัด
- การผ่าตัดจะทำก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผลแล้วเกิน 6-12 เดือน โดยมีทั้งการตัดปีกกระดูก (transverse process) ที่เกินมาออก (Resection) หรือการผ่าตัดเชื่อมข้อ (Fusion)
การรักษาทางกายภาพบำบัด (6,7)
หัวใจสำคัญของกายภาพบำบัดในภาวะนี้คือการจัดการกับ "การรับน้ำหนักที่ไม่สมดุล" (Asymmetric Loading) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดอาการปวดและการลดลงของความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วย เนื่องจากข้อต่อ L5 และกระดูกกระเบนเหน็บ ขยับได้ไม่ปกติ การกระจายแรงจึงผิดปกติ การรักษาจะเข้าไปจัดการกับการเคลื่อนไหวที่ผิดจังหวะ (Irregular Motion) เพื่อลดภาระของข้อต่อส่วนเกินและกล้ามเนื้อรอบข้าง
การรักษาทางกายภาพบำบัดประกอบไปด้วยแนวทางหลัก ดังนี้
- การจัด ดัด ดึงข้อต่อ (manual spine manipulation)
- การออกกำลังกาย และการปรับท่าทาง
การปรับท่าทาง (posture correction) ช่วยให้แนวแรงของร่างกายกลับมาอยู่ในจุดที่เหมาะสม ลดแรงกดทับบริเวณที่อักเสบ
การเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเพิ่มความมั่นคงต่อโครงสร้างกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และกล้ามเนื้อสะโพก
การฝึกประสานงานของกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานสอดประสานกัน ป้องกันการบาดเจ็บกับโครงสร้างที่เชื่อมติดกัน
การเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย เพื่อลดการดึงรั้งของโครงสร้างหลัง ที่ส่งผลต่อกระดูกสันหลังส่วนล่าง และป้องกันการบาดเจ็บกับโครงสร้างที่เชื่อมติดกัน
จากงานวิจัยพบว่า ผู้ป่วยชนิด type II ซึ่งเป็นชนิดที่มักพบอาการปวดบ่อยที่สุด เป็นกลุ่มที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการฉีดยาและกายภาพบำบัดได้ดี แต่หากละเลยอาจกลายเป็นกลุ่มที่ต้องถูกพิจารณาเข้ารับการผ่าตัดมากที่สุด (3)
เรียบเรียงโดย กภ. กนกวรรณ พลสา
เอกสารอ้างอิง
- Konin G, Walz D. Lumbosacral transitional vertebrae: classification, imaging findings, and clinical relevance. American Journal of Neuroradiology. 2010;31(10):1778-86.
- Landauer F, Trieb K. Diagnostic Limitations and Aspects of the Lumbosacral Transitional Vertebrae (LSTV). Applied Sciences. 2022;12(21):10830.
- Jancuska JM, Spivak JM, Bendo JA. A review of symptomatic lumbosacral transitional vertebrae: Bertolotti's syndrome. International journal of spine surgery. 2015;9:42.
- Hanhivaara J, Määttä JH, Karppinen J, Niinimäki J, Nevalainen MT. The association of lumbosacral transitional vertebrae with low back pain and lumbar degenerative findings in MRI: a large cohort study. Spine. 2022;47(2):153-62.
- McGrath K, Schmidt E, Rabah N, Abubakr M, Steinmetz M. Clinical assessment and management of Bertolotti Syndrome: a review of the literature. The Spine Journal. 2021;21(8):1286-96.
- Crane J, Cragon R, O’Neill J, Berger AA, Kassem H, Sherman WF, et al. A comprehensive update of the treatment and management of Bertolotti’s syndrome: a best practices review. Orthopedic Reviews. 2021;13(2):24980.
- Frasuńska J, Stypińska B, Tarnacka B. Physiotherapy management strategies for chronic pain control in patients with lumbosacral transitional vertebrae and low back pain: a review of the literature. Rheumatol. 2025;63(4):251.




