กายภาพบำบัดเพื่อลดอาการปวดหลังส่วนล่างขณะตั้งครรภ์

ว่าที่คุณแม่ส่วนใหญ่นอกจากจะตื่นเต้นกับการเตรียมความพร้อมต้อนรับสมาชิกใหม่แล้ว ยังต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และร่างกายที่เกิดจากเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ส่งผลให้คุณแม่หลายๆท่านอาจต้องพบกับอาการปวดหลังส่วนล่างขณะตั้งครรภ์ โดยมีอาการปวดหรือรู้สึกไม่สบายที่บริเวณหลังส่วนบั้นเอว เชิงกรานสะโพก อาจจะมีอาการร้าวลงไปที่ขาทั้งสองข้างหรือไม่มีก็ได้ มักจะมีอาการปวดมากขึ้นเมื่ออยู่ท่าใดท่าหนึ่งนาน ๆ หรือเมื่อมีการเคลื่อนไหวสะโพกหรือกระดูกสันหลัง (1) ในประเทศไทยพบอุบัติการณ์การเกิดอาการปวดหลังส่วนล่างขณะตั้งครรภ์ร้อยละ 50 – 70 (2-3) โดยแต่ละท่านจะมีระดับความปวดที่มากน้อยแตกต่างกัน เมื่อเกิดอาการปวดหลังส่วนล่างแล้วมักส่งผลกระทบทำให้การทำกิจกรรมต่าง ๆ ลดลง อาการปวดอาจรบกวนการนอนหลับได้ถึงร้อยละ 58 – 60 ซึ่งอาการปวดจะมีความรุนแรงขึ้นช่วงตั้งครรภ์ท้องแก่หรือช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ (1) และอาจส่งผลกระทบระยะยาวได้โดยทำให้ความสามารถของคุณแม่ในการดูแลทารกแรกเกิดหลังการคลอดลดลงเนื่องจากอาการปวดหลังส่วนล่างหลังคลอด (1-3)
เพราะเหตุใดว่าที่คุณแม่จึงมักมีอาการปวดหลังส่วนล่างขณะตั้งครรภ์?
- ผลจากการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนรีแลกซิน (relaxin) ที่ผลิตจากรังไข่ปลดปล่อยออกมาช่วงตั้งครรภ์ ส่งผลให้เนื้อเยื่อ เส้นเอ็นรอบข้อต่อ กล้ามเนื้อ เกิดการหย่อนตัวและยืดออก ช่วยให้มีการขยายตัวของอุ้งเชิงกราน และเอ็นยึดข้อต่อกระดูกหลังส่วนล่างเกิดการหย่อน เพื่อพร้อมรับการขยายตัวของมดลูกที่จะขยายขนาดตามอายุครรภ์ ทำให้จุดศูนย์ถ่วงในการทรงท่าเปลี่ยนแปลงไป กระดูกสันหลังส่วนล่างจะมีการปรับตัวให้แอ่นมากขึ้น (lumbar lordosis) จึงเกิดอาการปวดหลังส่วนล่างตามมา(4)
- น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ โดยเฉลี่ยแล้วคุณแม่ตั้งครรภ์เดี่ยวส่วนใหญ่อาจมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 11.5-16 กิโลกรัม ในกลุ่มที่มีดัชนีมวลกายปกติก่อนการตั้งครรภ์ (ดัชนีมวลกายปกติ 18.5-24.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) (5) ซึ่งประกอบด้วยน้ำหนักตัวของทารกในครรภ์ รก น้ำคร่ำ เต้านมและมดลูกที่ใหญ่ขึ้น ปริมาตรเลือดและไขมันสะสมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้มีแรงกระทำต่อข้อต่อหลังเพิ่มขึ้นสองเท่า ส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อหลังและเอ็นรอบข้อต่อหลังที่ต้องรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น จึงเกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและมีอาการปวดหลังส่วนล่างตามมา (1-4)
- การขยายตัวของมดลูก มดลูกของคุณแม่ตั้งครรภ์จะค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดเท่ากับลูกฟุตบอล ทำให้เกิดการยืดตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้อง (abdominal muscles) ส่งผลให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องลดลง ซึ่งกล้ามเนื้อหน้าท้องทำหน้าที่ช่วยพยุงแกนกลางของลำตัว ส่งผลให้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายเปลี่ยนไป ร่างกายจะมีการปรับท่าทางโดยอัตโนมัติ โดยการแอ่นหลังมากกว่าปกติ กล้ามเนื้อหลังก็จะทำหน้าที่รับน้ำหนักมากขึ้น (1,4,6)
- ปริมาณการไหลเวียนเลือดลดลงจากการกดทับหลอดเลือดเวนาคาวา (vena cava) จากตัวมดลูก เกิดภาวะขาดออกซิเจน เมื่อกล้ามเนื้อได้รับออกซิเจนน้อยลงแต่มีการเผาผลาญเพิ่มขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการเผาผลาญแบบไม่ใช่ออกซิเจน จึงเกิดกรดแลกติกไปกระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึกปวดของกล้ามเนื้อ จึงทำให้มีอาการปวดหลังในเวลากลางคืน (4,6)
- ท่าทางและการทรงท่าในกิจวัตรประจำวัน คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีหน้าท้องใหญ่มากขึ้น มักจะมีการทรงท่าที่ตัวแอ่นไปข้างหลังเพื่อพยุงตัว ไม่ว่าจะเป็นท่ายืน เดิน หรือนั่ง ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังและเอ็นรอบข้อต่อหลังทำงานเพิ่มขึ้น จึงเกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและมีอาการปวดหลังส่วนล่างตามมา (1,2,4,6)
- การทำงานที่ใช้ลักษณะท่าทางเดิมเป็นระยะเวลานาน หรือมีระยะเวลาในการ ทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่ได้หยุดพักในระหว่างการทำงาน การใช้แรงงาน การยกของหนัก และลักษณะงานค่อนข้างหนัก ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่างในขณะตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น (1,2,4,6)
- ความเครียดที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ ว่าที่คุณแม่ขณะตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มีความกังวลและความเครียดซ่อนอยู่ ทำให้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ในร่างกายเกิดการตึงตัว มีผลต่ออาการปวดหลังได้ด้วยเช่นกัน (1,2,4,6)
- ประวัติการบาดเจ็บที่บริเวณหลังหรืออุ้งเชิงกรานก่อนตั้งครรภ์ (1,2,4,6)
การบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่างเบื้องต้นของว่าที่คุณแม่ขณะตั้งครรภ์ (6-7)
- คุมน้ำหนักตัวให้ขึ้นตามเกณฑ์ที่แพทย์กำหนดไว้
- การปรับเปลี่ยนท่าทางในชีวิตประจำวัน ท่าทางที่ดีช่วยบรรเทาความล้าของกล้ามเนื้อหลังที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นได้ ว่าที่คุณแม่คณะตั้งครรภ์ควรได้รับคำแนะนำจากนักกายภาพบำบัด ในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในการปรับเปลี่ยนท่าทางที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ท่ายืนขณะยืนปล่อยหัวไหล่ให้ผ่อนคลาย ผายหน้าอก กระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อสะโพก ทำหลังให้ตรง ยืดคอยกศีรษะเสมือนส่วนบนของศีรษะกำลังถูกดึงเข้าหาเพดาน กระจายน้ำหนักสม่ำเสมอ (ดังรูปที่ 1) ท่านั่งให้นั่งหลังตรงสม่ำเสมอเมื่อนั่งบนเก้าอี้ให้นั่งชิดพนักพิงเพื่อให้พนักประคองหลัง (ดังรูปที่ 2) หลีกเลี่ยงการนั่งไขว้ห้าง ท่านอนควรนอนลงช้าๆ และเริ่มจากท่านั่งเสมอ ค่อย ๆ ลดตัวลงนอนในท่าตะแคงข้างโดยใช้ศอกยันเพื่อพยุงน้ำหนักร่างกายส่วนบน เลื่อนตัวลงสู่ท่านอนโดยให้มือช่วย
- หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หากมีความจำเป็นต้องยกของหนักหรืออุ้มเด็ก คุณแม่ตั้งครรภ์ควรฝึกให้ถูกวิธี โดยยืน แยกเท้าออกเท่าช่วงสะโพก ให้ปลายเท้าเฉียงออกเล็กน้อย จากนั้นค่อยๆ งอเข่า หย่อนตัวลงตรงๆ พยายามให้น้ำหนักตัวอยู่ตรงกลางและบริเวณสะโพก ใช้กำลังจากแขนและไหล่ยกของ สุดท้ายจึงใช้ขาพยุงตัวขึ้น โดยไม่ควรใช้แรงหลัง (ดังรูปที่ 3) แต่ถ้ามีอาการปวดหลังหรือไม่มีความจำเป็นก็ไม่ควรยกของหนักหรืออุ้มเด็กจากพื้น
- หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง เพราะจะทำให้หลังรับน้ำหนักมากขึ้นอีก
- การนวดผ่อนคลาย ช่วยลดปวดได้โดยเป็นการกระตุ้นปลายประสาทขนาดใหญ่ ทำ ให้มีการหลั่งสารเคมี ที่มีฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีนภายในร่างกาย ส่งผลให้ประตูความปวดที่ไขสันหลังปิด คุณแม่ตั้งครรภ์จะรู้สึกว่าความปวดลดลงหรือ หายไป นอกจากนี้การนวดที่เหมาะสมในคุณแม่ตั้งครรภ์ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ลดอาการบวมและอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนโลหิต ช่วยขจัดของเสียของ ขบวนการเผาผลาญที่เกิดจากการทำ งานของกล้ามเนื้อ
- การออกกำลังกายในขณะตั้งครรภ์ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรมีการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับระยะการตั้งครรภ์ การออกกำลังกายที่ปลอดภัยและสามารถทำ ได้ตลอดการตั้งครรภ์คือ การเดิน ว่ายน้ำ ถีบจักรยานอยู่กับที่ และการออกกำลังกายในน้ำ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้
- การประคบร้อนเมื่อมีการตึงตัวของกล้ามเนื้อหลัง การประคบเย็นเมื่อมีการอักเสบปวดบวมที่บริเวณหลัง
- การสวมชุดพยุงครรภ์ การใช้เข็มขัดพยุงครรภ์ (7-8)
- หากใช้วิธีบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่างเบื้องต้นแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการปวดมาก ควรปรึกษานักกายภาพบำบัด หรือแพทย์ที่ฝากครรภ์
เรียบเรียงโดย กภ.นุชจรี ศิริ
เอกสารอ้างอิง
- Ansari NN, Hasson S, Naghdi S, Keyhani S, Jalaie S. Low back pain during pregnancy in Iranian women: Prevalence and risk factors. Physiother Theory Pract. 2010;26(1):40-8.
- Mahawanakul S, Chaiwanichsiri D. Gestational back pain in Chulalongkorn antenatal care clinic. J Thai Rehabil Med. 1999;9(1):33-40.
- Puntumetakul R, Chatchawan U, Mackawon S, Sitthikongsak S, Chokkanapitak J, Werawatanatakul Y. Prevalence and risk factors of low back pain in pregnant women who delivered at Srinagarind Hospital. Srinagarind Med J. 1997;12(4):234-41.
- Vermani E, Mittal R, Weeks A. Pelvic girdle pain and low back pain in pregnancy: a review. Pain Pract. 2010;10(1):60-71.
- WHO Expert Consultation. Appropriate body-mass index for Asian populations and its implications for policy and intervention strategies. Lancet. 2004;10;363(9403):157-63.
- Albert HB, Godskesen M, Korsholm L, Westergaard JG. Risk factors in developing pregnancy‐related pelvic girdle pain. Acta Obstet Gynecol Scand. 2006;85(5):539-44.
- Maia LB, Amarante LG, Vitorino DF, Mascarenhas RO, Lacerda AC, Lourenço BM, Oliveira VC. Effectiveness of conservative therapy on pain, disability and quality of life for low back pain in pregnancy: A systematic review of randomized controlled trials. Braz J Phys Ther. 2021.
- Chang HY, Jensen MP, Lai YH. How do pregnant women manage lumbopelvic pain? Pain management and their perceived effectiveness. J Clin Nurs. 2015;24(9-10):1338-46.








