mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

กายภาพบำบัดในเด็กที่มีอาการเกร็งจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อสูงกว่าปกติ

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางเด็ก
  • กายภาพบำบัดในเด็กที่มีอาการเกร็งจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อสูงกว่าปกติ

กายภาพบำบัดในเด็กที่มีอาการเกร็งจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อสูงกว่าปกติ

พฤษภาคม 19, 2023
Categories
  • กายภาพบำบัดทางเด็ก
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • Children with hypertonia
  • Children with Spasticity
  • ความตึงตัวของกล้ามเนื้อสูงในเด็ก

กายภาพบำบัดในเด็กที่มีอาการเกร็งจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อสูงกว่าปกติ

ผู้ป่วยเด็กที่มาเข้ารับการรักษาทางกายภาพบำบัดมีอาการหลากหลาย เช่น พัฒนาการการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดใหญ่ล่าช้าไม่สมวัย เคลื่อนไหวได้ยากลำบาก โดยเกิดจากสาเหตุที่พบได้บ่อย คือ อาการเกร็งจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อสูงกว่าปกติ ส่งผลทำให้จำกัดการเคลื่อนไหวของร่างกายในส่วนนั้น ทำให้เคลื่อนไหวได้ไม่เป็นปกติ อาการเกร็งนี้สามารถพบได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่น แขน ขา และแกนกลางลำตัว

อาการเกร็งจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อสูงกว่าปกติในเด็ก (Spasticity) เกิดจากอะไร

อาการเกร็งจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อสูงกว่าปกติ (Spasticity) ในเด็ก เกิดจากการที่มีพยาธิสภาพในสมองที่กำลังพัฒนา ส่งผลทำให้ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวในส่วนที่มีปัญหาได้ เช่น พบปัญหาเคลื่อนไหวในลำดับพัฒนาการได้ยากลำบาก เช่น พลิกตัว คืบหรือคลาน เป็นต้น ทรงตัวในท่าทางต่าง ๆ ได้ยาก ยืนและเดินไม่มั่นคง การปรับความตึงตัวกล้ามเนื้อให้อยู่ในระดับที่ปกติช่วยส่งเสริมให้ร่างกายอยู่ในท่าทางที่เหมาะสมและเกิดการเคลื่อนไหวร่างกายที่ถูกต้อง1

โรคสมองพิการ (Cerebral palsy) เป็นโรคทางระบบประสาททางเด็กที่พบบ่อยและมีอาการเกร็งที่มีความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งพยาธิสภาพในสมอง การตรวจร่างกายทางกายภาพบำบัดมักพบอาการเกร็งเหยียดที่แขน ขา และลำตัว โดยอาจเป็นที่รยางค์แขนและขาเพียงหนึ่งข้าง หรือรยางค์แขนหรือขาทั้งสองข้าง หรือเป็นทุกรยางค์ขึ้นกับประเภทของโรคสมองพิการ ซึ่งหากผู้ปกครองอยากทราบว่าเด็กมีพยาธิสภาพที่สมองบริเวณใด อาจต้องปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการตรวจพิเศษเพื่อดูตำแหน่งพยาธิสภาพในสมองเพิ่มเติม

ร่างกายในท่าทางปกติเป็นอย่างไร

ร่างกายในท่าทางที่ปกติหรือท่าทางธรรมชาติ (Neutral position) ดังภาพที่ 1 เป็นท่าทางที่ศีรษะและลำตัวอยู่ในแนวตรง แขนและขาอยู่ในแนวกลาง ไม่หมุนเข้าหรือหมุนออก ซึ่งใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการจัดท่าทางหรือยืดกล้ามเนื้อให้รยางค์อยู่ในแนวที่ถูกต้องเหมาะสม

ภาพที่ 1 แสดงลักษณะท่าทางปกติหรือท่าทางธรรมชาติ (Neutral position)

ภาพที่ 1 แสดงลักษณะท่าทางปกติหรือท่าทางธรรมชาติ (Neutral position)

ลักษณะของอาการเกร็งจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อสูงกว่าปกติ

  1. เกร็งงอ
  • 1.1 รยางค์แขน อาการเกร็งอยู่ในท่าไหล่หมุนเข้าด้านใน งอศอก หมุนแขนท่อนล่างเข้าด้านใน งอข้อมือและบิดเอียงไปทางนิ้วก้อย นิ้วมือกำโดยนิ้วโป้งมักกำอยู่ด้านในนิ้วทั้งสี่
  • 1.2 รยางค์ขา อาการเกร็งอยู่ในท่าเหยียดสะโพก หุบสะโพกและหมุนสะโพกเข้าด้านใน สังเกตได้จากเข่าทั้งสองข้างจะหุบชิดเข้าหากัน เข่าเหยียด ข้อเท้าถีบปลายเท้าลง บางรายอาจมีบิดหมุนข้อเท้าเข้าด้านในร่วมด้วย นิ้วเท้างอจิก
  • 1.3 แกนกลางลำตัว อาการเกร็งจะมีลักษณะเกร็งเหยียดแอ่นไปทางด้านหลังตั้งแต่ศีรษะ คอ และแผ่นหลังทั้งหมด
ภาพที่ 2 แสดงลักษณะเกร็งงอ

ภาพที่ 2 แสดงลักษณะเกร็งงอ

  1. เกร็งเหยียด
  • 2.1 รยางค์แขน อาการเกร็งอยู่ในท่าไหล่หมุนเข้าด้านใน เหยียดศอก หมุนแขนท่อนล่างเข้าด้านใน งอข้อมือและบิดเอียงไปทางนิ้วก้อย นิ้วมือกำโดยนิ้วโป้งมักกำอยู่ด้านในนิ้วทั้งสี่
  • 2.2 รยางค์ขา อาการเกร็งอยู่ในท่าเหยียดสะโพก หุบสะโพกและหมุนสะโพกเข้าด้านใน สังเกตได้จากเข่าทั้งสองข้างจะหุบชิดเข้าหากัน เข่าเหยียด ข้อเท้าถีบปลายเท้าลง บางรายอาจมีบิดหมุนข้อเท้าเข้าด้านในร่วมด้วย นิ้วเท้างอจิก
  • 2.3 แกนกลางลำตัว อาการเกร็งจะมีลักษณะเกร็งเหยียดแอ่นไปทางด้านหลังตั้งแต่ศีรษะ คอ และแผ่นหลังทั้งหมด
ภาพที่ 3 แสดงลักษณะเกร็งเหยียด

ภาพที่ 3 แสดงลักษณะเกร็งเหยียด

โดยอาการเกร็งจะสัมพันธ์กับความเร็วในการขยับหรือเคลื่อนไหวรยางค์นั้น ๆ เช่น หากงอและเหยียดศอกเร็ว ๆ แรงต้านในการงอเหยียดศอกก็จะแสดงออกมามากขึ้น การอยู่ในท่าทางที่มีอาการเกร็งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจะส่งผลทำให้เกิดปัญหาทางกล้ามเนื้อและข้อต่อตามมา เช่น กล้ามเนื้อตึงรั้งยึดติดซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยขัดขวางการเคลื่อนไหว2 กล้ามเนื้ออ่อนแรง พิสัยการเคลื่อนไหวของข้อต่อไม่เต็มช่วงการเคลื่อนไหว รวมถึงอาจเกิดปัญหาข้อต่อบางข้อต่อเคลื่อนออกจากตำแหน่งที่เหมาะสม เช่น ข้อสะโพก ทำให้เกิดอาการปวดได้ในบางราย เคลื่อนไหวได้ยากลำบาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเล่นและการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน หากเด็กมีการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น สามารถช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กที่ดีขึ้น และช่วยลดการดูแลเด็กของครอบครัวได้3

กายภาพบำบัดกับอาการเกร็งจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อสูงกว่าปกติ

  1. การยืดกล้ามเนื้อที่มีอาการเกร็งเพื่อลดความตึงรั้งของกล้ามเนื้อ4 ดังนี้
    • 1.1 การยืดกล้ามเนื้อรยางค์แขน

ท่าเริ่มต้น : นอนหงาย

วิธียืด : จับไหล่ให้หมุนออกทางด้านนอก เหยียดศอก หมุนแขนท่อนล่างออกด้านนอก กระดกข้อมือและจัดให้ข้อมืออยู่ในแนวตรงแนวเดียวกันกับแขนท่อนล่าง จับนิ้วทั้งสี่ให้เหยียดออกร่วมกับการเหยียดนิ้วโป้งในลักษณะคล้ายการแบมือ จัดให้อยู่ในท่าทางที่เหมาะสมอ้างอิงจากท่าทางปกติหรือท่าทางธรรมชาติ โดยทำในจังหวะที่ช้าและนุ่มนวล ค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที และผ่อนแรงเพียงเล็กน้อย จากนั้นทำซ้ำไปจนครบ 10 ครั้ง ทำ 3 รอบต่อวัน ทำทุกวัน

ภาพที่ 4 แสดงการยืดรยางค์แขน

ภาพที่ 4 แสดงการยืดรยางค์แขน

  • 1.2 การยืดกล้ามเนื้อรยางค์ขา แบ่งออกเป็นมัดกล้ามเนื้อ ดังนี้
    • 1.2.1 กล้ามเนื้องอสะโพก
      • 1.2.1.1 กรณีเด็กเล็ก

ท่าเริ่มต้น : นอนหงาย

วิธียืด : จับขาของเด็กข้างหนึ่ง งอเข่าและสะโพกเท่าที่ทำได้ จากนั้นจับบริเวณใต้ต้นขาของเด็ก ออกแรงดันขาที่ยกอยู่ไปทางศีรษะของเด็ก คอยระวังอย่าให้เข่าของเด็กบิดเข้าด้านใน จากนั้นใช้มืออีกข้างหนึ่งจับต้นขาของเด็กด้านที่ต้องการยืดโดยเลี่ยงการจับบริเวณเข่า ออกแรงกดลงในทิศทางตรึงกับพื้นเบาะอย่างนุ่มนวลจนถึงจุดที่มีแรงต้าน ค้างไว้ 10-15 วินาที และผ่อนแรงเพียงเล็กน้อย จากนั้นทำซ้ำไปจนครบ 10 ครั้ง ทำ 3 รอบต่อวัน ทำทุกวัน

ภาพที่ 5 แสดงการยืดกล้ามเนื้องอสะโพกในเด็กเล็ก

ภาพที่ 5 แสดงการยืดกล้ามเนื้องอสะโพกในเด็กเล็ก

      • 1.2.1.2 กรณีเด็กโต

ท่าเริ่มต้น : นอนคว่ำ

วิธียืด : จับต้นขาของเด็ก จากนั้นผู้ยืดถ่ายน้ำหนักไปทางศีรษะของเด็ก ยกขาเด็กขึ้นไปในทิศทางเพดานจนถึงจุดที่มีแรงต้าน ค้างไว้ 10-15 วินาที และผ่อนแรงเพียงเล็กน้อย จากนั้นทำซ้ำไปจนครบ 10 ครั้ง ทำ 3 รอบต่อวัน ทำทุกวัน

ภาพที่ 6 แสดงการยืดกล้ามเนื้องอสะโพกในเด็กโต

ภาพที่ 6 แสดงการยืดกล้ามเนื้องอสะโพกในเด็กโต

    • 1.2.2 กล้ามเนื้อเหยียดสะโพก

ท่าเริ่มต้น : นอนหงาย

วิธียืด : จับขาของเด็กให้อยู่ในท่างอสะโพก จากนั้นผู้ยืดถ่ายน้ำหนักไปทางศีรษะของเด็กจนถึงจุดที่มีแรงต้าน ค้างไว้ 10-15 วินาที และผ่อนแรงเพียงเล็กน้อย จากนั้นทำซ้ำไปจนครบ 10 ครั้ง ทำ 3 รอบต่อวัน ทำทุกวัน

ภาพที่ 7 แสดงการยืดกล้ามเนื้อเหยียดสะโพก

ภาพที่ 7 แสดงการยืดกล้ามเนื้อเหยียดสะโพก

    • 1.2.3 กล้ามเนื้อหุบสะโพก
      • 1.2.3.1 กรณีเด็กเล็ก

ท่าเริ่มต้น : นอนหงาย

วิธียืด : ผู้ยืดใช้มือข้างหนึ่งจับต้นขาของเด็กตรึงไว้กับพื้นอย่างนุ่มนวลให้ขาอยู่ในแนวตรงขนานลำตัวเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้ขาอีกข้างหุบตามมาในขณะที่กำลังกางขาอีกข้าง โดยเลี่ยงการจับบริเวณเข่า จากนั้นใช้มืออีกข้างสอดใต้ต้นขาจับ ประคองอย่างนุ่มนวลและออกแรงเคลื่อนขาให้กางสะโพกออกจนถึงจุดที่มีแรงต้าน ค้างไว้ 10-15 วินาที และผ่อนแรงเพียงเล็กน้อย จากนั้นทำซ้ำไปจนครบ 10 ครั้ง ทำ 3 รอบต่อวัน ทำทุกวัน

ภาพที่ 8 แสดงการยืดกล้ามเนื้อหุบสะโพกในเด็กเล็ก

ภาพที่ 8 แสดงการยืดกล้ามเนื้อหุบสะโพกในเด็กเล็ก

      • 1.2.3.2 กรณีเด็กโต

ท่าเริ่มต้น : นอนหงาย

วิธียืด : ผู้ยืดนั่งบริเวณหว่างขาของเด็ก โดยให้ขาข้างหนึ่งอยู่ในแนวตรงขนานกับลำตัวเด็กและใช้ตัวของผู้ยืดกันไว้ไม่ให้ขาหุบตามมาในขณะกำลังยืดขาอีกข้าง จากนั้นใช้มืออีกข้างจับต้นขาของเด็กและเลี่ยงบริเวณเข่า และอีกข้างจับบริเวณหน้าแข้งของเด็ก ออกแรงทั้งสองมือเคลื่อนขาไปในทิศกางสะโพกจนถึงจุดที่มีแรงต้าน ค้างไว้ 10-15 วินาที และผ่อนแรงเพียงเล็กน้อย จากนั้นทำซ้ำไปจนครบ 10 ครั้ง ทำ 3 รอบต่อวัน ทำทุกวัน

ภาพที่ 9 แสดงการยืดกล้ามเนื้อหุบสะโพกในเด็กโต

ภาพที่ 9 แสดงการยืดกล้ามเนื้อหุบสะโพกในเด็กโต

    • 1.2.4 กล้ามเนื้องอเข่า

ท่าเริ่มต้น : นอนหงาย

วิธียืด : จับขาของเด็กงอสะโพกและเข่า 90 องศา จากนั้นจับใต้บริเวณเอ็นร้อยหวาย เหยียดขาเด็กขึ้นในทิศทางไปหาเพดานจนถึงจุดที่มีแรงต้าน ค้างไว้ 10-15 วินาที และผ่อนแรงเพียงเล็กน้อย จากนั้นทำซ้ำไปจนครบ 10 ครั้ง ทำ 3 รอบต่อวัน ทำทุกวัน

ภาพที่ 10 แสดงการยืดกล้ามเนื้องอเข่า

ภาพที่ 10 แสดงการยืดกล้ามเนื้องอเข่า

    • 1.2.5 กล้ามเนื้อเหยียดเข่า

ท่าเริ่มต้น : นอนคว่ำ

วิธียืด : นำผ้าสอดบริเวณต้นขาโดยเลี่ยงบริเวณเข่า จากนั้นจับขาท่อนล่างของเด็ก งอเข่าจนถึงจุดที่มีแรงต้าน ค้างไว้ 10-15 วินาที และผ่อนแรงเพียงเล็กน้อย จากนั้นทำซ้ำไปจนครบ 10 ครั้ง ทำ 3 รอบต่อวัน ทำทุกวัน

ภาพที่ 11 แสดงการยืดกล้ามเนื้อเหยียดเข่า

ภาพที่ 11 แสดงการยืดกล้ามเนื้อเหยียดเข่า

    • 1.2.6 กล้ามเนื้อน่อง

ท่าเริ่มต้น : นอนหงาย

วิธียืด : นำผ้าขนหนูผืนเล็ก ม้วนสอดใต้เข่า ให้เข่าอยู่ในลักษณะงอเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้เข่าแอ่น จับบริเวณใต้เอ็นร้อยหวายของเด็ก แขนท่อนล่างของผู้ยืด รองอยู่ใต้บริเวณเท้าของเด็ก จากนั้นผู้ยืดถ่ายน้ำหนักไปทางศีรษะของเด็ก เพื่อให้เท้าเกิดการเคลื่อนไหวในลักษณะกระดกข้อเท้าขึ้นจนถึงจุดที่มีแรงต้าน ค้างไว้ 10-15 วินาที และผ่อนแรงเพียงเล็กน้อย จากนั้นทำซ้ำไปจนครบ 10 ครั้ง ทำ 3 รอบต่อวัน ทำทุกวัน

ภาพที่ 12 แสดงลักษณะการยืดกล้ามเนื้อบริเวณน่อง

ภาพที่ 12 แสดงลักษณะการยืดกล้ามเนื้อบริเวณน่อง

  1. การจัดท่าทางขณะนอนบนเตียงที่เหมาะสมเพื่อลดอาการเกร็ง5
  • 2.1 รยางค์แขน

ท่างทางของเด็กมักอยู่ในท่าทางแขนหุบชิดเข้าหาลำตัว การจัดท่าทางสามารถทำได้โดยใช้หมอนหรือผ้าขนหนูม้วนที่มีพื้นผิวนุ่มสบาย นำมาสอดระหว่างบริเวณข้างลำตัวกับแขนเพื่อให้แขนอยู่ในลักษณะกางออกเล็กน้อย สามารถจัดท่าทางให้เด็กนอนอยู่ในท่าดังกล่าว เป็นเวลาประมาณ 15-20 นาที

ภาพที่ 13 แสดงการจัดท่าโดยใช้หมอนหรือผ้าขนหนูนุ่มสอดระหว่างแขนและลำตัว

ภาพที่ 13 แสดงการจัดท่าโดยใช้หมอนหรือผ้าขนหนูนุ่มสอดระหว่างแขนและลำตัว

2.2 รยางค์ขา

ท่างทางของเด็กมักอยู่ในท่าทางแขนหุบชิดเข้าหาลำตัว การจัดท่าทางสามารถทำได้โดยใช้หมอนหรือผ้าขนหนูม้วนที่มีพื้นผิวนุ่มสบาย นำมาสอดระหว่างบริเวณข้างลำตัวกับแขนเพื่อให้แขนอยู่ในลักษณะกางออกเล็กน้อย สามารถจัดท่าทางให้เด็กนอนอยู่ในท่าดังกล่าว เป็นเวลาประมาณ 15-20 นาที

ท่าทางของเด็กมักอยู่ในท่าทางสะโพกทั้งสองข้างหมุนเข้าด้านใน และเข่าหุบชิดเข้าหากัน การจัดท่าทางสามารถทำได้โดยใช้หมอนหรือผ้าขนหนูม้วนที่มีพื้นผิวนุ่มสบาย นำมาสอดระหว่างบริเวณกึ่งกลางขาทั้งสองข้างเพื่อให้ขาอยู่ในลักษณะกางออกเท่ากับความกว้างของไหล่ สามารถจัดท่าทางให้เด็กนอนอยู่ในท่าดังกล่าว เป็นเวลาประมาณ 15-20 นาที

ภาพที่ 14 แสดงการจัดท่าทางโดยใช้หมอนหรือผ้าขนหนูนุ่มสอดระหว่างขาทั้งสองข้าง

ภาพที่ 14 แสดงการจัดท่าทางโดยใช้หมอนหรือผ้าขนหนูนุ่มสอดระหว่างขาทั้งสองข้าง

  1.  ท่าอุ้มที่ช่วยลดอาการเกร็งขณะอุ้ม6

เนื่องจากเด็กจะมีลักษณะอาการเกร็งตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น ท่าทางการอุ้มที่สามารถช่วยลดอาการเกร็งขณะอุ้มให้เกิดขึ้นน้อยลง แบ่งออกตามอาการเกร็ง ดังนี้

  • 3.1 กลุ่มเกร็งงอ
    • 3.1.1 ใช้ท่าอุ้มเด็กพาดบ่าให้เด็กหันหน้าไปทางด้านหลังของผู้ปกครอง มือประคองบริเวณช่วงหลังท้ายทอย สามารถช่วยลดการเกร็งงอ และควรอุ้มสลับกันทั้งสองด้านของไหล่ของผู้ปกครอง เพื่อไม่ให้เกิดการใช้งานด้านใดด้านหนึ่งที่มากเกินไป
ภาพที่ 15 แสดงการอุ้มพาดบ่า

ภาพที่ 15 แสดงการอุ้มพาดบ่า

    • 3.1.2 ใช้ท่าอุ้มโดยใช้มือข้างหนึ่งพาดด้านหน้าอกและจับประคองแขนของเด็ก และมืออีกข้างหนึ่งสอดเข้าหว่างขาของเด็กมาประคองบริเวณด้านหน้าลำตัว
ภาพที่ 16 แสดงการอุ้มโดยใช้มือข้างหนึ่งพาดหน้าอกและอีกข้างประคองด้านหน้าลำตัว

ภาพที่ 16 แสดงการอุ้มโดยใช้มือข้างหนึ่งพาดหน้าอกและอีกข้างประคองด้านหน้าลำตัว

  • 3.2 กลุ่มเกร็งเหยียด
    • 3.2.1 ใช้ท่าการอุ้มหันเด็กออกจากตัวของผู้ปกครอง โดยให้เด็กนั่งบนแขนของผู้ปกครองและใช้มือข้างนั้นประคองบริเวณใต้ขาข้างหนึ่ง มืออีกข้างประคองบริเวณหน้าอก สามารถช่วยลดการเกร็งแอ่นของศีรษะ คอ แผ่นหลังและลดการเกร็งเหยียดของขา
ภาพที่ 17 แสดงลักษณะการอุ้มโดยให้เด็กนั่งบนแขนผู้ปกครองและหันหน้าออก

ภาพที่ 17 แสดงลักษณะการอุ้มโดยให้เด็กนั่งบนแขนผู้ปกครองและหันหน้าออก

    • 3.2.3 ใช้ท่าการอุ้มโดยจัดให้เด็กกางขาทั้งสองข้างคร่อมด้านข้างลำตัวผู้ปกครอง ดังภาพที่ 8 เพื่อใช้ลำตัวของผู้ปกครองป้องกันการเกร็งหุบขาได้ แต่ต้องระวังในเด็กกลุ่มที่มีภาวะข้อสะโพกเคลื่อน หลีกเลี่ยงอุ้มในท่าดังกล่าว
ภาพที่ 18 แสดงลักษณะการอุ้มโดยให้ขาของเด็กคร่อมอยู่ข้างลำตัวของผู้ปกครอง

ภาพที่ 18 แสดงลักษณะการอุ้มโดยให้ขาของเด็กคร่อมอยู่ข้างลำตัวของผู้ปกครอง

  1. การฝึกลงน้ำหนักเพื่อลดอาการเกร็ง
  • 4.1 รยางค์แขน

ท่าเริ่มต้น : นั่งพื้นเหยียดขาตรงหรือขัดสมาธิ หรือนั่งห้อยขาข้างเตียง

วิธีฝึก : ผู้ปกครองนั่งด้านหลังของเด็กและประคองให้เด็กอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิหรือเหยียดขาตรงบนพื้น หรือนั่งข้างเตียง หากอยู่ในท่านั่งข้างเตียง เท้าของเด็กควรเหยียบถึงพื้นพอดี จากนั้นจัดให้เด็กเหยียดแขนออก แบมือ ค้ำลงบนพื้น ลงน้ำหนักค้างไว้ประมาณ 5 วินาทีหรือลงน้ำหนักสลับกับผ่อนแรงเป็นจังหวะช้า ๆ ทำทีละข้าง ทำให้ครบทั้งสองข้าง ไม่แนะนำให้ทำจังหวะเร็วเนื่องจากจะกระตุ้นให้เกิดอาการเกร็ง

ภาพที่ 19 แสดงการฝึกลงน้ำหนักที่มือ

ภาพที่ 19 แสดงการฝึกลงน้ำหนักที่มือ

  • 4.2 รยางค์ขา

ท่าเริ่มต้น : นั่งพื้นเหยียดขาตรงหรือขัดสมาธิ หรือนั่งห้อยขาข้างเตียง

วิธีฝึก : ผู้ปกครองนั่งด้านหลังของเด็กและประคองให้เด็กอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิหรือเหยียดขาตรงบนพื้น หรือนั่งข้างเตียง หากอยู่ในท่านั่งข้างเตียง เท้าของเด็กควรเหยียบถึงพื้นพอดี จากนั้นจัดเท้าเด็กให้เหยียบลงน้ำหนักที่เท้าเท่าที่ทำได้ ลงน้ำหนักค้างไว้ประมาณ 5 วินาทีหรือลงน้ำหนักสลับกับผ่อนแรงเป็นจังหวะช้า ๆ ทำทีละข้าง ทำให้ครบทั้งสองข้าง ไม่แนะนำให้ทำจังหวะเร็วเนื่องจากจะกระตุ้นให้เกิดอาการเกร็ง

ภาพที่ 20 แสดงการฝึกลงน้ำหนักที่เท้า

ภาพที่ 20 แสดงการฝึกลงน้ำหนักที่เท้า

ซึ่งเนื้อหาความรู้ที่ได้กล่าวไปข้างต้นนี้ เป็นเพียงการจัดการทางกายภาพบำบัดเบื้องต้น ที่ผู้ปกครองสามารถทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน เพื่อช่วยป้องกันปัญหาแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากอาการเกร็ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ป่วยคงความสามารถในการเคลื่อนไหวในมุมข้อต่อที่เหมาะสมได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากอาการเกร็งที่เกิดขึ้นว่าเกิดที่ส่วนใด และประยุกต์การจัดการทางกายภาพบำบัดให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน หากผู้ปกครองท่านใดต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถปรึกษานักกายภาพบำบัด เพื่อได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมเฉพาะแต่ละบุคคลต่อไป

เรียบเรียงโดย กภ.องครักษ์ ธรรมมิกะ

References

  1. Bar-On L, Molenaers G, Aertbeliën E, Van Campenhout A, Feys H, Nuttin B, et al. Spasticity and its contribution to hypertonia in cerebral palsy. Biomed Res Int. 2015;2015.
  2. Størvold GV, Jahnsen RB, Evensen KAI, Bratberg GH. Is more frequent physical therapy associated with increased gross motor improvement in children with cerebral palsy? A national prospective cohort study. Disabil Rehabil. 2020;42(10):1430-8.
  3. Ozkan Y. Child’s quality of life and mother’s burden in spastic cerebral palsy: a topographical classification perspective. J Int Med Res. 2018;46(8):3131-7.
  4. Demont A, Gedda M, Lager C, De Lattre C, Gary Y, Keroulle E, et al. Evidence-based, implementable motor rehabilitation guidelines for individuals with cerebral palsy. Neurology. 2022;99(7):283-97.
  5. Pérez-de la Cruz S. Cerebral palsy and the use of positioning systems to control body posture: current practices. Neurología. 2017;32(9):610-5.
  6. Graham J. Lifting and carrying. In: Bower E, editor. Finnie’s handling the young child with cerebral palsy at home. 4th ed. Edinburgh: Butterworth-Heinemann; 2009. p. 165-80
Post Views: 18,039
Share
5

Related posts

มกราคม 23, 2026

กายภาพบำบัดในเด็กกลุ่มอาการเรตต์ (Rett syndrome)


Read more
มกราคม 16, 2026

เจ็บข้อมือด้านนิ้วก้อย ไม่หายสักที หรืออาจไม่ใช่แค่ “ปวดข้อมือธรรมดา” มาทำความรู้จัก TFCC Injury


Read more
ธันวาคม 19, 2025

Knee OA in the young : อายุน้อยก็เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้


Read more
ธันวาคม 17, 2025

ข้อเข่ามีเสียงรักษาได้อย่างไร?


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.