mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

การออกกำลังกายในภาวะเข่าโก่ง

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • การออกกำลังกายในภาวะเข่าโก่ง

การออกกำลังกายในภาวะเข่าโก่ง

เมษายน 10, 2026
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • การออกกำลังกายเข่าโก่ง
  • เข่ากาง
  • เข่าเสื่อม
  • เข่าโก่ง

จากบทความ “เข่าโก่ง คืออะไร ???”  ได้กล่าวถึงแนวทางการดูแลภาวะเข่าโก่ง โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการออกกำลังกาย เนื่องจากการออกกำลังกายมีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าและสะโพก รวมทั้งเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อขา การออกกำลังกายที่เหมาะสมจึงช่วยลดอาการปวด เพิ่มความมั่นคงของข้อเข่า และช่วยกระจายน้ำหนักที่กระทำต่อข้อเข่าได้ดีขึ้น ส่งผลให้ช่วยชะลอการเสื่อมของข้อเข่า และส่งเสริมความสามารถในการเคลื่อนไหวได้ดียิ่งขึ้น 1,2

หลักการออกกำลังกายในผู้ที่มีภาวะเข่าโก่ง 2,3

การกำหนดโปรแกรมออกกำลังกายควรคำนึงถึงความปลอดภัย ระดับอาการ และสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีหลักการสำคัญ ได้แก่

1. ชนิดการออกกำลังกาย ควรเป็นกิจกรรมที่มีแรงกระแทกต่ำเพื่อลดแรงที่กระทำต่อข้อเข่า เช่น การเดินบนพื้นราบ การปั่นจักรยานอยู่กับที่ หรือการออกกำลังกายในน้ำ นอกจากนี้ควรฝึกเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อควบคู่กับการเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดอาการปวดเพิ่มขึ้น

2. ความหนักของการออกกำลังกาย ควรเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากระดับเบาถึงปานกลาง หรือระดับที่ผู้ป่วยสามารถทำได้โดยไม่ทำให้เกิดอาการปวดข้อเข่าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

3. ความถี่ของการออกกำลังกาย ควรทำอย่างสม่ำเสมอหลายวันต่อสัปดาห์ เช่น ประมาณ 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และช่วยให้การควบคุมการเคลื่อนไหวดีขึ้น

4. ระยะเวลาในการออกกำลังกาย อาจเริ่มจากประมาณ 20–30 นาทีต่อครั้ง หรือแบ่งออกเป็นช่วงละอย่างน้อย 10 นาที แล้วค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาให้เหมาะสมกับความสามารถของผู้ป่วย โดยสามารถตั้งเป้าหมายให้มีระยะเวลาการออกกำลังกายสะสมไม่น้อยกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีข้อเข่าผิดรูปมาก อาการปวดรุนแรง หรือมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว ควรได้รับการประเมินและคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกาย โดยมีงานวิจัยสนับสนุนว่าการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าและสะโพกสามารถช่วยลดอาการปวด และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานข้อเข่าในผู้ที่มีภาวะเข่าผิดรูปได้ 1,4

ข้อควรระวังในการออกกำลังกายในผู้ที่มีภาวะเข่าโก่ง 2,3

ผู้ที่มีภาวะเข่าโก่งควรออกกำลังกายด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากแนวแกนการรับน้ำหนักของขาที่เปลี่ยนไปอาจเพิ่มภาระต่อข้อเข่าได้ หากออกกำลังกายไม่เหมาะสมอาจทำให้อาการปวดหรือการระคายเคืองของข้อเข่าเพิ่มขึ้น ดังนั้น ควรคำนึงถึงข้อควรระวังดังต่อไปนี้

1.เลือกชนิดการออกกำลังกายให้เหมาะสม

- ควรเลือกกิจกรรมที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น เดินบนพื้นราบ การปั่นจักรยาน หรือการออกกำลังกายในน้ำ

- ควรหลีกเลี่ยงหรือปรับลดกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง เช่น การวิ่ง การกระโดด หรือกีฬาที่ต้องเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว

- ควรหลีกเลี่ยงหรือปรับลดท่าที่ทำให้ปวดมากขึ้น โดยเฉพาะท่าที่มีแรงกดต่อข้อเข่าสูงหรือท่าที่ต้องงอเข่าลึกในผู้ที่ยังควบคุมอาการได้ไม่ดี เช่น ย่อเข่าต่ำ คุกเข่า หรือยกของหนักจากพื้น

2.ควบคุมท่าทางให้ถูกต้อง

- ระหว่างออกกำลังกาย ควรควบคุมแนวการเคลื่อนไหวของสะโพก เข่า และเท้าให้เหมาะสมไม่บิดเข้าหรือออกมากเกินไป

- ควรเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ และควบคุมท่าทาง ไม่ใช้แรงเหวี่ยง

- ควรสวมรองเท้าที่เหมาะสม และช่วยรองรับแรงกระแทกได้ดี

3.ปรับความหนักของการออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป

- ควรเริ่มออกกำลังกายในระดับเบาก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มความหนักทีละน้อย

- ไม่ควรออกกำลังกายจนมีอาการปวดมากขึ้นอย่างชัดเจน

- หากมีอาการปวดเพิ่มขึ้นหลังออกกำลังกาย ควรลดความหนักหรือหยุดพัก แล้วจึงปรับโปรแกรมให้เหมาะสม

4.การอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย และยืดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย

- ก่อนออกกำลังกายควรอบอุ่นร่างกายประมาณ 5–10 นาที เช่น เดินอยู่กับที่หรือย่ำเท้าเบา ๆ หมุนข้อสะโพกหรือข้อเท้าเป็นวงช้า ๆ งอ-เหยียดเข่าเบา ๆ ยืดกล้ามเนื้อสะโพกและขา เพื่อเตรียมกล้ามเนื้อและข้อเข่าให้พร้อม และลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

- หลังออกกำลังกายควรยืดกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกและขา

- หากมีอาการปวดหรือบวมหลังออกกำลังกาย สามารถประคบเย็นได้ตามความเหมาะสม

5.อาการที่ควรหยุดออกกำลังกายทันที และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

- ปวดเข่ามากขึ้นอย่างผิดปกติ

- เข่าบวม ร้อน แดง หรือมีเสียงดังในข้อ

- รู้สึกเข่าไม่มั่นคง เข่าทรุด หรือข้อเข่าติดล็อก

- หน้ามืด เวียนศีรษะ หรือหายใจลำบาก

หากมีอาการดังกล่าว ควรหยุดออกกำลังกาย และปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อรับการประเมินเพิ่มเติม

ท่าออกกำลังกายในผู้ที่มีภาวะเข่าโก่ง

การออกกำลังกายในผู้ที่มีภาวะเข่าโก่งควรมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงและควบคุมแนวข้อเข่า ได้แก่ กล้ามเนื้อสะโพกด้านข้างและด้านหลัง กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงกล้ามเนื้อน่องและข้อเท้า 1,2,5 ร่วมกับการเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อที่มักมีความตึงตัว เช่น กล้ามเนื้อสะโพก กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า ด้านใน ด้านนอก และด้านหลัง รวมถึงกล้ามเนื้อน่อง 2,6 เพื่อช่วยให้ข้อเข่าเคลื่อนไหวดีขึ้น ลดอาการปวด และส่งเสริมการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

ท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง

1. กล้ามเนื้อสะโพกด้านข้าง

กล้ามเนื้อกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมเชิงกรานและแนวต้นขา ขณะยืน เดิน และขึ้น-ลงบันได ช่วยให้ข้อเข่ามีความมั่นคงมากขึ้น และลดแรงกดที่ผิดปกติต่อข้อเข่า

ท่า: นอนตะแคง งอสะโพกและเข่าประมาณ 45 องศา วางเท้าทั้งสองข้างชิดกัน จากนั้นยกเข่าด้านบนขึ้นโดยที่ส้นเท้ายังคงติดกัน ระวังไม่ให้ลำตัวหมุน ค้างไว้ 5 วินาที แล้วค่อย ๆ หุบเข่าลงกลับสู่ท่าเริ่มต้น

จำนวน: 10-15 ครั้ง/ชุด, 3-5 ชุด/ครั้ง, 3-4 วัน/สัปดาห์

2. กล้ามเนื้อสะโพกด้านหลัง

กล้ามเนื้อสะโพกด้านหลังช่วยควบคุมการเหยียดสะโพกและการรับน้ำหนักขณะเคลื่อนไหว ส่งเสริมการลุกนั่งและการเดินให้ใช้กล้ามเนื้อสะโพกได้ดีขึ้น และช่วยลดภาระที่กระทำต่อข้อเข่า

ท่า: นอนหงาย งอเข่าทั้งสองข้าง วางเท้าราบกับพื้น แยกเท้ากว้างระดับสะโพก จากนั้นเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องและสะโพก แล้วยกสะโพกขึ้นจนลำตัวอยู่ในแนวเดียวกับต้นขา ค้างไว้ 5 วินาที แล้วค่อย ๆ ลดสะโพกลงช้า ๆ กลับสู่ท่าเริ่มต้น

จำนวน: 10-15 ครั้ง/ชุด, 3-5 ชุด/ครั้ง, 3-4 วัน/สัปดาห์

3. กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า

กล้ามเนื้อกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงและเพิ่มความมั่นคงของข้อเข่า โดยเฉพาะในช่วงเหยียดเข่าและขณะลงน้ำหนัก

ท่า: นั่งบนเก้าอี้ หลังตรง วางเท้าราบกับพื้น จากนั้นค่อย ๆ เหยียดเข่าข้างหนึ่งจนขาตรงและขนานกับพื้น กระดกปลายเท้าขึ้น พร้อมเกร็งกล้ามเนื้อต้นขา ค้างไว้ 5 วินาที แล้วค่อย ๆ ลดขาลงช้า ๆ กลับสู่ท่าเริ่มต้น จากนั้นสลับทำอีกข้าง

จำนวน: 10-15 ครั้ง/ชุด/ข้าง, 3-5 ชุด/ครั้ง, 3–4 วัน/สัปดาห์

4. กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง

กล้ามเนื้อกลุ่มนี้ทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าเพื่อคุมการงอและเหยียดเข่า ลดแรงกระแทกที่กระทำต่อข้อเข่า และช่วยเพิ่มความมั่นคงของข้อเข่าขณะเคลื่อนไหว

ท่า: ยืนจับพนักเก้าอี้เพื่อช่วยพยุงตัว จากนั้นงอเข่าข้างหนึ่งไปด้านหลังในทิศเข้าหาก้น โดยไม่เอนลำตัวไปด้านหน้า ค้างไว้ 5 วินาที แล้วค่อย ๆ ลดขาลงช้า ๆ กลับสู่ท่าเริ่มต้น จากนั้นสลับทำอีกข้าง

จำนวน: 10-15 ครั้ง/ชุด/ข้าง, 3-5 ชุด/ครั้ง, 3-4 วัน/สัปดาห์

5. กล้ามเนื้อน่องและข้อเท้า

กล้ามเนื้อบริเวณน่องและข้อเท้ามีส่วนช่วยในการรับน้ำหนักและควบคุมการลงน้ำหนักที่เท้าขณะเดิน หากกล้ามเนื้อบริเวณนี้แข็งแรงและทำงานได้ดี จะช่วยลดแรงที่กระทำต่อข้อเข่า เพิ่มความมั่นคงขณะเคลื่อนไหว และลดอาการปวดเข่าได้

ท่า: ยืนตัวตรง ใช้มือจับพนักเก้าอี้หรือราวเพื่อช่วยพยุงตัว ค่อย ๆ เขย่งปลายเท้าขึ้นให้ส้นเท้าลอยจากพื้น ค้างไว้ 5 วินาที แล้วค่อย ๆ ลดส้นเท้าลงช้า ๆ กลับสู่ท่าเริ่มต้น

จำนวน: 10-15 ครั้ง/ชุด, 3-5 ชุด/ครั้ง, 3-4 วัน/สัปดาห์

ท่า: ยืนตัวตรง ใช้มือจับพนักเก้าอี้เพื่อความมั่นคง จากนั้นยกปลายเท้าขึ้นโดยให้ส้นเท้ายังติดพื้น ค้างไว้ 5 วินาที แล้วค่อย ๆ วางปลายเท้าลงช้า ๆ กลับสู่ท่าเริ่มต้น

จำนวน: 10-15 ครั้ง/ชุด, 3-5 ชุด/ครั้ง, 3-4 วัน/สัปดาห์

ท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น

1. กล้ามเนื้อน่อง

ท่า: ยืนหันหน้าเข้ากำแพงห่างจากกำแพงประมาณ 1 ก้าว วางมือบนกำแพง ก้าวขาข้างที่ต้องการยืดไปด้านหลัง โน้มตัวไปด้านหน้า โดยให้ส้นเท้าข้างที่ต้องการยืดแนบพื้นและเข่าเหยียดตรง จนรู้สึกตึงบริเวณน่อง ค้างไว้ 15 วินาที จากนั้นสลับข้าง

จำนวน: 5-10 ครั้ง/ข้าง, 2-3 รอบ/วัน, 3-4 วัน/สัปดาห์

2. กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง

ท่า: นั่งบนพื้น เหยียดขาข้างหนึ่งตรง อีกข้างงอพับเข้าด้านใน จากนั้นค่อย ๆ โน้มลำตัวไปด้านหน้าโดยพยายามให้หลังตรง จนรู้สึกตึงบริเวณต้นขาด้านหลัง ค้างไว้ 15 วินาที แล้วสลับข้าง

จำนวน: 5-10 ครั้ง/ข้าง, 2-3 รอบ/วัน, 3-4 วัน/สัปดาห์

3. กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและสะโพกด้านหน้า

ท่า: ยืนตัวตรง ใช้มือจับพนักเก้าอี้หรือผนังเพื่อช่วยพยุงตัว งอเข่าข้างหนึ่งไปด้านหลัง ใช้มือจับข้อเท้าดึงส้นเท้าเข้าหาก้น โดยให้เข่าทั้งสองข้างอยู่ใกล้กัน และคงลำตัวตรง ร่วมกับเหยียดสะโพกไปด้านหลัง จนรู้สึกตึงบริเวณต้นขาด้านหน้าและสะโพกด้านหน้า ค้างไว้ 15 วินาที แล้วสลับข้าง

จำนวน: 5-10 ครั้ง/ข้าง, 2-3 รอบ/วัน, 3-4 วัน/สัปดาห์

4. กล้ามเนื้อต้นขาด้านใน

ท่า: นั่งบนพื้น งอเข่าทั้งสองข้างและประกบฝ่าเท้าเข้าหากัน (ท่าผีเสื้อ) ใช้มือจับข้อเท้าหรือปลายเท้า จากนั้นค่อย ๆ กดเข่าลงหาพื้นเบา ๆ หรือก้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย จนรู้สึกตึงบริเวณต้นขาด้านใน ค้างไว้ 15 วินาที

จำนวน: 5-10 ครั้ง/ข้าง, 2-3 รอบ/วัน, 3-4 วัน/สัปดาห์

5. กล้ามเนื้อบริเวณสะโพกและเอ็นต้นขาด้านนอก

ท่า: ยืนตัวตรง ไขว้ขาข้างที่ต้องการยืดไว้ด้านหลังอีกข้าง จากนั้นเอนลำตัวไปด้านตรงข้ามของขาที่ไขว้ไว้ จะรู้สึกตึงบริเวณสะโพกและต้นขาด้านนอก ค้างไว้ 15 วินาที แล้วสลับข้าง

จำนวน: 5-10 ครั้ง/ข้าง, 2-3 รอบ/วัน, 3-4 วัน/สัปดาห์

นอกจากการเพิ่มความแข็งแรงและการยืดกล้ามเนื้อแล้ว การออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่มีแรงกระแทกต่ำ และการฝึกการทรงตัวร่วมกับการควบคุมการเคลื่อนไหว ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของการฟื้นฟูในผู้ที่มีภาวะเข่าโก่ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการปวดเข่าหรือมีภาวะข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วย7,8 การออกกำลังกายแบบแอโรบิกแรงกระแทกต่ำ เช่น การเดินบนพื้นราบ การปั่นจักรยาน และการว่ายน้ำ ช่วยเพิ่มความทนทานของระบบหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนเลือด ลดอาการปวด และเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหวของข้อเข่า โดยไม่เพิ่มแรงกระแทกต่อข้อเข่ามากเกินไป4,7 ขณะเดียวกัน การฝึกการทรงตัวและการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น การยืนขาเดียว การเดินต่อส้น-ปลายเท้า หรือการฝึกยืน-เดินบนพื้นผิวที่ไม่มั่นคง จะช่วยให้การควบคุมแนวการเคลื่อนไหวของสะโพก เข่า และข้อเท้าให้ดีขึ้น ส่งเสริมรูปแบบการเดินและการลงน้ำหนัก ทำให้แรงที่กระทำต่อข้อเข่ามีความสมดุลมากขึ้น โดยเฉพาะทางด้านในของข้อเข่าซึ่งเป็นบริเวณที่มักรับแรงมากในผู้ที่มีภาวะเข่าโก่ง 8,9 ทั้งนี้การฝึกทั้งสองรูปแบบควรทำอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจเริ่มการออกกำลังกายแบบแอโรบิกครั้งละประมาณ 20-30 นาที อย่างน้อย 3-5 วันต่อสัปดาห์ และการฝึกการทรงตัวอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 10-15 นาที พร้อมเพิ่มระดับความยากอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล 4,7

ดังนั้นการออกกำลังกายในผู้ที่มีภาวะเข่าโก่งควรประกอบไปด้วยการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบสะโพก ต้นขา และข้อเท้า การเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อที่ตึงรั้ง การออกกำลังกายแบบแอโรบิกแรงกระแทกต่ำ และการฝึกการควบคุมการเคลื่อนไหวร่วมกับการทรงตัว 7,8,9     โดยการออกกำลังกายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล จะช่วยส่งเสริมการปรับรูปแบบการลงน้ำหนักและกลไกการเดินให้ดีขึ้นช่วยลดอาการปวด เพิ่มความสามารถในเคลื่อนไหว และส่งเสริมการใช้งานข้อเข่าในระยะยาว 7,8

เรียบเรียงโดย กภ.(ชำนาญการพิเศษ) ลดาวรรณ เติมวรกุล

เอกสารอ้างอิง

  1. Vincent KR, Vincent HK. Resistance exercise for knee osteoarthritis. PM R. 2012;4(5 Suppl):S45-52.
  2. Bennell KL, Hunter DJ, Hinman RS. Management of osteoarthritis of the knee. BMJ. 2012;345:e4934.
  3. American College of Sports Medicine. ACSM's Guidelines for Exercise Testing and Prescription. 10th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer; 2018.
  4. Fransen M, McConnell S, Harmer AR, Van der Esch M, Simic M, Bennell KL. Exercise for osteoarthritis of the knee. Cochrane Database Syst Rev. 2015;(1):CD004376.
  5. Bennell KL, Hunt MA, Wrigley TV, Hunter DJ, McManus FJ, Hinman RS. Hip strengthening reduces symptoms but not knee load in people with medial knee osteoarthritis and varus malalignment: a randomised controlled trial. Osteoarthritis Cartilage. 2010;18(5):621–8.
  6. Page P, Frank CC, Lardner R. Assessment and Treatment of Muscle Imbalance: The Janda Approach. Champaign (IL): Human Kinetics; 2010.
  7. Kolasinski SL, Neogi T, Hochberg MC, Oatis C, Guyatt G, Block J, et al. 2019 American College of Rheumatology/Arthritis Foundation guideline for the management of osteoarthritis of the hand, hip, and knee. Arthritis Care Res (Hoboken). 2020;72(2):149–62.
  8. Bennell KL, Dobson F, Hinman RS. Exercise in osteoarthritis: moving from prescription to adherence. Best Pract Res Clin Rheumatol. 2014;28(1):93–117.
  9. Hunt MA, Takacs J, Hart DA. The effect of a combined hip and knee strengthening program on knee adduction moment in individuals with medial knee osteoarthritis. Clin Biomech (Bristol, Avon). 2013;28(4):407–12.
Post Views: 1,813
Share
29

Related posts

พฤษภาคม 8, 2026

เมื่อเด็กเล็กอารมณ์ร้อน ดื้อ ต่อต้าน ( 1-4 ปี ) ผู้ปกครองควรรับมืออย่างไร ให้เด็กพัฒนาทักษะการดูแลอารมณ์ได้จริง


Read more
พฤษภาคม 1, 2026

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Myasthenia Gravis (MG)


Read more
เมษายน 27, 2026

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Amyotrophic Lateral Sclerosis (ALS)


Read more
เมษายน 8, 2026

Lumbosacral Transitional Vertebrae (LSTV) หนึ่งในสาเหตุของอาการปวดหลังที่หลายคนเป็นโดยไม่รู้ตัว


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.