เมื่อเด็กเล็กอารมณ์ร้อน ดื้อ ต่อต้าน ( 1-4 ปี ) ผู้ปกครองควรรับมืออย่างไร ให้เด็กพัฒนาทักษะการดูแลอารมณ์ได้จริง


เนื้อหา
- ทำความเข้าใจที่มาของพฤติกรรม
- วิธีการตอบสนองของผู้ปกครองแบบเดิมที่ไม่ได้ผล
- วิธีการตอบสนองแบบใหม่ที่ได้ผลขึ้น
- เทคนิคเสริมเพื่อการดูแลใจผู้ปกครอง
- ตัวอย่างกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาเด็ก
ทำความเข้าใจที่มาของพฤติกรรม
เด็กวัย 1–4 ปี มักมีพฤติกรรมที่ดูเหมือน “ดื้อ ต่อต้าน เอาแต่ใจ” เช่น ร้องหนัก เปลี่ยนกิจกรรมยาก ไม่อยากแบ่งปันสิ่งของ เมื่อโกรธอาจแสดงออกโดยการตีหรือกัด ร้องไห้นาน หรืออยากทำทุกอย่างเอง ต่อต้านการช่วยเหลือ แต่แท้จริงแล้ว…เด็กวัยนี้ เมื่อเจอสิ่งที่ เกินกว่าความสามารถ หรือเหตุการณ์เหนือความคาดหมาย จะยังไม่สามารถจัดการอารมณ์ หรือรับมือกับสิ่งกระตุ้นเหล่านั้นได้ด้วยตัวเอง
จากหนังสือของ Dr. Shelley Mulligan (2013)1 ซึ่งเป็นอาจารย์ด้านกิจกรรมบำบัดและผู้เชี่ยวชาญด้าน Sensory integration อธิบายว่า ทักษะการควบคุมอารมณ์ (emotional regulation skills) เป็นความสามารถที่เด็กใช้เพื่อ แสดงออกและจัดการอารมณ์ แต่ในเด็กเล็ก ความสามารถเหล่านี้ยังจำกัดมาก และวัยนี้ยังไม่มีทักษะการปลอบตัวเอง (self-soothing) จึงแสดงออกด้วยอารมณ์รุนแรง ก่อให้เกิดพฤติกรรมร้องไห้ นิ่งเงียบ เก็บกด ไม่กล้าแสดงออก โดยทั้งหมดนี้เป็นผลจากการทำงานของสมองส่วนอารมณ์ (limbic system) และเป็นเหตุผลว่าเพราะอะไรเด็กยังต้องพึ่งพาผู้ใหญ่อย่างมากในการช่วยปลอบ ช่วยจัดระเบียบอารมณ์ เด็กไม่ได้ตั้งใจทำให้ผู้ปกครองเหนื่อยแต่กำลังบอกว่า ...
“รับฟังหนูหน่อย หนูจัดการเองไม่ไหว ช่วยหนูหน่อยนะ”
วิธีการตอบสนองของผู้ปกครองแบบเดิมที่ไม่ได้ผล
จากการศึกษาวิจัยก่อนหน้านี้พบว่าผู้ปกครองไทยมีการตอบสนองต่อพฤติกรรมเด็กด้วย 4 รูปแบบหลัก ซึ่งช่วยหยุดพฤติกรรมได้ในระยะสั้น แต่ไม่ได้ส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านการดูแลอารมณ์ของเด็กในระยะยาว2,3 ได้แก่
- การดุ ขู่ หรือกดอารมณ์
- การบังคับหรือใช้กำลังทางกาย
- การยอมตามทันทีเพื่อให้เด็กหยุดร้อง
- การเพิกเฉยหรือปล่อยให้ร้องลำพัง
เพราะอะไรวิธีเหล่านี้ถึงไม่ได้ผล และอาจทำให้พฤติกรรมเด็กยิ่งแย่ลง ?
- การหยุดพฤติกรรมด้วยการดุหรือบังคับ ทำให้เด็กไม่ได้เรียนรู้กระบวนการการรับรู้อารมณ์ การรู้จักอารมณ์ และหาวิธีเพื่อดูแลอารมณ์ให้สงบ อีกทั้งยังไปส่งเสริมให้เด็กปฏิเสธอารมณ์ ส่งผลให้พฤติกรรมมีแนวโน้มรุนแรง หรือยาวนานขึ้นในอนาคต เนื่องจากเด็กขาดทักษะที่เหมาะสม4
- การเพิกเฉย หรือทอดทิ้งเด็กในช่วงอารมณ์ล้น สัมพันธ์กับรูปแบบความผูกพันที่ไม่มั่นคง (insecure attachment) ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางอารมณ์ และความสัมพันธ์ในระยะยาว5
- การถูกดุ หรือทอดทิ้งเป็นการกระตุ้นสมองส่วนอารมณ์ทำให้เด็กรู้สึกไม่ปลอดภัย และลดความสามารถของสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ การควบคุมตนเอง6
วิธีการตอบสนองแบบใหม่ที่ได้ผลขึ้น
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า เด็กวัยนี้ไม่ได้ตั้งใจทำให้ผู้ปกครองเหนื่อยแต่กำลังขอความช่วยเหลือ เขาต้องการผู้ปกครองที่รับฟังได้ และช่วยทำให้เขาเข้าใจสิ่งที่เขากำลังเผชิญ เด็กยังต้องการพื้นที่ในการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการแสดงออก และจัดการอารมณ์ (self-regulation) ของตัวเองให้เหมาะสม ซึ่งการพัฒนาความสามารถนี้สามารถเกิดขึ้นผ่านประสบการณ์ที่ผู้ใหญ่ช่วยกำกับอารมณ์ (Co-regulation) อย่างสม่ำเสมอจนระบบประสาทของเด็กค่อย ๆ เรียนรู้ เข้าใจอารมณ์ และมีวิธีการดูแลปลอบโยนอารมณ์ภายในของตัวเองได้7,8
แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ปกครอง เพราะผู้ปกครองต่างก็มีอารมณ์เหมือนกัน
ในเวลาที่เด็กมีพฤติกรรมเชิงลบ เช่น ร้องกรี๊ด หรือปฏิเสธทุกอย่าง สมองผู้ใหญ่ก็จะถูกกระตุ้นไปด้วย ร่างกายมีปฏิกิริยา หัวใจเต้นแรง หงุดหงิด อยากระเบิดกลับ และผู้ปกครองไม่ผิดเลยที่จะรู้สึกแบบนี้ เพราะนี่คือการทำงานปกติของสมองมนุษย์
ทั้งนี้ผู้ใหญ่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่า เนื่องจากมีประสบการณ์ และเรียนรู้วิธีการจัดการอารมณ์ในการใช้ชีวิตที่มากกว่า รวมถึงการพัฒนาของสมองส่วนหน้าที่พัฒนาอย่างเต็มที่แล้ว จึงทำให้ผู้ใหญ่มีคลังข้อมูลเชิงเหตุผล และสามารถควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมการแสดงออกได้ดีกว่าเด็ก
แต่ถ้า ณ เวลานั้นผู้ปกครองไม่รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง จะทำให้เข้าไปในวงจรกระตุ้นเร้าเชิงอารมณ์ กับเด็ก เกิดเป็นวัฏจักรไม่จบสิ้น และยิ่งบานปลาย นั่นคือ
ลูกโกรธ → พ่อแม่โกรธ → ลูกโกรธหนักขึ้น → พ่อแม่ยิ่งเครียด → วนลูปไม่จบ
การจะหยุดวงจรกระตุ้นเร้าเชิงอารมณ์นี้ได้ ต้องเริ่มจากใจผู้ปกครองก่อน

5 ขั้นตอนการตอบสนองเมื่อเด็กกำลังโกรธหรือมีพฤติกรรมร้องไห้โวยวาย ดังนี้
1. ตั้งสติก่อนตอบสนอง
เมื่อเด็กเกิดพฤติกรรม ให้ผู้ปกครองหยุด4,7 ไม่ตอบโต้ทันที เพื่อสังเกตการณ์ สูดลมหายใจให้ลึก 4 - 5 ครั้ง เพื่อสงบใจตัวเอง จากนั้นควรรอสักครู่ให้เด็กได้สงบตัวเองลงในพื้นที่ปลอดภัยของเขาก่อนพูด หรือทำอะไร อาจใช้การยืนยันกับเด็กด้วยเทคนิค Time-in ไม่เดินหนี ไม่ส่งเด็กไปอยู่คนเดียว ไม่จำเป็นต้องกอด หากเด็กไม่พร้อม และตั้งขอบเขตให้ชัดเจน ด้วยประโยค
ยังอยู่เสมอ + แต่ไม่ทำร้าย(ข้าวของ ตัวเอง คนอื่น)กัน + และจะเข้าหา(เช่น กอด เข้าใกล้ ให้ ปลอบ คุยด้วย)กัน +
เมื่อหนูสงบ(เช่น เช็ดน้ำตา ทำเสียงเบาลง นั่งและนับ 1-10)
เช่น แม่จะยังอยู่กับหนูแต่แม่ไม่ให้ตีถ้าหนูนั่งนับ1-10 เราจะกอดและคุยกันนะคะ
กระบวนการข้างต้นเป็นการ Time-In เป็นกระบวนการ co-regulation ที่ช่วยให้เด็กค่อย ๆ ฝึกดูแลควบคุมอารมณ์ ผ่านประสบการณ์ความปลอดภัย ความสม่ำเสมอ และความสัมพันธ์ที่ดี5,9
2. สื่อสารแบบ 3 ขั้นตอนเมื่อเด็กเริ่มสงบลงได้บ้าง1,4,7
มองเห็นอารมณ์ + ให้ความปลอดภัย (co-regulation) + ยืนยันขอบเขต
เช่น แม่เข้าใจว่าหนูโกรธมากเลย แม่อยู่ตรงนี้กับหนู เราตีไม่ได้นะ แต่แม่ช่วยหนูได้ว่าจะทำยังไงต่อดีถ้าหนูบอกเบา ๆ ว่าอยากให้ช่วย
เพราะเด็กวัยนี้ ต้องการการช่วยเหลือ ความร่วมมือ เป็นทีมเดียวกัน มากกว่าการสอนแต่เหตุผล
3. ให้ตัวเลือก (Choices)
เมื่ออารมณ์ของเด็กสงบลง เริ่มรับฟังได้ ช่วยลดแรงต้าน และเพิ่มความร่วมมือโดยสมัครใจ เพราะตัวเลือกช่วยให้เด็กรู้สึกว่าตนเองกลับมาควบคุมสถานการณ์ได้ (autonomy) ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์10 และการให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกยังช่วยส่งเสริม การมีส่วนร่วม (participation), เพิ่มแรงจูงใจ (motivation) และทักษะการดูแลอารมณ์ (emotional regulation)1
เช่น ตอนนี้ถึงเวลาต้องขึ้นห้องนอนแล้วดูทีวีต่อไม่ได้ หนูอยากเล่นซ่อนแอบตรงนี้ 2 ครั้งก่อนขึ้นห้องนอน หรือขึ้นห้องแล้วฟังนิทาน 1 เรื่องก่อนนอนกันดี
4. ใช้กิจวัตร (Routine)
กิจวัตรที่คาดเดาได้ช่วยลดพฤติกรรม เพราะความสม่ำเสมอ และสามารถคาดเดาได้ เป็นการฝึกให้เด็กเตรียมความพร้อมทางอารมณ์ และพฤติกรรม (anticipatory regulation) ก่อนเปลี่ยนกิจกรรม หรือเผชิญสถานการณ์ใหม่ ช่วยลดความเครียดและพฤติกรรมต่อต้าน1 เช่น “อีก 5 นาทีเราจะเก็บของเล่นนะลูก”
5. “นิ่ง–สม่ำเสมอ” สำคัญที่สุด
เพราะเด็กไม่ได้ต้องการผู้ปกครองที่สมบูรณ์แบบแต่ต้องการผู้ใหญ่ที่ ตอบสนองอย่างมั่นคง และสม่ำเสมอ ในวันที่เขาไม่ไหว เด็กจะรู้สึกมั่นคง และพร้อมพัฒนาตัวเอง
เทคนิคเสริมเพื่อการดูแลใจผู้ปกครอง

- ฝึกหายใจ โดยหายใจเข้า 4 วินาที ค้างไว้ 4 วินาที และหายใจออก 6 วินาที อาจทำหลังตื่นนอนและก่อนนอน 5 – 10 ครั้ง
- ฝึกถามตัวเองเสมอว่า “ตอนนี้ฉันต้องการเป็นผู้ปกครองแบบไหน และฉันอยากทำอะไร?”
- เมื่อเด็กมีพฤติกรรม ผู้ปกครองจะไม่โทษตัวเอง เพียงแค่เข้าใจว่านี่คือพัฒนาการ ไม่ใช่ความผิดของผู้เลี้ยงดู
- ให้เวลาพิเศษอย่างน้อย 10 นาที/วัน เพื่อเล่นกับลูก 1:1, กอดกัน 20 วินาทีช่วยเพิ่มฮอร์โมนของความผูกพันธ์, ฝึกหายใจก่อนนอนร่วมกัน (สัมพันธภาพช่วยให้การร่วมมือรักษากฎระเบียบง่ายขึ้น)

เด็กต้องการพื้นที่การเรียนรู้จากประสบการณ์การลองผิดลองถูกซ้ำ ๆ โดยที่มีผู้ใหญ่รับฟัง อยู่ใกล้ๆ ตั้งขอบเขตอย่างมั่นคง และไม่ทิ้งเขาให้อยู่กับความยากเพียงลำพัง
และที่สำคัญผู้ปกครองเองก็ไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระนี้เพียงลำพัง หากคุณรู้สึกเหนื่อย สับสน หรือไม่แน่ใจว่าควรปรับวิธีดูแลลูกอย่างไรให้เหมาะกับวัย พัฒนาการ และบริบทของครอบครัว การได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือนักกิจกรรมบำบัดทางเด็ก สามารถช่วยให้คุณมองเห็นแนวทางที่ชัดเจนขึ้น ทั้งสำหรับลูก และสำหรับใจของคุณเองได้
เรียบเรียงโดย กบ. พรประพิมพ์ โปธา
เอกสารอ้างอิง
- Mulligan SE. Occupational therapy evaluation for children: a pocket guide. 2nd ed. Philadelphia (PA): Lippincott Williams & Wilkins; 2013.
- พวงเพ็ญ จันทร์สุวรรณ, และคณะ. รูปแบบการเลี้ยงดูและพฤติกรรมปัญหาในเด็กปฐมวัย. วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย. 2561.
- กรมสุขภาพจิต. รายงานสถานการณ์การเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยของครอบครัวไทย. นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต; 2563.
- Thompson RA. Emotion regulation: a theme in search of definition. Monographs of the Society for Research in Child Development. 2014;79(2):1–17.
- Ainsworth MDS. Infant–mother attachment. American Psychologist. 1979;34(10):932–937.
- Perry BD. Applying principles of neurodevelopment to clinical work with maltreated and traumatized children. Houston (TX): Child Trauma Academy; 2006.
- Feldman R. Parent–infant synchrony and the construction of shared timing. Current Directions in Psychological Science. 2007;16(6):340–345.
- Siegel DJ, Bryson TP. The whole-brain child: 12 revolutionary strategies to nurture your child’s developing mind. New York (NY): Bantam Books; 2012.
- Bowlby J. A secure base: parent-child attachment and healthy human development. New York (NY): Basic Books; 1988.
- Deci EL, Ryan RM. The “what” and “why” of goal pursuits: human needs and the self-determination of behavior. Psychol Inq. 2000;11(4):227–268.




