สูงวัย….ทำไม???เสี่ยงล้ม

เมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ พบว่าร่างกายจะมีกระบวนการเสื่อมแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้เกิดการเสื่อมถอยทั้งโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะความเสื่อมของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ระบบหัวใจและการหายใจ สมองและระบบประสาท และระบบต่อมไร้ท่อ ส่งผลทำให้ความสามารถทางกายในการทำกิจวัตรประจำวันลดลง แต่อัตราการเสื่อมถอยในแต่ละระบบจะแตกต่างกัน เช่น ความเร็วในการส่งสัญญาณประสาทจะลดลงร้อยละ 10-15 ความยืดหยุ่นของข้อต่อจะลดลงร้อยละ 20-30 จากช่วงอายุ 30-80 ปี ตับและไตสูญเสียการทำงานร้อยละ 40-50 จากช่วงอายุ 30-70 ปี เมื่อมีอายุ 80 ปี ความสามารถในการหายใจสูงสุดลดลงร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับอายุ 30 ปี และ เมื่อมีอายุ 70 ปี เพศหญิงจะสูญเสียมวลกระดูกถึงร้อยละ 30 เพศชายสูญเสียมวลกระดูกถึงร้อยละ 151
การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายในผู้สูงอายุ1
- ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก
- มวลกล้ามเนื้อ ขนาดมวลกล้ามเนื้อจะลดลง โดยมวลกล้ามเนื้อจะเริ่มลดลงหลังจากอายุ 30 ปี อัตราการลดลงของมวลกล้ามเนื้อจะเกิดขึ้นร้อยละ 3-8 ทุก ๆ 10 ปี ในผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายด้วยแรงต้าน ส่งผลให้การเคลื่อนไหวในลักษณะต่าง ๆ ไม่คล่องตัว อัตราการใช้พลังงานลดลงซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญทำให้มวลไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดภาวะโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ โรคเบาหวานและโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง ทำให้มีการจำกัดการเคลื่อนไหว เพิ่มความเสี่ยงในการล้มจากกล้ามเนื้ออ่อนแรง ความเหนื่อยล้า และการทรงตัวที่ไม่ดี เมื่อมีอายุ 70 ปี ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลงเฉลี่ยร้อยละ 30 โดยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนจะลดลงช้ากว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา
- ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ปริมาณของเส้นใยฝอยและเนื้อเยื่อที่ยืดหดได้ในกล้ามเนื้อลดลง ทำให้กล้ามเนื้อและข้อต่อขาดความยืดหยุ่น และจำกัดองศาการเคลื่อนไหว
- มวลกระดูก มีการลดลงอย่างมากเมื่ออายุเพิ่มขึ้น อัตราการลดลงมวลกระดูกจะเกิดขึ้นมากกว่ามวลกล้ามเนื้อ โดยหลังจากอายุ 50 ปี มวลกระดูกจะลดลงร้อยละ 30 ในทุก ๆ 10 ปี ทำให้กระดูกเปราะและหักง่าย การเคลื่อนไหวข้อต่าง ๆ เกิดการตึงแข็ง อักเสบ และติดเชื้อได้ง่าย
- ระบบหายใจ มีการยึดติดของผนังทรวงอก ความจุปอดลดลง ทำให้ปริมาตรอากาศทั้งหมดที่หายใจเข้าหรือออกเต็มที่ในเวลา 1 นาทีลดลง ส่งผลให้เกิดโรคปอดเรื้อรัง
- ระบบหัวใจ หลอดเลือดมีการแข็งตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในการขยายตัวของหลอดเลือดลดลง ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ความสามารถในการทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากลดลง ส่งผลรุนแรงถึงหัวใจล้มเหลวได้
- สมองและระบบประสาท ปริมาตรของสมองลดลง ทำให้สมองส่วนที่ควบคุมการทรงตัวทำงานได้ลดลง การทำงานประสานกันของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ การได้ยินและการมองเห็นลดลง ส่งผลให้เกิดขบวนการของสมองด้านการรู้คิดและความจำลดลง ความเสี่ยงต่อการล้มเพิ่มขึ้น
- ระบบต่อมไร้ท่อ มีการเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ ทำให้อัตราการใช้พลังงานขณะพักลดลง ความไวต่ออินซูลินและความทนต่อกลูโคสลดลง ขนาดของตับ ไตและการไหลเวียนเลือดลดลง ส่งผลให้โรคอ้วน โรคเบาหวาน การดูดซึมของยาหลายชนิดลดลง การกำจัดยาทางไตลดลง
จากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดความเสี่ยงล้มได้สูง ซึ่งการล้มเป็นสาเหตุหลักของปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุและเป็นสาเหตุการตายอันดับสองในกลุ่มของการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจรองจากอุบัติเหตุทางถนน2 ความเสี่ยงจากการล้มจะยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่า ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มหกล้มร้อยละ 28-35 ต่อปี ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มหกล้มเพิ่มเป็นร้อยละ 32-42 ต่อปี3 โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือมีโรคประจำตัว เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือ มีปัญหาเรื่องการทรงตัว และผู้สูงอายุที่หกล้มและมีกระดูกสะโพกหักมีโอกาสเสียชีวิตภายใน 1 ปีถึงร้อยละ 284
ปัจจัยเสี่ยงของการล้มในผู้สูงอายุ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม5,6 คือ
- ปัจจัยภายในร่างกาย (Intrinsic factor) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสภาวะร่างกายและจิตใจ ดังนี้
- การเปลี่ยนแปลงทางการมองเห็น เช่น เลนส์ตาขุ่นและทึบแสงมากขึ้น ตามีความไวต่อแสงลดลง การแยกสีผิดปกติ ต้อกระจก ทำให้เกิดการรับรู้ภาพผิดพลาด ความชัดเจนในการมองลดลง การเปลี่ยนระยะมองวัตถุและการกะระยะที่ไม่ชัดเจน ทำได้ช้าลง มีผลต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และการทำกิจกรรมอื่น ๆ
- การเปลี่ยนแปลงของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ความแข็งแรงของกระดูกลดลง ความยืดหยุ่นของข้อต่อลดลง มีผลต่อท่าทางการเดิน การรับน้ำหนัก
- การเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะหูชั้นในผิดปกติไป ทำให้เกิดอาการบ้านหมุน (Vertigo) ซึ่งเป็นผลให้กลไกการทำงานที่ควบคุมการทรงตัวลดลง และเกิดความบกพร่องของการเดิน ทำให้อาจสะดุดล้มได้ง่าย
- การเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากความเจ็บป่วย ได้แก่
- ระบบหัวใจหรือหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบแคบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจเต้นผิดปกติ
- ระบบประสาทและสมอง เช่น สมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง พาร์กินสัน
- ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก จากการทำกิจกรรมลดลง ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ความยืดหยุ่นลดลง
- การใช้ยา เช่น ยานอนหลับ ยาต้านซึมเศร้า มีผลต่อระบบประสาท และยาขยายหลอดเลือด ยาขับปัสสาวะทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ ทำให้เสี่ยงต่อการล้มได้
- ความผิดปกติทางจิต เช่น อาการวิตกกังวล หลงลืม ซึมเศร้า ทำให้การรับรู้และการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายลดลง
- ปัจจัยภายนอกร่างกาย (extrinsic factor) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมรอบตัวของบุคคล เช่น พื้นบ้านที่ลื่น มีระดับต่างกัน บันไดมีความสูงไม่สม่ำเสมอหรือไม่มีราวจับ ห้องน้ำเป็นแบบนั่งยอง แสงสว่างไม่เพียงพอ เครื่องใช้ภายในบ้านขัดขวางทางเดิน รองเท้าที่ใหญ่หรือเล็กเกินไป แว่นตาที่ไม่พอเหมาะกับสายตา
ผลกระทบของการล้มในผู้สูงอายุ7,8
- เกิดอาการบาดเจ็บ เช่น ฟกช้ำ เกิดแผล กระดูกหักหรือพิการ
- สูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา
- ผลกระทบด้านสุขภาพจิต เช่น กลัวการออกจากบ้าน ซึมเศร้า ไม่มั่นใจในการเดิน หรือกลัวหกล้มซ้ำ สูญเสียความภาคภูมิใจและความมีคุณค่าในตนเองลดลง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตลดลง
- เสียชีวิต
การล้มจึงเป็นปัญหาที่สำคัญและพบบ่อยเนื่องจากความเสื่อมของร่างกาย และมีผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ สังคม ของผู้สูงอายุ ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวที่ต้องดูแลผู้สูงอายุอีกด้วย ดังนั้น ผู้สูงอายุและครอบครัวควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการล้ม ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเกิดการล้ม ซึ่งได้กล่าวในบทความนี้แล้ว และท่านผู้อ่านสามารถติดตาม การประเมินความเสี่ยงในการล้มด้วยตนเอง การป้องกันการล้ม และวิธีลดความเสี่ยงของการล้มที่สามารถทำเองได้และได้ผลมากที่สุด คือ การออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความสามารถในการทรงตัวและการเดินซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการล้มในผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดีเป็นองค์รวม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้ในบทความถัดไปค่ะ
เรียบเรียงโดย กภ. ลดาวรรณ เติมวรกุล
เอกสารอ้างอิง
- จตุพร เพิ่มทรัพย์ทวี. การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ. นครปฐม: ศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; 2564.
- สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. สถิติสาธารณสุข พ.ศ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก; 2558.
- World Health Organization. WHO global report on falls prevention in older age. Ageing. and Life Course Unit: World Health Organization; 2008.
- Lyritis GP. Epidemiology of hip fracture: the MEDOS study. Mediterranean osteo-porosis study. Osteoporos Int. 1995;6(suupl3):11-5.
- Assantachai P. Common health problems in the elderly and prevention. 2nd Bangkok: Department of Preventive and Social Medicine Siriraj Hospital Mahidol University; 2011. p. 51-66.
- Worathaisong N. Factors related to falls in elderly people living in the community [Master of Nursing Science Thesis]. Khon Kaen: Khon Kaen University; 2008.
- National Center for Injury Prevention and Control. Preventing falls: how to develop community-based fall prevention programs for older adults. Atlanta, GA: Centers for Disease Control and Prevention; 2008.
- Kitkumhang V, Kittimanon N, Pannanothai S. Risk factors of fall in elderly in the community. J Health Sci 2006;15(5):787-99.




