หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท (Herniated nucleus pulposus)


รูปที่ 1 แสดงโครงสร้างกระดูกสันหลังส่วนเอว
กระดูกสันหลังส่วนเอว (lumbar spine) ประกอบไปด้วยกระดูกสันหลัง 5 ข้อมาต่อกัน โดยมีหมอนรองกระดูกสันหลัง (intervertebral disc) อยู่บริเวณกึ่งกลางระหว่างกระดูกสันหลังระดับบน และกระดูกสันหลังระดับล่าง เพื่อช่วยในการรับและกระจายน้ำหนัก ประคองระหว่างชั้นของกระดูกสันหลัง ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังมีความยืดหยุ่น (1)

รูปที่ 2 แสดงส่วนประกอบของหมอนรองกระดูกสันหลัง
โดยหมอนรองกระดูกสันหลังประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ
- เนื้อเยื่อด้านใน (nucleus pulposus) มีลักษณะคล้ายเจล ช่วยรองรับน้ำหนัก และให้ความแข็งแรงแก่ข้อต่อในขณะที่กระดูกสันหลังมีการเคลื่อนไหว
- เนื้อเยื่อด้านนอก (annulus fibrosus) มีความเหนียว และปกป้องเนื้อเยื่อทางด้านใน
ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท คืออะไร
การเคลื่อนที่ของหมอนรองกระดูกสันหลังออกไปจากขอบเขตปกติของแนวกระดูกสันหลัง ส่งผลให้เกิดการไปกดทับต่อไขสันหลังและ/หรือรากประสาทในระดับที่สัมพันธ์กับหมอนรองกระดูกสันหลังที่มีการเคลื่อนที่นั้น ซึ่งโดยปกติแล้ว ระบบประสาทมีหน้าที่ในการรับความรู้สึก และควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดอาการปวด กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง และชาไปตามบริเวณที่เส้นประสาทระดับนั้น ๆ มาเลี้ยง (1, 2)
ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท เกิดขึ้นได้อย่างไร
- กระบวนการเสื่อมถอยของร่างกายตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยเจลด้านในที่เป็นส่วนประกอบหลักของหมอนรองกระดูกสันหลังมีการเสื่อมสภาพและเริ่มแห้งลง เสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่ายขึ้น และเมื่อกระบวนการนี้มีการดำเนินไปเรื่อย ๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของจุดศูนย์กลางของการหมุนเลื่อนไปด้านหลัง เพิ่มโอกาสให้หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาทได้มากขึ้น ซึ่งกระบวนการเสื่อมถอยของร่างกายเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่นำไปสู่ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท (3)
- อุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บบริเวณหลังส่วนล่าง หรือมีการหักของกระดูกสันหลังระดับเอว (4)
- การทำกิจกรรม หรือการใช้งานหลังไม่ถูกต้องในลักษณะของการทำซ้ำ ๆ ไม่ว่าจะเป็น การก้มยกของหนัก การบิด การหมุน และการบิดของลำตัว ทำให้เกิดการเคลื่อนที่หรือฉีกขาดของหมอนรองกระดูกสันหลัง ทำให้ส่วนของหมอนรองกระดูกสันหลังที่เคลื่อนที่หรือฉีกขาดกดทับเส้นประสาทได้ (4)
- พฤติกรรมเนือยนิ่ง คือกิจกรรมที่แทบไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือทำกิจกรรมน้อย ได้แก่ การนั่ง และการนอนเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อหลังไม่แข็งแรง และความทนทานของกล้ามเนื้อต่ำลง ส่งผลให้ความมั่นคงของแนวกระดูกสันหลังลดลง เพิ่มโอกาสการเคลื่อนออกของหมอนรองกระดูกสันหลังได้ (2, 5)
- การทรงท่าในท่าทางที่ไม่เหมาะสม เช่น ไหล่ห่อ คอยื่น หลังค่อม ส่งผลให้มีการกระจายน้ำหนักผ่านกระดูกสันหลังที่เปลี่ยนไป มีการเพิ่มแรงกดทับที่มากขึ้นในข้อต่อบางตำแหน่ง ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้มีการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกมากขึ้น (2, 5)
- ภาวะอ้วนลงพุง ที่มีการยื่นของช่องท้องไปด้านหน้าและหลังส่วนล่างแอ่นมากขึ้น จุดส่งผ่านน้ำหนักจะมีการเลื่อนไปด้านหลังร่วมกับกระดูกสันหลังส่วนเอวที่ต้องรับน้ำหนักมากขึ้น แรงกดต่อหมอนรองกระดูกสันหลังมากขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสเคลื่อนออกของหมอนรองกระดูกสันหลังได้ (5)
- ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่ ที่นำไปสู่การเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังได้เร็วขึ้นเนื่องจากมีสารที่ทำให้เลือด และสารอาหารรวมถึงออกซิเจนไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกสันหลังลดลง เมื่อหมอนรองกระดูกสันหลังเริ่มมีการเสื่อม จะทำให้คุณสมบัติในการช่วยในการส่งผ่านแรงของหมอนรองกระดูกสันหลังเปลี่ยนแปลงไปร่วมกับการส่งผ่านแรงเลื่อนไปด้านหลังมากขึ้น นำไปสู่การเพิ่มโอกาสของหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท (5)
การแบ่งประเภทของภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท
1. แบ่งตามความรุนแรง

รูปที่ 3 แสดงประเภทของภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทตามระดับความรุนแรง
แบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ (6) ได้แก่
1.1 Disc bulging คือ เริ่มมีการเคลื่อนของส่วนประกอบในหมอนรองกระดูกสันหลัง และยังไม่มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อด้านนอก
1.2 Disc protrusion คือ ส่วนประกอบในหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกมามากขึ้น และยังไม่มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อด้านนอก
1.3 Disc extrusion คือ มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อด้านนอก และส่วนประกอบในหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกมาจากฐานของส่วนประกอบในหมอนรองกระดูกสันหลังมายังช่องกระดูกสันหลัง
1.4 Disc sequestration คือ มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อด้านนอก และส่วนประกอบในหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกมาจนไม่เชื่อมต่อกับหมอนรองกระดูกสันหลัง
2.แบ่งตามลักษณะที่มีการเคลื่อนไป

รูปที่ 4 แสดงลักษณะการเคลื่อนไปของหมอนรองกระดูกสันหลัง
2.1 Shoulder type คือ มีการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกออกไปทางด้านข้างต่อตัวเส้นประสาทไขสันหลัง ดังนั้น ในผู้ป่วยก็จะมีการเอียงตัวขณะยืนไปฝั่งตรงข้ามกับด้านที่มีอาการปวด (3)
2.2 Axillary type คือ การเคลื่อนของหมอนรองกระดูกออกไปทางด้านในต่อตัวเส้นประสาทไขสันหลัง ดังนั้น ในผู้ป่วยก็จะมีการเอียงตัวขณะยืนไปฝั่งเดียวกับด้านที่มีอาการปวด (3)
อาการแสดงทางคลินิก
เนื่องจากการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอว มีการเคลื่อนออกไปกดทับรากประสาทที่จะมีการไปรวมกันเป็นเส้นประสาทที่มีขนาดใหญ่ นั่นคือ sciatic nerve ดังนั้นอาการที่จะพบได้ เกิดในลักษณะของ radicular pain (sciatica) เป็นอาการปวดแบบเจ็บแปล๊บ ปวดแสบปวดร้อน และมีอาการปวดรุนแรง ซึ่งอาการปวดนี้เป็นอาการปวดไปตามทางเดินของเส้นประสาท sciatic ที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณขา ทำให้มีอาการปวดร้าวลงขา มักพบว่ามีอาการปวดในขามากกว่าปวดหลัง (1, 2) และจะมีอาการที่พบได้ (1, 2, 6) ดังนี้
- ปวดหลังร่วมกับร้าวลงขา
- การรับความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไป เช่น มีอาการชา (numbness) และซ่า (tingling) บริเวณขาลงไปถึงเท้า ตามบริเวณที่เส้นประสาทมาเลี้ยง
- กล้ามเนื้อต้นขา ขา หรือเท้าอ่อนแรง เช่น พบการเดินในลักษณะของปลายเท้าตก ไม่สามารถกระดกเท้าได้ หรือไม่สามารถเดินลงน้ำหนักขา 2 ข้างได้เท่ากัน
- มีอาการปวดเพิ่มขึ้นขณะขยับเคลื่อนไหว ไม่สามารถเหยียดหลังตรงหรือก้มตัวได้ เปลี่ยนท่าทางลำบาก
- มีอาการปวดหลังร้าวลงขามากขึ้น ขณะไอ หรือจาม
- มีปัญหาในการควบคุมปัสสาวะ หรืออุจจาระ
การรักษา
การรักษาทางการแพทย์
- การรับประทานยาหรือฉีดยา เพื่อระงับอาการปวด (1)
- การผ่าตัด ในกรณีที่มีอาการปวดรุนแรงมาก ร่วมกับมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อมาก (1)
การรักษาทางกายภาพบำบัด
- การปรับพฤติกรรม ลดพฤติกรรมเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท เช่น เลี่ยงการก้มยกของหนัก เปลี่ยนท่าทางขณะนั่งทำงาน (7)
- การออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นคงของกระดูกสันหลัง และยังมีการออกกำลังกายประเภท specific exercise นั่นคือการออกกำลังกายแบบแมคเคนซี่ (McKenzie exercise) เพื่อช่วยลดอาการปวด ลดการกดทับของเส้นประสาท และเพิ่มความสามารถทางกาย (7, 8)
- การลดปวด ลดอาการชา และลดการกดทับของหมอนรองกระดูกต่อตัวเส้นประสาท โดยการรักษาด้วยเทคนิคทางมือ เช่น การจัด ดัด ดึงข้อต่อ และการใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดร่วมด้วย (9, 10)
กภ. ปิยะโชติ ทองสุข
เอกสารอ้างอิง
- Delgado-López PD, Rodríguez-Salazar A, Martín-Alonso J, Martín-Velasco V. [Lumbar disc herniation: Natural history, role of physical examination, timing of surgery, treatment options and conflicts of interests]. Neurocirugia (Astur). 2017;28(3):124-34.
- Kreiner DS, Hwang SW, Easa JE, Resnick DK, Baisden JL, Bess S, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014;14(1):180-91.
- Parmar J, Gulati Y, Vora M, Patel B, Mohan C. Accuracy of the kissing sign on lumbar spine MRI in cases of axillary disc herniation and the surgical correlation: an Indian multi-center study. Rev Bras Ortop. 2018;53(6):681-6.
- Li J, Gössel L, Kunze B, Kessler O, Alharbi Y, Gärtner O, et al. Traumatic lumbar disc herniation: A systemic case review and meta-analysis. Brain Spine. 2023;3:102350.
- Zielinska N, Podgórski M, Haładaj R, Polguj M, Olewnik Ł. Risk Factors of Intervertebral Disc Pathology-A Point of View Formerly and Today-A Review. J Clin Med. 2021;10(3).
- Li Y, Fredrickson V, Resnick DK. How should we grade lumbar disc herniation and nerve root compression? A systematic review. Clin Orthop Relat Res. 2015;473(6):1896-902.
- Hahne AJ, Ford JJ, McMeeken JM. Conservative management of lumbar disc herniation with associated radiculopathy: a systematic review. Spine (Phila Pa 1976). 2010;35(11):E488-504.
- Clare HA, Adams R, Maher CG. A systematic review of efficacy of McKenzie therapy for spinal pain. Aust J Physiother. 2004;50(4):209-16.
- Choi J, Lee S, Hwangbo G. Influences of spinal decompression therapy and general traction therapy on the pain, disability, and straight leg raising of patients with intervertebral disc herniation. J Phys Ther Sci. 2015;27(2):481-3.
- Li L, Zhan HS, Zhang MC, Chen B, Yuan WA, Shi YY. [Systematic review of clinical randomized controlled trials on manipulative treatment of lumbar disc herniation]. Zhongguo Gu Shang. 2010;23(9):696-700.




