mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท (Herniated nucleus pulposus)

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท (Herniated nucleus pulposus)

หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท (Herniated nucleus pulposus)

มีนาคม 15, 2024
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • Disc herniation
  • Herniated nucleus pulposus
  • HNP
  • low back pain
รูปที่ 1 แสดงโครงสร้างกระดูกสันหลังส่วนเอว

รูปที่ 1 แสดงโครงสร้างกระดูกสันหลังส่วนเอว

กระดูกสันหลังส่วนเอว (lumbar spine) ประกอบไปด้วยกระดูกสันหลัง 5 ข้อมาต่อกัน โดยมีหมอนรองกระดูกสันหลัง (intervertebral disc) อยู่บริเวณกึ่งกลางระหว่างกระดูกสันหลังระดับบน และกระดูกสันหลังระดับล่าง เพื่อช่วยในการรับและกระจายน้ำหนัก ประคองระหว่างชั้นของกระดูกสันหลัง ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังมีความยืดหยุ่น (1)

รูปที่ 2 แสดงส่วนประกอบของหมอนรองกระดูกสันหลัง

รูปที่ 2 แสดงส่วนประกอบของหมอนรองกระดูกสันหลัง

โดยหมอนรองกระดูกสันหลังประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ

  1. เนื้อเยื่อด้านใน (nucleus pulposus) มีลักษณะคล้ายเจล ช่วยรองรับน้ำหนัก และให้ความแข็งแรงแก่ข้อต่อในขณะที่กระดูกสันหลังมีการเคลื่อนไหว
  2. เนื้อเยื่อด้านนอก (annulus fibrosus) มีความเหนียว และปกป้องเนื้อเยื่อทางด้านใน

ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท คืออะไร

การเคลื่อนที่ของหมอนรองกระดูกสันหลังออกไปจากขอบเขตปกติของแนวกระดูกสันหลัง ส่งผลให้เกิดการไปกดทับต่อไขสันหลังและ/หรือรากประสาทในระดับที่สัมพันธ์กับหมอนรองกระดูกสันหลังที่มีการเคลื่อนที่นั้น ซึ่งโดยปกติแล้ว ระบบประสาทมีหน้าที่ในการรับความรู้สึก และควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดอาการปวด กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง และชาไปตามบริเวณที่เส้นประสาทระดับนั้น ๆ มาเลี้ยง (1, 2)

ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท เกิดขึ้นได้อย่างไร

  1. กระบวนการเสื่อมถอยของร่างกายตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยเจลด้านในที่เป็นส่วนประกอบหลักของหมอนรองกระดูกสันหลังมีการเสื่อมสภาพและเริ่มแห้งลง เสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่ายขึ้น และเมื่อกระบวนการนี้มีการดำเนินไปเรื่อย ๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของจุดศูนย์กลางของการหมุนเลื่อนไปด้านหลัง เพิ่มโอกาสให้หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาทได้มากขึ้น ซึ่งกระบวนการเสื่อมถอยของร่างกายเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่นำไปสู่ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท (3)
  2. อุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บบริเวณหลังส่วนล่าง หรือมีการหักของกระดูกสันหลังระดับเอว (4)
  3. การทำกิจกรรม หรือการใช้งานหลังไม่ถูกต้องในลักษณะของการทำซ้ำ ๆ ไม่ว่าจะเป็น การก้มยกของหนัก การบิด การหมุน และการบิดของลำตัว ทำให้เกิดการเคลื่อนที่หรือฉีกขาดของหมอนรองกระดูกสันหลัง ทำให้ส่วนของหมอนรองกระดูกสันหลังที่เคลื่อนที่หรือฉีกขาดกดทับเส้นประสาทได้ (4)
  4. พฤติกรรมเนือยนิ่ง คือกิจกรรมที่แทบไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือทำกิจกรรมน้อย ได้แก่ การนั่ง และการนอนเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อหลังไม่แข็งแรง และความทนทานของกล้ามเนื้อต่ำลง ส่งผลให้ความมั่นคงของแนวกระดูกสันหลังลดลง เพิ่มโอกาสการเคลื่อนออกของหมอนรองกระดูกสันหลังได้ (2, 5)
  5. การทรงท่าในท่าทางที่ไม่เหมาะสม เช่น ไหล่ห่อ คอยื่น หลังค่อม ส่งผลให้มีการกระจายน้ำหนักผ่านกระดูกสันหลังที่เปลี่ยนไป มีการเพิ่มแรงกดทับที่มากขึ้นในข้อต่อบางตำแหน่ง ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้มีการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกมากขึ้น (2, 5)
  6. ภาวะอ้วนลงพุง ที่มีการยื่นของช่องท้องไปด้านหน้าและหลังส่วนล่างแอ่นมากขึ้น จุดส่งผ่านน้ำหนักจะมีการเลื่อนไปด้านหลังร่วมกับกระดูกสันหลังส่วนเอวที่ต้องรับน้ำหนักมากขึ้น แรงกดต่อหมอนรองกระดูกสันหลังมากขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสเคลื่อนออกของหมอนรองกระดูกสันหลังได้ (5)
  7. ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่ ที่นำไปสู่การเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังได้เร็วขึ้นเนื่องจากมีสารที่ทำให้เลือด และสารอาหารรวมถึงออกซิเจนไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกสันหลังลดลง เมื่อหมอนรองกระดูกสันหลังเริ่มมีการเสื่อม จะทำให้คุณสมบัติในการช่วยในการส่งผ่านแรงของหมอนรองกระดูกสันหลังเปลี่ยนแปลงไปร่วมกับการส่งผ่านแรงเลื่อนไปด้านหลังมากขึ้น นำไปสู่การเพิ่มโอกาสของหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท (5)

การแบ่งประเภทของภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท

1. แบ่งตามความรุนแรง

รูปที่ 3 แสดงประเภทของภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทตามระดับความรุนแรง

รูปที่ 3 แสดงประเภทของภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทตามระดับความรุนแรง

แบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ (6) ได้แก่

1.1 Disc bulging คือ เริ่มมีการเคลื่อนของส่วนประกอบในหมอนรองกระดูกสันหลัง และยังไม่มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อด้านนอก

1.2 Disc protrusion คือ ส่วนประกอบในหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกมามากขึ้น และยังไม่มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อด้านนอก

1.3 Disc extrusion คือ มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อด้านนอก และส่วนประกอบในหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกมาจากฐานของส่วนประกอบในหมอนรองกระดูกสันหลังมายังช่องกระดูกสันหลัง

1.4 Disc sequestration คือ มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อด้านนอก และส่วนประกอบในหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกมาจนไม่เชื่อมต่อกับหมอนรองกระดูกสันหลัง

2.แบ่งตามลักษณะที่มีการเคลื่อนไป

รูปที่ 4 แสดงลักษณะการเคลื่อนไปของหมอนรองกระดูกสันหลัง

รูปที่ 4 แสดงลักษณะการเคลื่อนไปของหมอนรองกระดูกสันหลัง

2.1 Shoulder type คือ มีการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกออกไปทางด้านข้างต่อตัวเส้นประสาทไขสันหลัง ดังนั้น ในผู้ป่วยก็จะมีการเอียงตัวขณะยืนไปฝั่งตรงข้ามกับด้านที่มีอาการปวด (3)

2.2 Axillary type คือ การเคลื่อนของหมอนรองกระดูกออกไปทางด้านในต่อตัวเส้นประสาทไขสันหลัง ดังนั้น ในผู้ป่วยก็จะมีการเอียงตัวขณะยืนไปฝั่งเดียวกับด้านที่มีอาการปวด (3)

อาการแสดงทางคลินิก

  เนื่องจากการเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอว มีการเคลื่อนออกไปกดทับรากประสาทที่จะมีการไปรวมกันเป็นเส้นประสาทที่มีขนาดใหญ่ นั่นคือ sciatic nerve ดังนั้นอาการที่จะพบได้ เกิดในลักษณะของ radicular pain (sciatica) เป็นอาการปวดแบบเจ็บแปล๊บ ปวดแสบปวดร้อน และมีอาการปวดรุนแรง ซึ่งอาการปวดนี้เป็นอาการปวดไปตามทางเดินของเส้นประสาท sciatic ที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณขา ทำให้มีอาการปวดร้าวลงขา มักพบว่ามีอาการปวดในขามากกว่าปวดหลัง (1, 2) และจะมีอาการที่พบได้ (1, 2, 6) ดังนี้

  1. ปวดหลังร่วมกับร้าวลงขา
  2. การรับความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไป เช่น มีอาการชา (numbness) และซ่า (tingling) บริเวณขาลงไปถึงเท้า ตามบริเวณที่เส้นประสาทมาเลี้ยง
  3. กล้ามเนื้อต้นขา ขา หรือเท้าอ่อนแรง เช่น พบการเดินในลักษณะของปลายเท้าตก ไม่สามารถกระดกเท้าได้ หรือไม่สามารถเดินลงน้ำหนักขา 2 ข้างได้เท่ากัน
  4. มีอาการปวดเพิ่มขึ้นขณะขยับเคลื่อนไหว ไม่สามารถเหยียดหลังตรงหรือก้มตัวได้ เปลี่ยนท่าทางลำบาก
  5. มีอาการปวดหลังร้าวลงขามากขึ้น ขณะไอ หรือจาม
  6. มีปัญหาในการควบคุมปัสสาวะ หรืออุจจาระ

 

การรักษา

การรักษาทางการแพทย์

  1. การรับประทานยาหรือฉีดยา เพื่อระงับอาการปวด (1)
  2. การผ่าตัด ในกรณีที่มีอาการปวดรุนแรงมาก ร่วมกับมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อมาก (1)

การรักษาทางกายภาพบำบัด

  1. การปรับพฤติกรรม ลดพฤติกรรมเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท เช่น เลี่ยงการก้มยกของหนัก เปลี่ยนท่าทางขณะนั่งทำงาน (7)
  2. การออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นคงของกระดูกสันหลัง และยังมีการออกกำลังกายประเภท specific exercise นั่นคือการออกกำลังกายแบบแมคเคนซี่ (McKenzie exercise) เพื่อช่วยลดอาการปวด ลดการกดทับของเส้นประสาท และเพิ่มความสามารถทางกาย (7, 8)
  3. การลดปวด ลดอาการชา และลดการกดทับของหมอนรองกระดูกต่อตัวเส้นประสาท โดยการรักษาด้วยเทคนิคทางมือ เช่น การจัด ดัด ดึงข้อต่อ และการใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดร่วมด้วย (9, 10)

กภ. ปิยะโชติ ทองสุข

เอกสารอ้างอิง

  1. Delgado-López PD, Rodríguez-Salazar A, Martín-Alonso J, Martín-Velasco V. [Lumbar disc herniation: Natural history, role of physical examination, timing of surgery, treatment options and conflicts of interests]. Neurocirugia (Astur). 2017;28(3):124-34.
  2. Kreiner DS, Hwang SW, Easa JE, Resnick DK, Baisden JL, Bess S, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014;14(1):180-91.
  3. Parmar J, Gulati Y, Vora M, Patel B, Mohan C. Accuracy of the kissing sign on lumbar spine MRI in cases of axillary disc herniation and the surgical correlation: an Indian multi-center study. Rev Bras Ortop. 2018;53(6):681-6.
  4. Li J, Gössel L, Kunze B, Kessler O, Alharbi Y, Gärtner O, et al. Traumatic lumbar disc herniation: A systemic case review and meta-analysis. Brain Spine. 2023;3:102350.
  5. Zielinska N, Podgórski M, Haładaj R, Polguj M, Olewnik Ł. Risk Factors of Intervertebral Disc Pathology-A Point of View Formerly and Today-A Review. J Clin Med. 2021;10(3).
  6. Li Y, Fredrickson V, Resnick DK. How should we grade lumbar disc herniation and nerve root compression? A systematic review. Clin Orthop Relat Res. 2015;473(6):1896-902.
  7. Hahne AJ, Ford JJ, McMeeken JM. Conservative management of lumbar disc herniation with associated radiculopathy: a systematic review. Spine (Phila Pa 1976). 2010;35(11):E488-504.
  8. Clare HA, Adams R, Maher CG. A systematic review of efficacy of McKenzie therapy for spinal pain. Aust J Physiother. 2004;50(4):209-16.
  9. Choi J, Lee S, Hwangbo G. Influences of spinal decompression therapy and general traction therapy on the pain, disability, and straight leg raising of patients with intervertebral disc herniation. J Phys Ther Sci. 2015;27(2):481-3.
  10. Li L, Zhan HS, Zhang MC, Chen B, Yuan WA, Shi YY. [Systematic review of clinical randomized controlled trials on manipulative treatment of lumbar disc herniation]. Zhongguo Gu Shang. 2010;23(9):696-700.
Post Views: 43,678
Share
20

Related posts

มิถุนายน 10, 2026

วิธีดูแลและรักษาเมื่อเป็นโรคอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก หรือ “Bell’s Palsy”


Read more
มิถุนายน 8, 2026

หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนล่างปลิ้นในเด็กและวัยรุ่น


Read more
มิถุนายน 5, 2026

กระดูกหักนานแค่ไหนถึงหาย ?


Read more
มิถุนายน 3, 2026

กายภาพบำบัดในเด็กกลุ่มอาการแองเจิลแมน (Angelman syndrome)


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.