Colles’ Fracture คืออะไร

กายวิภาคศาสตร์ของข้อมือ
บริเวณข้อมือของเราประกอบด้วยกระดูกหลายชิ้น ได้แก่ กระดูกแขนท่อนล่างทางด้านนอกหรือกระดูกเรเดียส (radius bone) กระดูกแขนท่อนล่างด้านในหรือกระดูกอัลนา (ulnar bone) และกระดูกมือ (carpal bones) ทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็นข้อมือ ซึ่งแบ่งเป็นข้อต่อเล็ก ๆ 2 ข้อต่อด้วยกันคือ (รูปที่ 1)
- ข้อต่อระหว่างกระดูกเรเดียสกับกระดูกมือ (radiocarpal joint)
- ข้อต่อระหว่างส่วนปลายของกระดูกเรเดียสกับกระดูกอัลนา (distal radio-ulnar joint) (1)
รูปที่ 1 แสดงการประกอบกันเป็นข้อมือของกระดูกเรเดียส กระดูกอัลนา และกระดูกมือ
ความหมายและอุบัติการณ์
Colles’ fracture หรือ distal radius fracture คือการที่มีการแตกหักบริเวณส่วนปลายของกระดูกเรเดียส ซึ่งอยู่บริเวณแขนท่อนล่างทางด้านนอกใกล้กับบริเวณข้อมือ มักเกิดในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดย 85% มักเกิดในเพศหญิงที่มีความหนาแน่นของกระดูกต่ำ (low bone density) และสามารถเกิดได้ถึง 51% ในผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุน (osteoporosis) นอกจากนี้ยังพบว่าเป็น 17% ของผู้ป่วยที่มารับบริการจากห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล (1,3) ซึ่งส่วนมากจะเกิดในกรณีที่มีการล้มหรือกระแทกขณะที่ข้อมืออยู่ในท่ากระดกขึ้น (wrist extension) เช่น ในท่าล้มแล้วเอามือยันพื้น (2) (รูปที่ 2)
รูปที่ 2 แสดงลักษณะข้อมือในท่ากระดกขึ้นในขณะล้มและมือเท้าพื้น
อาการ
ภายหลังจากการล้ม จะมีอาการปวด บวม แดง บริเวณข้อมือหรือส่วนปลายของกระดูกแขน และไม่สามารถขยับข้อมือได้เต็มช่วงการเคลื่อนไหว (2) เช่น ไม่สามารถกระดกข้อมือขึ้น-ลงได้ หรือไม่สามารถหมุนแขนท่อนล่างในทิศทางคว่ำลง-หงายขึ้นได้ ร่วมกับมีกำลังกล้ามเนื้อมือลดลง โดยเฉพาะแรงกำมือ (hand grip strength) ในบางรายอาจมีอาการชา และอ่อนแรงของกล้ามเนื้อในฝ่ามือร่วมด้วยจากการที่เส้นประสาทบาดเจ็บ (1) นอกจากนี้ข้อมือจะมีลักษณะผิดปกติที่สามารถสังเกตได้จากภายนอก คือ มีลักษณะคล้ายส้อมหรือเรียกว่า dinner fork deformity ดังแสดงในรูปที่ 3 (5)
รูปที่ 3 แสดงลักษณะข้อมือในลักษณะคล้ายส้อม (Dinner fork deformity)
การตรวจวินิจฉัยและการตรวจประเมิน
- เอ็กซเรย์ข้อมือ: มักเอ็กซเรย์ในมุมมองด้านหน้าไปด้านหลัง (anteroposterior (AP) view) (1)
- การประเมินระดับความเจ็บปวด: ทางกายภาพบำบัดมักใช้ pain visual analogue scale (VAS) เพื่อจำแนกความเจ็บปวด โดยให้ 0 เป็นคะแนนของการปวดที่น้อยที่สุด หรือไม่มีอาการปวดเลย และ 10 เป็นคะแนนการปวดที่มากที่สุดจนไม่สามารถทนได้ (2)
- การตรวจวัดช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อที่เกี่ยวข้อง: โดยวัดทั้งช่วงการเคลื่อนไหวที่ผู้ป่วยทำด้วยตนเอง (active range of motion: AROM) และช่วงการเคลื่อนไหวโดยมีนักกายภาพบำบัดเป็นผู้กระทำให้ (passive range of motion: PROM) โดยจะตรวจข้อต่อที่เกี่ยวข้องได้แก่ ข้อมือ ข้อศอก และข้อไหล่ของแขนด้านที่หักเปรียบเทียบกับข้างปกติ (2)
- การตรวจประเมินทางระบบประสาท (neurological test) เช่นการรับความรู้สึกของแขนข้างที่หักเปรียบเทียบกับข้างปกติ (2)
- การตรวจประเมินกำลังกล้ามเนื้อ เช่น hand grip strength (2)
ภาวะแทรกซ้อนที่มักจะเกิด
- ปวดและไม่สบายบริเวณข้อมือ (4)
- บวมที่บริเวณแขนและมือแม้ส่วนกระดูกทีหักจะติดดีแล้ว ซึ่งเกิดจากการไม่ได้ใช้งานข้อมือเป็นเวลานาน (4)
- ปลายประสาทอักเสบ (neuropathy) ซึ่งสามารถเป็นได้ทุกเส้นประสาทในแขน (4)
- ข้อต่อเสื่อมอักเสบ เป็นได้ทั้ง radiocarpal joint และ radio-ulnar joint จากการไม่ได้ขยับข้อต่อเป็นเวลานาน (4)
- กระดูกติดแบบผิดรูปร่าง (malunion) มักเกิดจากการเลือกการรักษาเบื้องต้นได้ไม่ถูกกับลักษณะการหักของกระดูก หรือการให้การรักษาที่ไม่รวดเร็วพอ (4)
- กระดูกผิดรูป (malposition) เป็นลักษณะของ dinner fork deformity ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น (4,5) โดยเกิดจากการที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจากแพทย์แผนปัจจุบัน และปล่อยให้ข้อต่อติดเอง
- เส้นเอ็นกล้ามเนื้อขาด (tendon rupture) (4)
- ข้อต่อยึดติดจากการไม่ได้ใช้งาน โดยอาจเกิดกับข้อต่อบริเวณใกล้เคียงรอยหัก เช่น ข้อนิ้วมือ (4)
- ภาวะการหดรั้งของพังผืดหุ้มกล้ามเนื้อภายหลังการขาดเลือด (Volkmann’s ischemia contracture) เกิดภายหลังการบาดเจ็บ พังผืดรอบกล้ามเนื้อจะหดตัว เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อบริเวณที่บาดเจ็บบวมมากจนเกินไปจากการคั่งของเลือดและของเหลวต่าง ๆ ทำให้เกิดการกดทับของเส้นเลือดบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดมาบริเวณที่อยู่ใต้ต่อกว่าบริเวณที่บาดเจ็บไม่ดี เกิดเลือดคั่ง สังเกตได้จากการมีสีคล้ำและบวม เมื่อเป็นระยะเวลานาน ๆ จะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นตาย และบิดผิดรูป ซึ่งนำไปสู่การต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นไป (6)
- กลุ่มอาการเจ็บปวดเฉพาะที่แบบซับซ้อน (complex regional pain syndrome: CRPS) (7) หรือ shoulder-hand syndrome มักพบเจอในส่วนปลายของบริเวณที่บาดเจ็บ จะมีอาการต่าง ๆ เช่น
- ปวด
- บวม
- มีความบกพร่องของระบบรับความรู้สึก (ชา, อ่อนแรง, แสบร้อน)
- มีความบกพร่องของระบบประสาทอัตโนมัติ (เช่น เหงื่อออกมากผิดปกติ)
- มีการจำกัดการเคลื่อนไหว
- มีความผิดปกติของกล้ามเนื้อ เช่น กำลังกล้ามเนื้อถดถอย ภาวะกล้ามเนื้อเสื่อม
- มีการเปลี่ยนแปลงของสีผิว (มันวาว)
- มีปัญหาการเจริญของขนและเล็บบริเวณที่เป็น (4)
การรักษาทางการแพทย์
การรักษาทางการแพทย์ โดยหลักแล้วจะเป็นการจัดชิ้นกระดูกที่หักให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมและทำการจำกัดการเคลื่อนไหว (immobilization) เพื่อให้กระดูกสมานติดกัน ซึ่งเทคนิคในการรักษาจะขึ้นอยู่กับประเภทของการหักและภาวะสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีรูปแบบการรักษาดังนี้
- การจัดแนวกระดูกโดยไม่ผ่าตัดร่วมกับการใส่เฝือก (closed reduction with casting)
แพทย์จะทำการจัดกระดูกส่วนที่หักให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และทำการจัดท่าข้อมืออยู่ในท่าที่เหมาะสมก่อน คืออยู่ในลักษณะกระดกข้อมือขึ้นเล็กน้อย ร่วมกับเบี่ยงออกทางด้านนิ้วก้อย (extension with ulnar deviation) และทำการใส่เฝือกแข็งเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวของส่วนที่หัก (9) โดยใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ เพื่อทำให้กระดูกสมานติดกัน ซึ่งในช่วงเวลาที่ใส่เฝือก ผู้ป่วยจะต้องพยายามเคลื่อนไหวข้อต่อข้ออื่น ๆ เช่น ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ข้อไหล่ เท่าที่จะทำได้เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
- การผ่าตัด
- การใส่โลหะยึดตรึงกระดูกภายในร่างกาย (open reduction internal fixation: ORIF)
แพทย์จะทำการผ่าตัดใส่อุปกรณ์ดามกระดูกเช่น แผ่นโลหะและน็อตชนิดพิเศษ ดังแสดงในรูปที่ 4 (ซ้าย) เพื่อช่วยยึดส่วนกระดูกที่หักให้อยู่กับที่ ทำให้กระดูกเชื่อมติดกันได้เร็ว ข้อดีของวิธีการนี้คือ ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาทางกายภาพบำบัดได้รวดเร็วมากขึ้น เช่น การออกกำลังกายเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ การขยับข้อต่อ (3) ซึ่งการศึกษาก่อนหน้านี้รายงานว่าหากทำการขยับข้อต่อ (mobilization) ภายหลังจากกระดูกติดได้เร็วเพียงใด อัตราการฟื้นฟูของความแข็งแรงและการกลับไปเคลื่อนไหวได้ปกติ จะมีแนวโน้มดีกว่าเมื่อเทียบกับการขยับข้อต่อภายหลังจากที่กระดูกหักมานาน (2) โดยข้อดีของการผ่าตัดรักษาด้วยวิธีการนี้ คือผู้ป่วยสามารถประกอบกิจวัตรประจำวันเช่น รับประทานอาหาร อาบน้ำ หรืองานเบา ๆ เป็นต้น ได้ภายใน 2 สัปดาห์หลังผ่าตัด (3)
รูปที่ 4 (ซ้าย) แสดงภาพถ่ายรังสีของผู้ป่วยกระดูกเรเดียสหักที่ได้รับการรักษาด้วยวิธี ORIF
(ขวา) แสดงภาพถ่ายรังสีและลักษณะการใส่ external fixation ในผู้ป่วยกระดูกเรเดียสหัก
- การใส่โลหะยึดตรึงกระดูกภายนอกร่างกาย external fixation
ในรูปที่ 4 (ขวา) เป็นวิธีการใส่โลหะเพื่อยึดตรึงกระดูกภายนอก ซึ่งมีการเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี คศ. 1940 โดยมักใช้ในกรณีที่มีการหักซับซ้อนหลายตำแหน่ง (complex fractures) กระดูกหักแบบมีแผลเปิด (open fractures) ที่มีขนาดใหญ่ มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของหลอดเลือดหรือเส้นประสาท หรือมีการอักเสบติดเชื้อร่วมด้วย หรือมีกระดูกหักผ่านข้อต่อ ข้อดีคือสามารถดูแลแผลหรือจัดการกับการติดเชื้อได้ง่าย แต่ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกพรุน ข้อเสียของวิธีการนี้คืออาจจะติดเชื้อได้ง่าย ตัวหมุดอาจจะหลวมและคลอน และทำให้ข้อมีโอกาสยึดติดมากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการทำงานของมือของผู้ป่วย เป็นต้น (3)
รูปที่ 5 แสดงการรักษาการผ่าตัดยึดด้วยหมุด (3)
- การผ่าตัดยึดด้วยหมุด Percutaneous pinning (K-wires)
มักใช้วิธีการผ่าตัดนี้แบบเดี่ยว ๆ หรือทำร่วมกับ external fixation ในกรณีผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกพรุน (3,8) ดังแสดงในรูปที่ 5
- การฉีดซีเมนต์เข้ากระดูก Bone substitute
เป็นการฉีดซีเมนต์ (polymrthylmethacrylate cement) เข้ากระดูก ซึ่งมีข้อดีคือ ทำให้ข้อมืออยู่ในท่าที่ถูกต้องได้ดีกว่าการรักษาแบบอื่น สามารถฟื้นฟูการเคลื่อนไหวได้ดี แต่มีข้อเสียในบางกรณี เช่น ผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกไม่สบายที่เกิดจากการระคายเคืองซีเมนต์ที่ฉีดเข้าไปได้ ซึ่งจำเป็นต้องผ่าตัดเอาออกโดยเร็ว (3)
เรียบเรียงโดย กภ. ทัชชกร สงวนศักดิ์
เอกสารอ้างอิง
- Durrans MJ, Pretorius S, Wells M, Ikram A. Multicentre retrospective study comparing outcome of pinning and locking plates for treating distal radius fractures. SA Orthop J. 2013 Sep;12(3):01-10.
- Balsky S, Goldford RJ. Rehabilitation protocol for undisplaced Colle’s fractures following cast removal. J Can Chiropr Assoc. 2000 Mar;44(1):29.
- Blakeneye WG. Stabilization and treatment of Colle’s fractures in eldery patients. Clin Interv Aging. 2010; 5: 337.
- Cooney W3, Dobyns JH, Linscheid RL. Complications of Colles’ fractures. J Bone Joint Surg Am. 1980 Jun;62(4):613-9.
- Iyer D. The dinner foek deformity. IJOS 2006; 5(1): 1-4.
- Stevanovic MV, Sharpe F. Compartment syndrome and Volkmann ischemic contracture. Green’s operative hand surgery. Philadelphia, PA: Elsevier/Churchill Livingstone. 2011. p. 1-13.
- Bruehl S. Complex regional pain syndrome. BMJ. 2015 Jul 29;351:h2730.
- Madhukar KT, Gopalkrishna G, Mohan JA. Percutaneous K-wire fixation of distal radius fractures: Our results of leaving the wire outside. IJHAS. 2013 Jan 1;2(1):23.
- Gupta AJ. The treatment of Colles’ fracture. Immobilisation with the wrist dorsiflexed. J Bone Joint Surg Br. British volume. 1991 Mar;73(2):312-5.










