mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

เต้านมคัด อาการที่คุณแม่มือใหม่ไม่ควรมองข้าม

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน คลินิกสุขภาพหญิง
  • เต้านมคัด อาการที่คุณแม่มือใหม่ไม่ควรมองข้าม

เต้านมคัด อาการที่คุณแม่มือใหม่ไม่ควรมองข้าม

ตุลาคม 18, 2023
Categories
  • คลินิกสุขภาพหญิง
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • blocked duck
  • breast abscess
  • breast engorgement
  • mastitis

นมแม่ ( 1,2 ) เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย เนื่องจากนมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่มีคุณค่าและสำคัญสำหรับลูก ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภูมิแพ้ ภาวะอ้วน เบาหวานชนิดที่ 1 ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อต่าง ๆ ในวัยเด็ก ทั้งยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ นอกจากนี้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังมีประโยชน์ต่อคุณแม่ด้วยเช่นกัน คือ ช่วยลดน้ำหนักตัวคุณแม่หลังคลอดให้เข้าสู่ภาวะปกติ ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน ภาวะข้ออักเสบ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ การเกิดโรคมะเร็งเต้านมและโรคมะเร็งรังไข่ อีกทั้งยังส่งเสริมให้คุณแม่และลูกน้อยมีสุขภาพจิตที่ดี และที่สำคัญเป็นการสร้างความรัก ความผูกพันระหว่างคุณแม่กับลูกน้อย นอกเหนือจากนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวในการซื้อนมผงและค่ารักษาพยาบาลเพราะลูกน้อยป่วยน้อยลง

เมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ จนถึงคลอดและหลังคลอด จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย โดยฮอร์โมนที่สำคัญที่มีผลต่อการผลิตน้ำนมของคุณแม่คือ ฮอร์โมนโปรแลคติน (Prolactin) ทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างน้ำนม และฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ทำหน้าที่กระตุ้นการหลั่งน้ำนม ในระยะ 1 สัปดาห์แรกหลังคลอด คุณแม่บางท่านจะมีน้ำนมมามากน้อยแตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นภาวะปกติ เนื่องจากน้ำนมจะเริ่มสร้างเต็มที่ใช้ระยะเวลา 2-7 วัน หลังจากนั้นในช่วง 4 สัปดาห์แรกหลังคลอดปริมาณของน้ำนมที่สร้างจะปรับตามความต้องการของลูก( 3 ) และสามารถกระตุ้นได้จากการดูดนมของลูก หากคุณแม่ให้ลูกน้อยเข้าเต้าดูดนมได้ถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ ดูดจนน้ำนมเกลี้ยงเต้า จะมีสัญญาณประสาทผ่านไขสันหลังไปสู่สมองส่วน Hypothalamus ให้มีการหลั่งฮอร์โมนโปรแลคตินเพื่อกระตุ้นให้มีการสร้างน้ำนม และหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซินเพื่อมากระตุ้นให้เกิดการหลั่งของน้ำนม แต่หากลูกดูดนมได้น้อย เข้าเต้าไม่ถูกวิธี หรือคุณแม่ปั๊มนมออกได้ไม่เกลี้ยงเต้า เป็นสาเหตุทำให้มีน้ำนมคั่งค้างในเต้านม

ส่งผลให้ไม่มีการหลั่งของฮอร์โมนโปรแลคตินทำให้ไม่เกิดการสร้างน้ำนม จะส่งผลทำให้ปริมาณน้ำนมลดลง และหากคุณแม่มีภาวะเครียด วิตกกังวล พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีอาการปวดขณะให้นมลูก เกิดอาการปวดหรือแผลที่หัวนม ก็จะมีผลไปยับยั้งการหลั่งของฮอร์โมนออกซิโทซิน ทำให้ไม่เกิดการหลั่งของน้ำนม หากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดการคั่งค้างของน้ำนมในเต้านมมากเกินไป เต้านมจะมีขนาดใหญ่ บวม ตึง กดเจ็บทั่วๆเต้านม เรียกว่าอาการเต้านมคัด (Breast engorgement) ( 5,6 )

และหากคุณแม่ปล่อยให้มีอาการเต้านมคัด มีน้ำนมคั่งค้างอยู่ในเต้านมเป็นเวลานาน น้ำนมจะข้นมากขึ้น ทำให้ไปอุดตันท่อน้ำนมบางส่วน น้ำนมที่สร้างขึ้นมาใหม่ไม่สามารถระบายออกได้ เกิดเป็นก้อนแข็งที่เต้านมบางตำแหน่ง กดเจ็บแต่ไม่มีอาการอักเสบ ลักษณะนี้เรียกว่า ท่อน้ำนมอุดตัน (Blocked duct) ( 4 ) และหากไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่ภาวะเต้านมอักเสบ (Mastitis) ( 5 ) คือ มีการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อนของเต้านม เป็นก้อนแข็ง กดเจ็บ และคุณแม่จะมีไข้ร่วมด้วย และหากปล่อยทิ้งไว้ ยังไม่ได้รับการดูแลแก้ไข ภาวะเต้านมอักเสบอาจเกิดก้อนฝีหนองภายใน เรียกว่า เต้านมเป็นฝี (Breast absces ) ซึ่งต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อระบายหนองออกโดยใช้เข็มเจาะดูด (Needle aspiration) หรือใช้มีดกรีดระบายหนองออก (Incision and drainage) แต่คุณแม่ยังสามารถให้นมลูกจากเต้าข้างนั้นได้ ยกเว้นแต่มีอาการเจ็บมากหรือตำแหน่งแผลที่กรีดรบกวนการดูดนมของลูก แต่อย่างไรก็ตามคุณแม่ควรบีบน้ำนมออก ไม่ให้มีน้ำนมคั่งค้างในเต้าและให้ลูกดูดนมจากเต้านมข้างปกติอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดภาวะเต้านมคัด (Breast engorgement) ( 6 ) ท่อน้ำนมอุดตัน (Blocked duck) ที่จะนำไปสู่ ภาวะเต้านมอักเสบ (Mastitis) และเต้านมเป็นฝี (Breast abscess) คุณแม่ควรให้ลูกดูดนม เข้าเต้าอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ ดูดจนเกลี้ยงเต้า หรือหากไม่เกลี้ยงเต้าคุณแม่ควรใช้มือบีบนมออกหรือเครื่องปั๊มออกจนเกลี้ยงเต้า และควรให้ปั๊มน้ำนมเกลี้ยงเต้าทุก 3 ชั่วโมง นอกจากนี้คุณแม่ควรหากิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลาย ลดความเครียดหรือวิตกกังวลลง และพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งมีผลต่อการหลั่งของน้ำนมดังกล่าวไปข้างต้น และไม่ควรใส่เสื้อชั้นในที่รัดแน่นจนเกินไป เนื่องจากอาจจะไปกดทับท่อน้ำนม ทำให้ท่อน้ำนมอุดตันได้เช่นกัน และคุณแม่ควรทานอาการให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อการสร้างน้ำนม

หากคุณแม่เกิดภาวะเต้านมคัด (Breast engorgement ) ( 6, 7 ) คุณแม่สามารถดูแลตนเองเบื้องต้นได้ โดยหากมีอาการอักเสบปวด แดงร้อนควรประคบเย็น หากไม่มีอาการอักเสบสามารถประคบอุ่นที่บริเวณเต้านม หลีกเลี่ยงบริเวณหัวนม ใช้เทคนิคกด บีบ ปล่อย (press-compress-relax technique) เต้านมช่วยในขณะที่ลูกน้อยเข้าเต้าดูดนม หรือขณะที่ปั๊มนมเพื่อช่วยระบายน้ำนมออกให้เกลี้ยงเต้า, ปั๊มนมทุก 3 ชั่วโมงให้เกลี้ยงเต้า หากิจกรรมที่ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย ลดความเครียดและวิตกกังวล เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เป็นต้น แต่หากยังมีอาการอยู่คุณแม่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรไปปรึกษาบุคคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการให้นมบุตร เช่น แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด หรือไปพบคลินิกนมแม่ คลินิกสุขภาพหญิง เพื่อรับคำปรึกษาและการดูแลแก้ไขอย่างถูกวิธี เพื่อคุณแม่จะได้ให้นมลูกน้อยต่อไปโดยมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นทั้งคุณแม่และลูกน้อย

เรียบเรียงโดย กภ.อัญชณา กันธิยะ

เอกสารอ้างอิง

  1. Lawrence RA. Maternal nutrition and supplements for mother and infant. In: Lawrence RA, Lawrence RM, editors. Breastfeeding. 9th ed. Philadelphia: Elsevier; 2016. p. 214-29.
  2. Allen J, Hector D. Benefits of breastfeeding. New South Wales public health bulletin. 2005;16(4):42-6.
  3. Jacqueline CK. How breastfeeding works. JMWH. 2007;52(6):564-70.
  4. ศิริรัตน์ เกียรติกูลานุสรณ์ใ การจัดการทางกายภาพบำบัดในผู้ป่วยท่อน้ำนมอุดตันใ Physical Therapy Management in Plugged Ducts. CUTJ. 2018;24(2):322-23.
  5. Pustotina O. Management of mastitis and breast engorgement in breastfeeding women. J Matern Fetal Neonatal Med.2016;29(19):3121-5.
Post Views: 41,492
Share
12

Related posts

มกราคม 23, 2026

กายภาพบำบัดในเด็กกลุ่มอาการเรตต์ (Rett syndrome)


Read more
มกราคม 16, 2026

เจ็บข้อมือด้านนิ้วก้อย ไม่หายสักที หรืออาจไม่ใช่แค่ “ปวดข้อมือธรรมดา” มาทำความรู้จัก TFCC Injury


Read more
ธันวาคม 19, 2025

Knee OA in the young : อายุน้อยก็เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้


Read more
ธันวาคม 17, 2025

ข้อเข่ามีเสียงรักษาได้อย่างไร?


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.