เต้านมคัด อาการที่คุณแม่มือใหม่ไม่ควรมองข้าม


นมแม่ ( 1,2 ) เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย เนื่องจากนมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่มีคุณค่าและสำคัญสำหรับลูก ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภูมิแพ้ ภาวะอ้วน เบาหวานชนิดที่ 1 ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อต่าง ๆ ในวัยเด็ก ทั้งยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ นอกจากนี้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังมีประโยชน์ต่อคุณแม่ด้วยเช่นกัน คือ ช่วยลดน้ำหนักตัวคุณแม่หลังคลอดให้เข้าสู่ภาวะปกติ ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน ภาวะข้ออักเสบ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ การเกิดโรคมะเร็งเต้านมและโรคมะเร็งรังไข่ อีกทั้งยังส่งเสริมให้คุณแม่และลูกน้อยมีสุขภาพจิตที่ดี และที่สำคัญเป็นการสร้างความรัก ความผูกพันระหว่างคุณแม่กับลูกน้อย นอกเหนือจากนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวในการซื้อนมผงและค่ารักษาพยาบาลเพราะลูกน้อยป่วยน้อยลง
เมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ จนถึงคลอดและหลังคลอด จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย โดยฮอร์โมนที่สำคัญที่มีผลต่อการผลิตน้ำนมของคุณแม่คือ ฮอร์โมนโปรแลคติน (Prolactin) ทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างน้ำนม และฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ทำหน้าที่กระตุ้นการหลั่งน้ำนม ในระยะ 1 สัปดาห์แรกหลังคลอด คุณแม่บางท่านจะมีน้ำนมมามากน้อยแตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นภาวะปกติ เนื่องจากน้ำนมจะเริ่มสร้างเต็มที่ใช้ระยะเวลา 2-7 วัน หลังจากนั้นในช่วง 4 สัปดาห์แรกหลังคลอดปริมาณของน้ำนมที่สร้างจะปรับตามความต้องการของลูก( 3 ) และสามารถกระตุ้นได้จากการดูดนมของลูก หากคุณแม่ให้ลูกน้อยเข้าเต้าดูดนมได้ถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ ดูดจนน้ำนมเกลี้ยงเต้า จะมีสัญญาณประสาทผ่านไขสันหลังไปสู่สมองส่วน Hypothalamus ให้มีการหลั่งฮอร์โมนโปรแลคตินเพื่อกระตุ้นให้มีการสร้างน้ำนม และหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซินเพื่อมากระตุ้นให้เกิดการหลั่งของน้ำนม แต่หากลูกดูดนมได้น้อย เข้าเต้าไม่ถูกวิธี หรือคุณแม่ปั๊มนมออกได้ไม่เกลี้ยงเต้า เป็นสาเหตุทำให้มีน้ำนมคั่งค้างในเต้านม

ส่งผลให้ไม่มีการหลั่งของฮอร์โมนโปรแลคตินทำให้ไม่เกิดการสร้างน้ำนม จะส่งผลทำให้ปริมาณน้ำนมลดลง และหากคุณแม่มีภาวะเครียด วิตกกังวล พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีอาการปวดขณะให้นมลูก เกิดอาการปวดหรือแผลที่หัวนม ก็จะมีผลไปยับยั้งการหลั่งของฮอร์โมนออกซิโทซิน ทำให้ไม่เกิดการหลั่งของน้ำนม หากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดการคั่งค้างของน้ำนมในเต้านมมากเกินไป เต้านมจะมีขนาดใหญ่ บวม ตึง กดเจ็บทั่วๆเต้านม เรียกว่าอาการเต้านมคัด (Breast engorgement) ( 5,6 )

และหากคุณแม่ปล่อยให้มีอาการเต้านมคัด มีน้ำนมคั่งค้างอยู่ในเต้านมเป็นเวลานาน น้ำนมจะข้นมากขึ้น ทำให้ไปอุดตันท่อน้ำนมบางส่วน น้ำนมที่สร้างขึ้นมาใหม่ไม่สามารถระบายออกได้ เกิดเป็นก้อนแข็งที่เต้านมบางตำแหน่ง กดเจ็บแต่ไม่มีอาการอักเสบ ลักษณะนี้เรียกว่า ท่อน้ำนมอุดตัน (Blocked duct) ( 4 ) และหากไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่ภาวะเต้านมอักเสบ (Mastitis) ( 5 ) คือ มีการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อนของเต้านม เป็นก้อนแข็ง กดเจ็บ และคุณแม่จะมีไข้ร่วมด้วย และหากปล่อยทิ้งไว้ ยังไม่ได้รับการดูแลแก้ไข ภาวะเต้านมอักเสบอาจเกิดก้อนฝีหนองภายใน เรียกว่า เต้านมเป็นฝี (Breast absces ) ซึ่งต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อระบายหนองออกโดยใช้เข็มเจาะดูด (Needle aspiration) หรือใช้มีดกรีดระบายหนองออก (Incision and drainage) แต่คุณแม่ยังสามารถให้นมลูกจากเต้าข้างนั้นได้ ยกเว้นแต่มีอาการเจ็บมากหรือตำแหน่งแผลที่กรีดรบกวนการดูดนมของลูก แต่อย่างไรก็ตามคุณแม่ควรบีบน้ำนมออก ไม่ให้มีน้ำนมคั่งค้างในเต้าและให้ลูกดูดนมจากเต้านมข้างปกติอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดภาวะเต้านมคัด (Breast engorgement) ( 6 ) ท่อน้ำนมอุดตัน (Blocked duck) ที่จะนำไปสู่ ภาวะเต้านมอักเสบ (Mastitis) และเต้านมเป็นฝี (Breast abscess) คุณแม่ควรให้ลูกดูดนม เข้าเต้าอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ ดูดจนเกลี้ยงเต้า หรือหากไม่เกลี้ยงเต้าคุณแม่ควรใช้มือบีบนมออกหรือเครื่องปั๊มออกจนเกลี้ยงเต้า และควรให้ปั๊มน้ำนมเกลี้ยงเต้าทุก 3 ชั่วโมง นอกจากนี้คุณแม่ควรหากิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลาย ลดความเครียดหรือวิตกกังวลลง และพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งมีผลต่อการหลั่งของน้ำนมดังกล่าวไปข้างต้น และไม่ควรใส่เสื้อชั้นในที่รัดแน่นจนเกินไป เนื่องจากอาจจะไปกดทับท่อน้ำนม ทำให้ท่อน้ำนมอุดตันได้เช่นกัน และคุณแม่ควรทานอาการให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อการสร้างน้ำนม

หากคุณแม่เกิดภาวะเต้านมคัด (Breast engorgement ) ( 6, 7 ) คุณแม่สามารถดูแลตนเองเบื้องต้นได้ โดยหากมีอาการอักเสบปวด แดงร้อนควรประคบเย็น หากไม่มีอาการอักเสบสามารถประคบอุ่นที่บริเวณเต้านม หลีกเลี่ยงบริเวณหัวนม ใช้เทคนิคกด บีบ ปล่อย (press-compress-relax technique) เต้านมช่วยในขณะที่ลูกน้อยเข้าเต้าดูดนม หรือขณะที่ปั๊มนมเพื่อช่วยระบายน้ำนมออกให้เกลี้ยงเต้า, ปั๊มนมทุก 3 ชั่วโมงให้เกลี้ยงเต้า หากิจกรรมที่ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย ลดความเครียดและวิตกกังวล เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เป็นต้น แต่หากยังมีอาการอยู่คุณแม่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรไปปรึกษาบุคคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการให้นมบุตร เช่น แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด หรือไปพบคลินิกนมแม่ คลินิกสุขภาพหญิง เพื่อรับคำปรึกษาและการดูแลแก้ไขอย่างถูกวิธี เพื่อคุณแม่จะได้ให้นมลูกน้อยต่อไปโดยมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นทั้งคุณแม่และลูกน้อย
เรียบเรียงโดย กภ.อัญชณา กันธิยะ
เอกสารอ้างอิง
- Lawrence RA. Maternal nutrition and supplements for mother and infant. In: Lawrence RA, Lawrence RM, editors. Breastfeeding. 9th ed. Philadelphia: Elsevier; 2016. p. 214-29.
- Allen J, Hector D. Benefits of breastfeeding. New South Wales public health bulletin. 2005;16(4):42-6.
- Jacqueline CK. How breastfeeding works. JMWH. 2007;52(6):564-70.
- ศิริรัตน์ เกียรติกูลานุสรณ์ใ การจัดการทางกายภาพบำบัดในผู้ป่วยท่อน้ำนมอุดตันใ Physical Therapy Management in Plugged Ducts. CUTJ. 2018;24(2):322-23.
- Pustotina O. Management of mastitis and breast engorgement in breastfeeding women. J Matern Fetal Neonatal Med.2016;29(19):3121-5.




