ท่าตรวจเบื้องต้นเมื่อคุณปวดแขน


อาการปวดแขนเป็นปัญหาที่หลาย ๆ คนเคยประสบปัญหากัน ในชีวิตประจำวันแขนถือว่าเป็นอวัยวะที่ถูกใช้งานมากจึงทำให้มีโอกาสเกิดอาการปวดได้บ่อย ไม่ว่าจะมาจากกิจกรรมการทำงานบ้าน งานเอกสาร ขับรถ หรือออกกำลังกาย หากพิจารณาองค์ประกอบของร่างกายที่สามารถเกิดการบาดเจ็บและส่งผลให้เกิดอาการปวดได้นั้น อาการปวดบริเวณแขนสามารถเกิดได้จากหลายองค์ประกอบ เช่น กล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ เอ็นข้อ และเส้นประสาท เป็นต้น ซึ่งแต่ละโครงสร้างจะมีกลไกการกระตุ้นอาการปวดและลักษณะการปวดที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างของอาการปวดแขนได้แก่ การปวดบริเวณข้อศอกด้านนอก จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า อาการปวดศอกด้านนอก สามารถพบได้ในผู้ที่เล่นเทนนิสสูงถึงร้อยละ 50 เช่นเดียวกับผู้ที่ใช้งานมือในการกำของ หรือถือของหนัก ๆ (1) ซึ่งอาการปวดดังกล่าวมีโอกาสสูงถึงร้อยละ 30 ถึง 93 ที่จะสาเหตุจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อแขน (2) อาการปวดแขนที่พบได้มากอีกกลุ่มหนึ่งคือ อาการปวดร้าวลงแขนจากภาวะกระดูกคอเสื่อม ซึ่งพบสูงถึงร้อยละ 85 ในผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป (3)
จะเห็นได้ว่าอาการปวดแขนในลักษณะที่แตกต่างกันจะบ่งบอกถึงโครงสร้างที่มีปัญหาแตกต่างกันด้วย บ่อยครั้งเมื่อผู้ป่วยเกิดอาการปวดแขนจะมีข้อสงสัยว่าเกิดจากการบาดเจ็บที่โครงสร้างใด และเลือกรูปแบบการออกกำลังกายเพื่อการรักษาอาจจะไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้อาการไม่ดีขึ้น หรือมีปัญหามากกว่าเดิม เป็นต้น ดังนั้นในบทความนี้ผมจะชวนทุกคนมาลองตรวจร่างกายหาสาเหตุการปวดศอกด้านนอกกัน ว่าอาการปวดดังกล่าวเกิดจากการบาดเจ็บจากโครงสร้างใด และควรจะป้องกันการบาดเจ็บได้อย่างไร ตามกันมาได้เลยครับ
ในทางกายภาพบำบัด ระดับแรกเราจะตรวจแยกปัญหาออกเป็น 2 กรณีก่อน คือ กรณีอาการปวดจากการบาดเจ็บของโครงสร้าง ณ บริเวณที่มีอาการ หรือปวดเฉพาะที่ (local pain) กับกรณีอาการปวดจากการบาดเจ็บของโครงสร้างที่อยู่ห่างออกไปจากบริเวณที่มีอาการ (refer pain หรือ remote pain) ซึ่งส่วนมากจะมีลักษณะเป็นอาการปวดร้าว คิดว่าหลาย ๆ คนกำลังสงสัยว่าอาการปวดร้าวนั้นคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ลองค่อย ๆ ทำความเข้าใจกันครับ
อาการปวดร้าว คือการรับความรู้สึกปวดในตำแหน่งที่ไม่ใช่ตัวกระตุ้นหรือต้นเหตุของอาการโดยตรง แต่มาจากบริเวณอื่นที่อยู่ภายในโครงข่ายประสาทเดียวกัน มี 2 กลไกใหญ่ ๆ กลไกแรกเป็นผลจากการการเชื่อมโยงของเส้นประสาทรับความรู้สึก ที่มีโครงข่ายรับความรู้สึกไปในหลาย ๆ ตำแหน่งและหลายโครงสร้างตามแนวรากประสาทไขสันหลังระดับเดียวกัน เมื่อเกิดการบาดเจ็บในบริเวณใดบริเวณหนึ่งภายในโครงข่ายเส้นประสาท สัญญาณการรับความรู้สึกจะถูกส่งไปที่สมองเพื่อแปลผลสัญญาณ ซึ่งสมองจะไม่สามารถแปลผลลงรายละเอียดแต่ละจุดของแนวโครงข่ายเส้นประสาทได้ จึงเกิดเป็นลักษณะอาการปวดร้าว (4) โดยธรรมชาติกล้ามเนื้อจะมีเส้นประสาทไปเลี้ยงทุกมัดเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวในร่างกาย เพราะฉะนั้นเมื่อกล้ามเนื้อเกิดการบาดเจ็บอาการปวดจึงสามารถมีแนวร้าวไปตามแนวรากประสาทเดียวกับรากประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อได้
กลไกที่สองคือ การปวดร้าวอาจเกิดจากภาวะเส้นประสาทถูกรบกวนจากการกดเบียดที่บริเวณข้อต่อกระดูกสันหลังได้ กล่าวคือเมื่อเกิดการเสื่อมอักเสบหรือบาดเจ็บบริเวณข้อต่อกระดูกสันหลังอาจมีผลให้ช่องระหว่างกระดูกสันหลัง (intervertebral foramen) แคบลง ซึ่งช่องนี้เป็นทางออกของรากประสาทไขสันหลัง หากมีการแคบลงจนไปรบกวนเส้นประสาท จะทำให้มีการกระตุ้นรากประสาทที่ผิดปกติ มีผลให้เกิดอาการร้าวไปตามแนวรากประสาทระดับนั้น ๆ ได้ ผู้อ่านอาจเริ่มสงสัยแล้วว่าอาการปวดแขนที่เราเป็นจะเกิดจากสาเหตุอะไร ตรวจแยกอย่างไร ติดตามต่อได้เลยครับ
เริ่มจากการปวดแบบเฉพาะที่ก่อนครับ คือโครงสร้างที่ทำให้ปวดอยู่บริเวณที่ปวดโดยตรง เช่น ปัญหาเอ็นกล้ามเนื้อข้อศอกอักเสบ หรือ Tennis elbow สาเหตุมาจากการใช้งานมือซ้ำ ๆ ในผู้ที่ทำงานบ้าน หรือลักษณะงานในโรงงานและผู้ที่เล่นเทนนิส (5) โดยจะมีอาการปวดบริเวณข้อศอกด้านนอกขณะกำมือหรือกระดกข้อมือขึ้นลงเยอะ ๆ หากทำการยืด หรือเกร็งกล้ามเนื้อกระดกข้อมือขึ้น จะมีอาการปวดเหมือนที่เป็น อาการไม่สัมพันธ์กับการขยับคอ หรือศีรษะ
ปัญหาต่อมาคืออาการปวดร้าว ที่มีแนวร้าวมาจากกล้ามเนื้อสะบักอักเสบหรือ myofascial pain syndrome ซึ่งมีแนวร้าวลงมาที่บริเวณศอกด้านนอก หรือบางรายอาจมีอาการชาบริเวณนิ้วก้อยกับนิ้วนางร่วมด้วยได้ อาการดังกล่าวอาจจะไม่มีจุดกดเจ็บบริเวณข้อศอกชัดเจนแต่จะมีจุดกดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อสะบักด้านนอกหรือกล้ามเนื้อ infraspinatus ซึ่งเมื่อกดจะมีแนวร้าวลงมาที่บริเวณศอกด้านนอกเหมือนที่เป็น และไม่สัมพันธ์กับการขยับหรือเคลื่อนไหวบริเวณคอ
ส่วนกรณีอาการปวดร้าวจากกระดูกต้นคอเสื่อม ที่ทำให้ช่องระหว่างกระดูกสันหลังแคบลงแล้วไปรบกวนรากประสาทนั้น ยกตัวอย่างเช่น กรณีข้อต่อกระดูกคอระดับ C4-C5 ซึ่งเป็นระดับที่พบว่ามีความเสื่อมได้บ่อยในระดับต้น ๆ กดทับหรือรบกวนรากประสาท ซึ่งรากประสาทที่มีปัญหาจะเป็นรากประสาทระดับ C5 ความผิดปกติเช่น อาการปวดร้าว เจ็บ หรือ ชา จะเกิดขึ้นในพื้นที่บริเวณต้นแขนทางด้านนอกถึงบริเวณข้อศอก โดยจะสังเกตได้จากอาการปวดร้าวนั้นจะถูกกระตุ้นผ่านการเคลื่อนไหวของคอโดยเฉพาะในท่าเงยคอ หรือเงยคอร่วมกับเอียงศีรษะมาทางข้างที่มีปัญหา
จาก 3 ปัญหาที่กล่าวมาเราจะพบว่ามีสาเหตุมาจากปัญหาในจุดที่ปวด (local pain) คือปัญหาเอ็นกล้ามเนื้อศอกอักเสบ และปัญหาอาการปวดร้าว (Refer pain) จากปัญหากล้ามเนื้อสะบักอักเสบ และปัญหากระดูกคอเสื่อม มาถึงจุดนี้คิดว่าหลาย ๆ คนคงอยากตรวจร่างกายกันแล้วว่าอาการที่เป็นอยู่เกิดจากสาเหตุอะไร ตามมากันเลยครับ
ท่าที่ 1 ท่าตรวจเอ็นกล้ามเนื้อศอกอักเสบ

ท่าที่ 1 ท่าตรวจเอ็นกล้ามเนื้อศอกอักเสบ
วิธีตรวจ : กำมือแขนข้างที่จะตรวจหลวม ๆ เหยียดศอกตรง กระดกข้อมือขึ้น ใช้มืออีกด้านดันต้านขอมือที่กระดกขึ้นค้าง 3-5 วินาที
ผลเป็นบวก : มีอาการปวดบริเวณศอกด้านนอกขณะให้แรงต้าน
ผลเป็นลบ : ไม่มีอาการปวด
ท่าที่ 2 ท่าตรวจกล้ามเนื้อสะบักอักเสบ

ท่าที่ 2 ท่าตรวจกล้ามเนื้อสะบักอักเสบ
วิธีตรวจ : ใช้มือฝั่งตรงข้ามคลำ กดกล้ามเนื้อสะบักด้านข้าง ค้าง 3-5 วินาที
ผลเป็นบวก : มีอาการปวดบริเวณจุดกดเจ็บและมีแนวร้าวลงมาที่ศอกด้านนอก
ผลเป็นลบ : ไม่มีอาการปวดจุดที่กดและมีอาการร้าวลงศอก
ท่าที่ 3 ท่าตรวจกระดูกต้นคอเสื่อม

ท่าที่ 3 ท่าตรวจกระดูกต้นคอเสื่อม
วิธีตรวจ : เงยหน้ามองเพดาน ต่อด้วย เอียงคอไปด้านที่ต้องการตรวจ ต่อด้วย หันหน้าไปด้านที่ต้องการตรวจ การตรวจแต่ละขั้นตอนถ้าเริ่มมีอาการปวดร้าวลงแขนไม่ต้องทำในขั้นตอนต่อไป
ผลเป็นบวก : มีอาการปวดร้าวลงแขน
ผลเป็นลบ : ไม่มีอาการปวดเกิดขึ้น หมายเหตุ ถ้าไม่มีอาการ ไม่ควรตรวจซ้ำอีกเพราะท่าดังกล่าวจะเป็นท่าที่กระตุ้นให้เกิดการบาดเจ็บได้
หลังจากที่เราทราบวิธีการตรวจร่างกายกันแล้ว คิดว่าหลาย ๆ คนคงอยากได้ท่าออกกำลังกายเพื่อป้องกันและรักษาอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น โดยท่าออกกำลังกายจะประกอบด้วยท่ายืดและท่าเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
ท่าที่ 1 ท่ายืดกล้ามเนื้อแขน

ท่าที่ 1 ท่ายืดกล้ามเนื้อแขน
เริ่มต้น : เหยียดแขนข้างที่ต้องการยืดกล้ามเนื้อไปด้านหน้า
ท่าออกกำลังกาย : ใช้มือฝั่งตรงข้ามกดปลายนิ้วและข้อมือลง ค้าง 20 วินาที ทำ 5 ครั้ง (ระหว่างทำควรรู้สึกตึงสบายไม่ปวด หรือปวดได้เล็กน้อย)
ท่าที่ 2 ท่ายืดกล้ามเนื้อสะบัก (ท่านั่ง/ยืน)

ท่าที่ 2 ท่ายืดกล้ามเนื้อสะบัก (ท่านั่ง/ยืน)
เริ่มต้น : เท้าเอวสะบักข้างที่ต้องการยืด โดยบิดข้อมือให้ปลายนิ้วโป้งอยู่ด้านหน้า
ท่าออกกำลังกาย : ใช้มือฝั่งตรงข้ามดึงบริเวณศอกหรือต้นแขนมาด้านหน้า ขณะยืดจะรู้สึกตึงกล้ามเนื้อสะบัก ค้าง 20 วินาที ทำ 5 ครั้ง (ขณะทำควรรู้สึกตึงสบายไม่ปวด หรือปวดได้เล็กน้อย)
ท่าที่ 3 ท่ายืดกล้ามเนื้อสะบัก (ท่านอน)

ท่าที่ 3 ท่ายืดกล้ามเนื้อสะบัก (ท่านอน)
เริ่มต้น : นอนตะแคงทับสะบักข้างที่ต้องการยืด ขยับแขนข้างที่ทับให้อยู่ในระดับหัวไหล่และงอศอก 90 องศา
ท่าออกกำลังกาย : ใช้มืออีกด้านหมุนหัวไหล่ลงด้านล่าง ค้าง 20 วินาที ทำ 5 ครั้ง (ขณะทำควรรู้สึกตึงสบายไม่ปวด หรือปวดได้เล็กน้อย)
ท่าที่ 4 ท่าบริหารกล้ามเนื้อสะบักหลัง

ท่าที่ 4 ท่าบริหารกล้ามเนื้อสะบักหลัง
เริ่มต้น : กางแขน 2 ด้าน ระดับหัวไหล่
ท่าออกกำลังกาย : กระดกข้อมือขึ้น เหยียดแขนไปด้านหลังร่วมกับเกร็งหนีบสะบักชิดกัน ค้าง 3 วินาที ทำ 10-20 ครั้ง หรือตามจำนวนครั้งที่สามารถทำได้จนล้า (ระหว่างบริหารให้เกร็งกล้ามเนื้อกลางสะบัก ไม่ยักไหล่ขึ้น)
ท่าที่ 5 ท่าบริหารกล้ามเนื้อคอมัดลึก

ท่าที่ 5 ท่าบริหารกล้ามเนื้อคอมัดลึก
เริ่มต้น : นั่งหรือยืน ขณะบริหารก็ได้ แต่ต้องอยู่ในท่าตรง แบะไหล่ หลังไม่ค่อมนะครับ
ท่าออกกำลังกาย : เก็บคาง คล้ายพยักหน้า ดึงคางไปด้านหลังเล็กน้อย ออกแรงประมาณ 20-30 เปอร์เซนต์ของแรงที่สามารถพยักหน้าได้มากที่สุด ค้าง 3 วินาที ทำเบา ๆ 10 ครั้ง/รอบ ทำประมาณ 3 รอบ (ขณะทำจะรู้สึกตึงบริเวณต้นคอไม่ปวด ถ้ามีอาการตึงมากหรือปวดให้ลดแรงการดึงคางลง)
ความรู้จากบทความนี้ เราจะพบว่าปัญหาอาการปวดในร่างกายบริเวณต่าง ๆ สามารถมีได้จากหลาย ๆ สาเหตุ ที่ทำให้เกิดอาการปวดได้ในบริเวณเดียวกัน ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความรู้ในบทความนี้จะช่วยให้ผู้ที่กำลังประสบปัญหาอาการปวดแขนจะได้รับความรู้ในการตรวจแยกอาการต่าง ๆ ด้วยตนเองและเลือกการรักษาได้อย่างถูกต้อง เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีในการดำเนินชีวิตครับ
เรียบเรียงโดย กภ.เดชวิน หลายศิริเรืองไร
เอกสารอ้างอิง
- Cutts S, Gangoo S, Modi N, Pasapula C. Tennis elbow: A clinical review article. J. Pediatr Orthop. 2020;17:203-207.
- Hurwitz EL, Randhawa K, Yu H, Côté P, Haldeman S. The Global Spine Care Initiative: a summary of the global burden of low back and neck pain studies. Eur Spine J. 2018;27:796-801.
- Saxena A, Chansoria M, Tomar G, Kumar A. Myofascial pain syndrome: an overview.J Pain Palliat Care Pharmacother. 2015;29(1):16–21.
- Arendt-Nielsen L, Svensson P. Referred muscle pain: basic and clinical findings. Clin J Pain. 2001;17(1): 11–9.
- Dimberg L. The prevalence and causation of tennis elbow (lateral humeral epicondylitis) in a population of workers in an engineering industry. Ergonomics. 1987;30(3):573-579.




