การเตรียมรับมือกับภาวะโรคข้อเท้าแพลง (Ankle Sprain)


ปัจจุบันผู้คนต่างเร่งรีบในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเดินไปทำงาน, การวิ่งตามรถโดยสาร, การวิ่งขึ้นลงบันไดด้วยความรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งการเล่นกีฬาที่ต้องใช้ความเร็วอย่างสม่ำเสมอในกลุ่มนักกีฬาฟุตบอล, นักวิ่งระยะไกล หรือนักกีฬาบาสเกตบอล กิจกรรมดังกล่าวทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะประสบอุบัติเหตุ เช่น การหกล้มเข่ากระแทก ก้นกระแทก หรือแม้กระทั่งการเกิดอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าขณะที่ใช้งานได้ โดยอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าที่พบกันได้ส่วนใหญ่ก็คือ เอ็นยึดข้อ (ligament) รอบข้อเท้าบาดเจ็บจากข้อเท้าพลิกออกด้านข้าง หรือที่เรียกว่า โรคข้อเท้าแพลง (ankle sprain) ซึ่งพยาธิสภาพของโรคจะอยู่ที่เส้นเอ็นยึดข้อ, เนื้อเยื่อ (tissue) หรือเยื้อหุ้มข้อต่อ (joint capsule) รอบ ๆ ข้อเท้า (1)
ข้อเท้าแพลง คือ ภาวะอาการเจ็บของเส้นเอ็นยึดข้อ หรือเนื้อเยื่อบริเวณรอบข้อเท้าอย่างเฉียบพลัน (acute injury) มักเกิดจากการที่ข้อเท้าเกิดการบิดหมุนออกจากจุดศูนย์กลาง ส่งผลให้เอ็นยึดข้อถูกยืด และเนื้อเยื่อรอบ ๆ บริเวณข้อเท้าเกิดการบาดเจ็บ หลังจากการทำกิจกรรมที่มีการลงน้ำหนักที่เท้า เช่น การวิ่งเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว (cutting) การกระโดดลงพื้น (landing) ผิดจังหวะ หรืออาจเกิดจากแรงปะทะจากภายนอก (contact injury) เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ การสะดุดล้ม ถ้าหากมีอุบัติเหตุรุนแรง อาจทำให้เส้นเอ็นฉีกขาด กระดูกร้าว หรือบางกรณีอาจถึงขั้นกระดูกหัก (bone fracture) ได้ ในทางการแพทย์สามารถแบ่งความรุนแรงของการบาดเจ็บของโรคข้อเท้าแพลงออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
ระดับที่ 1 (mild) เส้นเอ็นยึดข้อเท้าถูกยืด หรือมีการขาดของเอ็นข้อเท้าเพียงเล็กน้อย โดยอาจพบภาวะบวม (swelling) จุดกดเจ็บบริเวณเอ็นข้อเท้า (tenderness) รอยฟกช้ำ (bruise) หรือห้อเลือด (ecchymosis) ที่ผิวหนังได้ คนไข้จะยังสามารถเดินลงน้ำหนัก (weight bearing) ได้ตามปกติ และอาการดังกล่าวมักจะหายภายในเวลา 2 สัปดาห์
ระดับที่ 2 (moderate) เส้นเอ็นมีการฉีกขาดบางส่วน (partial tear) โดยมีอาการปวด และบวมค่อนข้างมาก อาจจะเริ่มเดินลงน้ำหนักไม่ค่อยได้ และเริ่มเกิดภาวะหลวมของข้อเท้า (ankle joint instability) อาการดังกล่าวมักจะหายภายในเวลา 4 - 6 สัปดาห์
ระดับที่ 3 (severe) เส้นเอ็นมีการฉีกขาดทั้งหมด (complete tear) มักจะพบว่าไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้ มีอาการปวดบวม ร่วมกับการเกิดภาวะหลวมของข้อเท้าอย่างมาก ร่วมกับข้อต่อเคลื่อนไหวได้มากเกินกว่าปกติ (hypermobility) อาจต้องใช้เวลาในการรักษานานถึง 6 - 10 เดือน (2)
ข้อเท้าแพลงสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทตามกลไกการบาดเจ็บ ได้แก่
- ข้อเท้าแพลงด้านนอก (lateral ankle sprain) เกิดการฉีกขาดของเอ็นยึดข้อเท้าบริเวณหลังเท้า (anterior talofibular ligament: ATFL) และเอ็นยึดข้อบริเวณใต้ตาตุ่มด้านนอก (calcaneofibular ligament: CFL) โดยมักมีสาเหตุจากข้อเท้า หรือเท้าบิดหมุนเข้าด้านใน (inversion) ร่วมกับการถีบปลายเท้าลงด้านล่าง (plantarflexion) มากเกินไป ซึ่งจะทำให้เอ็นยึดข้อเท้าบริเวณด้านนอกเกิดการฉีกขาด ดังรูปที่ 2
- ข้อเท้าแพลงด้านใน (medial ankle sprain) เกิดการฉีกขาดของเอ็นยึดข้อเดลทอยด์ (deltoid ligament) บริเวณตาตุ่มด้านใน มักมีสาเหตุจากข้อเท้า หรือเท้าอยู่ในท่าบิดออกด้านนอก (eversion) มากเกินไป ทำให้เอ็นยึดข้อเท้า
บริเวณตาตุ่มด้านในฉีกขาด ดังรูปที่ 3 โดยสามารถพบได้น้อยกว่าข้อเท้าแพลงด้านนอก เนื่องจากมีเอ็นยึดข้อเท้าด้านในมีความแข็งแรงมากกว่าบริเวณเอ็นยึดข้อเท้าด้านนอกอย่างชัดเจน
- ข้อเท้าแพลงระดับสูง (high ankle sprain หรือ syndesmotic injury) เกิดการฉีกขาดของเอ็นยึดข้อต่อทิบิโอฟิบูลาร์ส่วนล่าง (inferior tibiofibular ligament) หรือเนื้อเยื่ออินเตอร์รอสเชียส (interosseous membrane) ซึ่งทำหน้าที่สร้างความมั่นคงระหว่างกระดูกทิเบียร์ (tibia) และกระดูกฟิบูลาร์ (fibula) และอาจทำให้ข้อต่อ inferior tibiofibular joint บาดเจ็บได้ ดังรูปที่ 4 มักมีสาเหตุจากแรงปะทะจากภายนอกขณะข้อเท้าบิดออกด้านนอก ร่วมกับขาท่อนล่าง (lower leg) บิดหมุนอย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุรถชน, กระโดดลงจากที่สูง (2)

รูปที่ 4 แสดงลักษณะท่าทางของเท้าขณะเกิดข้อเท้าแพลงระดับสูง และบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บขณะที่เท้าบิดหมุนออกด้านนอก และขาท่อนล่างบิดหมุน
อาการของโรคข้อเท้าแพลง
- อาการปวดขณะนำมือไปสัมผัส หรือเดิน โดยเฉพาะขณะลงน้ำหนักที่เท้าข้างที่ได้รับบาดเจ็บ
- อาการบวม รอยฟกช้ำ หรือห้อเลือดบริเวณข้อเท้า
- การจำกัดองศาการเคลื่อนไหว (limit range of motion) ของข้อต่อในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องมีการลงน้ำหนักที่เท้า เช่น การเดิน, การยืน, การขึ้นลงบันได หรือการออกกำลังกาย เช่น การวิ่ง และการเล่นกีฬาต่าง ๆ
- ข้อต่อของข้อเท้าหลวมมากกว่าปกติ ส่งผลทำให้ความมั่นคง และการรับรู้ประสาทสัมผัส (proprioceptive sensation) ที่ข้อเท้าลดลง อาจทำให้เสี่ยงต่อการหกล้ม หรือข้อเท้าพลิกซ้ำ ๆ
- อาการชา (numbness) หรือการรับรู้ที่ผิดปกติบริเวณข้อเท้า และฝ่าเท้า เช่น ความรู้สึกเย็นมากกว่าปกติ
ปัจจัยที่มักทำให้เกิดโรคข้อเท้าแพลง ได้แก่
- อุบัติเหตุลื่นล้ม, หกล้ม, สะดุดล้ม, เดินตกบันได หรืออุบัติเหตุทางรถยนต์ รถจักรยานยนต์
- ผู้สูงอายุที่มีภาวะยืนเดินไม่มั่นคง อ่อนแรง (weakness) ของกล้ามเนื้อสะโพก เท้า หรือผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน (hypersthenic built)
- การเดิน หรือวิ่งในพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ ขรุขระ พื้นมีหลุม หรือเนินมากจนเกินไป
- ภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเท้า หรือการทำงานผิดปกติของประสาทรับรู้ข้อต่อ (proprioceptive sensation) ของข้อเท้า
- การสวมรองเท้าที่มีขนาดไม่พอดีกับขนาดเท้า, การใส่รองเท้าส้นสูงในผู้หญิง หรือการใส่รองเท้าผิดประเภท เช่น การนำรองเท้าแตะไปใช้เล่นกีฬาบาสเกตบอล หรือแบตมินตัน, การนำรองเท้าผ้าใบไปใช้เล่นกีฬาฟุตบอล
- ผู้ที่เคยมีประวัติข้อเท้าแพลงมาก่อน มักจะเกิดการพลิกซ้ำของข้อเท้าอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากเอ็นรอบข้อเท้าไม่แข็งแรง
- การเล่นกีฬาบางประเภท เช่น กีฬาที่มีแรงปะทะ ใช้ความเร็ว การกระโดดลงสู่พื้น หรือการเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว เช่น กีฬาฟุตบอล (football), บาสเกตบอล (basketball), แบตมินตัน (badminton), กระโดดไกล หรือกีฬาที่จะต้องใช้ความยืดหยุ่นของร่างกายมากกว่าปกติ เช่น กีฬายิมนาสติก (gymnastic) เป็นต้น (4,5)
เรียบเรียงโดย กภ. บุริศร์ ผาสุกสมิต
เอกสารอ้างอิง
- Doherty C, Delahunt E, Caulfield B, et al.The incidence and prevalence of ankle sprain injury: a systematic review and meta-analysis of prospective epidemiological studies. Sports Med. 2014 Jan;44:123-40.
- Dubin JC, Comeau D, McClelland RI, et al. Lateral and syndesmotic ankle sprain injuries: a narrative literature review. J Chiropr Med. 2011 Sep 1;10(3):204-19.
- Chen ET, McInnis KC, Borg-Stein J. Ankle sprains: evaluation, rehabilitation, and prevention. Curr. Sports Med. Rep.. 2019 Jun 1;18(6):217-23.
- Herzog MM, Kerr ZY, Marshall SW, et al. Epidemiology of ankle sprains and chronic ankle instability. J Athl Train. 2019 Jun;54(6):603-10.
- Delahunt E, Remus A. Risk factors for lateral ankle sprains and chronic ankle instability. J Athl Train. 2019 Jun;54(6):611-6.






