mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

การเตรียมรับมือกับภาวะโรคข้อเท้าแพลง (Ankle Sprain)

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • การเตรียมรับมือกับภาวะโรคข้อเท้าแพลง (Ankle Sprain)

การเตรียมรับมือกับภาวะโรคข้อเท้าแพลง (Ankle Sprain)

มีนาคม 17, 2023
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • ankle
  • ankle sprain
  • sprain
  • กระดูกข้อเท้าแพลง
  • ข้อเท้า

ปัจจุบันผู้คนต่างเร่งรีบในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเดินไปทำงาน, การวิ่งตามรถโดยสาร, การวิ่งขึ้นลงบันไดด้วยความรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งการเล่นกีฬาที่ต้องใช้ความเร็วอย่างสม่ำเสมอในกลุ่มนักกีฬาฟุตบอล, นักวิ่งระยะไกล หรือนักกีฬาบาสเกตบอล กิจกรรมดังกล่าวทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะประสบอุบัติเหตุ เช่น การหกล้มเข่ากระแทก ก้นกระแทก หรือแม้กระทั่งการเกิดอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าขณะที่ใช้งานได้ โดยอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าที่พบกันได้ส่วนใหญ่ก็คือ เอ็นยึดข้อ (ligament) รอบข้อเท้าบาดเจ็บจากข้อเท้าพลิกออกด้านข้าง หรือที่เรียกว่า โรคข้อเท้าแพลง (ankle sprain) ซึ่งพยาธิสภาพของโรคจะอยู่ที่เส้นเอ็นยึดข้อ, เนื้อเยื่อ (tissue) หรือเยื้อหุ้มข้อต่อ (joint capsule) รอบ ๆ ข้อเท้า (1)

ข้อเท้าแพลง คือ ภาวะอาการเจ็บของเส้นเอ็นยึดข้อ หรือเนื้อเยื่อบริเวณรอบข้อเท้าอย่างเฉียบพลัน (acute injury) มักเกิดจากการที่ข้อเท้าเกิดการบิดหมุนออกจากจุดศูนย์กลาง ส่งผลให้เอ็นยึดข้อถูกยืด และเนื้อเยื่อรอบ ๆ บริเวณข้อเท้าเกิดการบาดเจ็บ หลังจากการทำกิจกรรมที่มีการลงน้ำหนักที่เท้า เช่น การวิ่งเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว (cutting) การกระโดดลงพื้น (landing) ผิดจังหวะ หรืออาจเกิดจากแรงปะทะจากภายนอก (contact injury) เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ การสะดุดล้ม ถ้าหากมีอุบัติเหตุรุนแรง อาจทำให้เส้นเอ็นฉีกขาด กระดูกร้าว หรือบางกรณีอาจถึงขั้นกระดูกหัก (bone fracture) ได้ ในทางการแพทย์สามารถแบ่งความรุนแรงของการบาดเจ็บของโรคข้อเท้าแพลงออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

ระดับที่ 1 (mild) เส้นเอ็นยึดข้อเท้าถูกยืด หรือมีการขาดของเอ็นข้อเท้าเพียงเล็กน้อย โดยอาจพบภาวะบวม (swelling) จุดกดเจ็บบริเวณเอ็นข้อเท้า (tenderness) รอยฟกช้ำ (bruise) หรือห้อเลือด (ecchymosis) ที่ผิวหนังได้ คนไข้จะยังสามารถเดินลงน้ำหนัก (weight bearing) ได้ตามปกติ และอาการดังกล่าวมักจะหายภายในเวลา 2 สัปดาห์

ระดับที่ 2 (moderate) เส้นเอ็นมีการฉีกขาดบางส่วน (partial tear) โดยมีอาการปวด และบวมค่อนข้างมาก อาจจะเริ่มเดินลงน้ำหนักไม่ค่อยได้ และเริ่มเกิดภาวะหลวมของข้อเท้า (ankle joint instability) อาการดังกล่าวมักจะหายภายในเวลา 4 - 6 สัปดาห์

ระดับที่ 3 (severe) เส้นเอ็นมีการฉีกขาดทั้งหมด (complete tear) มักจะพบว่าไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้ มีอาการปวดบวม ร่วมกับการเกิดภาวะหลวมของข้อเท้าอย่างมาก ร่วมกับข้อต่อเคลื่อนไหวได้มากเกินกว่าปกติ (hypermobility) อาจต้องใช้เวลาในการรักษานานถึง 6 - 10 เดือน (2)

ข้อเท้าแพลงสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทตามกลไกการบาดเจ็บ ได้แก่

  1. ข้อเท้าแพลงด้านนอก (lateral ankle sprain) เกิดการฉีกขาดของเอ็นยึดข้อเท้าบริเวณหลังเท้า (anterior talofibular ligament: ATFL)  และเอ็นยึดข้อบริเวณใต้ตาตุ่มด้านนอก (calcaneofibular ligament: CFL) โดยมักมีสาเหตุจากข้อเท้า หรือเท้าบิดหมุนเข้าด้านใน (inversion) ร่วมกับการถีบปลายเท้าลงด้านล่าง (plantarflexion) มากเกินไป ซึ่งจะทำให้เอ็นยึดข้อเท้าบริเวณด้านนอกเกิดการฉีกขาด ดังรูปที่ 2
รูปที่ 2 แสดงลักษณะท่าทางของเท้าขณะเกิดข้อเท้าแพลงด้านนอก และบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บขณะที่เท้าบิดหมุนเข้าด้านใน

รูปที่ 2 แสดงลักษณะท่าทางของเท้าขณะเกิดข้อเท้าแพลงด้านนอก และบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บขณะที่เท้าบิดหมุนเข้าด้านใน

  1. ข้อเท้าแพลงด้านใน (medial ankle sprain) เกิดการฉีกขาดของเอ็นยึดข้อเดลทอยด์ (deltoid ligament) บริเวณตาตุ่มด้านใน มักมีสาเหตุจากข้อเท้า หรือเท้าอยู่ในท่าบิดออกด้านนอก (eversion) มากเกินไป ทำให้เอ็นยึดข้อเท้า
รูปที่ 3 แสดงลักษณะท่าทางของเท้าขณะเกิดข้อเท้าแพลงด้านใน และบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บขณะที่เท้าบิดหมุนเข้าด้านนอก

รูปที่ 3 แสดงลักษณะท่าทางของเท้าขณะเกิดข้อเท้าแพลงด้านใน และบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บขณะที่เท้าบิดหมุนเข้าด้านนอก

บริเวณตาตุ่มด้านในฉีกขาด ดังรูปที่ 3 โดยสามารถพบได้น้อยกว่าข้อเท้าแพลงด้านนอก เนื่องจากมีเอ็นยึดข้อเท้าด้านในมีความแข็งแรงมากกว่าบริเวณเอ็นยึดข้อเท้าด้านนอกอย่างชัดเจน

  1. ข้อเท้าแพลงระดับสูง (high ankle sprain หรือ syndesmotic injury) เกิดการฉีกขาดของเอ็นยึดข้อต่อทิบิโอฟิบูลาร์ส่วนล่าง (inferior tibiofibular ligament) หรือเนื้อเยื่ออินเตอร์รอสเชียส (interosseous membrane) ซึ่งทำหน้าที่สร้างความมั่นคงระหว่างกระดูกทิเบียร์ (tibia) และกระดูกฟิบูลาร์ (fibula) และอาจทำให้ข้อต่อ inferior tibiofibular joint บาดเจ็บได้ ดังรูปที่ 4 มักมีสาเหตุจากแรงปะทะจากภายนอกขณะข้อเท้าบิดออกด้านนอก ร่วมกับขาท่อนล่าง (lower leg) บิดหมุนอย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุรถชน, กระโดดลงจากที่สูง (2)
รูปที่ 4 แสดงลักษณะท่าทางของเท้าขณะเกิดข้อเท้าแพลงระดับสูง และบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บขณะที่เท้าบิดหมุนออกด้านนอก และขาท่อนล่างบิดหมุน

รูปที่ 4 แสดงลักษณะท่าทางของเท้าขณะเกิดข้อเท้าแพลงระดับสูง และบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บขณะที่เท้าบิดหมุนออกด้านนอก และขาท่อนล่างบิดหมุน

อาการของโรคข้อเท้าแพลง

  1. อาการปวดขณะนำมือไปสัมผัส หรือเดิน โดยเฉพาะขณะลงน้ำหนักที่เท้าข้างที่ได้รับบาดเจ็บ
  2. อาการบวม รอยฟกช้ำ หรือห้อเลือดบริเวณข้อเท้า
  3. การจำกัดองศาการเคลื่อนไหว (limit range of motion) ของข้อต่อในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องมีการลงน้ำหนักที่เท้า เช่น การเดิน, การยืน, การขึ้นลงบันได หรือการออกกำลังกาย เช่น การวิ่ง และการเล่นกีฬาต่าง ๆ
  4. ข้อต่อของข้อเท้าหลวมมากกว่าปกติ ส่งผลทำให้ความมั่นคง และการรับรู้ประสาทสัมผัส (proprioceptive sensation) ที่ข้อเท้าลดลง อาจทำให้เสี่ยงต่อการหกล้ม หรือข้อเท้าพลิกซ้ำ ๆ
  5. อาการชา (numbness) หรือการรับรู้ที่ผิดปกติบริเวณข้อเท้า และฝ่าเท้า เช่น ความรู้สึกเย็นมากกว่าปกติ

ปัจจัยที่มักทำให้เกิดโรคข้อเท้าแพลง ได้แก่

  1. อุบัติเหตุลื่นล้ม, หกล้ม, สะดุดล้ม, เดินตกบันได หรืออุบัติเหตุทางรถยนต์ รถจักรยานยนต์
  2. ผู้สูงอายุที่มีภาวะยืนเดินไม่มั่นคง อ่อนแรง (weakness) ของกล้ามเนื้อสะโพก เท้า หรือผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน (hypersthenic built)
  3. การเดิน หรือวิ่งในพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ ขรุขระ พื้นมีหลุม หรือเนินมากจนเกินไป
  4. ภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเท้า หรือการทำงานผิดปกติของประสาทรับรู้ข้อต่อ (proprioceptive sensation) ของข้อเท้า
  5. การสวมรองเท้าที่มีขนาดไม่พอดีกับขนาดเท้า, การใส่รองเท้าส้นสูงในผู้หญิง หรือการใส่รองเท้าผิดประเภท เช่น การนำรองเท้าแตะไปใช้เล่นกีฬาบาสเกตบอล หรือแบตมินตัน, การนำรองเท้าผ้าใบไปใช้เล่นกีฬาฟุตบอล
  6. ผู้ที่เคยมีประวัติข้อเท้าแพลงมาก่อน มักจะเกิดการพลิกซ้ำของข้อเท้าอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากเอ็นรอบข้อเท้าไม่แข็งแรง
  7. การเล่นกีฬาบางประเภท เช่น กีฬาที่มีแรงปะทะ ใช้ความเร็ว การกระโดดลงสู่พื้น หรือการเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว เช่น กีฬาฟุตบอล (football), บาสเกตบอล (basketball), แบตมินตัน (badminton), กระโดดไกล หรือกีฬาที่จะต้องใช้ความยืดหยุ่นของร่างกายมากกว่าปกติ เช่น กีฬายิมนาสติก (gymnastic) เป็นต้น (4,5)

เรียบเรียงโดย กภ. บุริศร์ ผาสุกสมิต

เอกสารอ้างอิง

  1. Doherty C, Delahunt E, Caulfield B, et al.The incidence and prevalence of ankle sprain injury: a systematic review and meta-analysis of prospective epidemiological studies. Sports Med. 2014 Jan;44:123-40.
  2. Dubin JC, Comeau D, McClelland RI, et al. Lateral and syndesmotic ankle sprain injuries: a narrative literature review. J Chiropr Med. 2011 Sep 1;10(3):204-19.
  3. Chen ET, McInnis KC, Borg-Stein J. Ankle sprains: evaluation, rehabilitation, and prevention. Curr. Sports Med. Rep.. 2019 Jun 1;18(6):217-23.
  4. Herzog MM, Kerr ZY, Marshall SW, et al. Epidemiology of ankle sprains and chronic ankle instability. J Athl Train. 2019 Jun;54(6):603-10.
  5. Delahunt E, Remus A. Risk factors for lateral ankle sprains and chronic ankle instability. J Athl Train. 2019 Jun;54(6):611-6.
Post Views: 18,305
Share
6

Related posts

เมษายน 10, 2026

การออกกำลังกายในภาวะเข่าโก่ง


Read more
มีนาคม 31, 2026

เรียนรู้เรื่อง “เจ็บปวด” ตอนที่ 3 PRICE, POLICE, PEACE&LOVE


Read more
มกราคม 23, 2026

กายภาพบำบัดในเด็กกลุ่มอาการเรตต์ (Rett syndrome)


Read more
มกราคม 16, 2026

เจ็บข้อมือด้านนิ้วก้อย ไม่หายสักที หรืออาจไม่ใช่แค่ “ปวดข้อมือธรรมดา” มาทำความรู้จัก TFCC Injury


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.