ภาวะกระดูกข้อเท้าหัก (Ankle Fracture)

ภาวะกระดูกข้อเท้าหักจัดว่าเป็นหนึ่งในภาวะกระดูกหักที่พบได้ในกลุ่มประชากรทั่วไป โดยพบได้ประมาณ 14% จากภาวะกระดูกหักทั้งหมด (1) และมักพบได้มากในกลุ่มเพศชายวัยกลางคนที่มีกิจกรรมสูง เช่น กีฬาที่มีแรงกระแทก หรือกิจกรรมทางกายระดับสูง หรือพบได้ในเพศหญิงสูงวัยที่มีภาวะกระดูกพรุน (2-4) อุบัติการณ์การเกิดภาวะกระดูกข้อเท้าหักคือ 187 คนต่อประชากร 100,000 คนต่อปี (4) สาเหตุหลักของกระดูกข้อเท้าหักแบ่งเป็น 2 สาเหตุตามช่วงอายุ คือ จากการบาดเจ็บทางการกีฬา ซึ่งพบในกลุ่มประชากรอายุน้อย โดยพบได้ร้อยละ 22 และ จากการล้ม ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ โดยพบได้มากถึงร้อยละ 61 (1) ซึ่งภาวะกระดูกข้อเท้าหักนั้น โดยส่วนมากเกิดบริเวณกระดูกที่ส่วนของ ตาตุ่มด้านนอก (Lateral Malleolus) ซึ่งสามารถพบได้มากถึง 2 ใน 3 (4) หรือ ร้อยละ 55 ของภาวะกระดูกข้อเท้าหักทั้งหมด (1)
ลักษณะทางกายวิภาคของข้อเท้าและกลไกการเกิดภาวะกระดูกข้อเท้าหัก
ลักษณะข้อต่อของข้อเท้ามีลักษณะเหมือนบานพับประตู (hinge Joint) โดยประกอบด้วยกระดูกขาท่อนล่าง 2 ชิ้น คือ กระดูกทิเบีย (tibia) และกระดูกฟิบูลา (fibula) ใต้ต่อกระดูกขาท่อนล่าง 2 ชิ้นนี้ คือกระดูกทาลัส (talus) ที่มีลักษณะนูนเหมือนหลังเต่า การเคลื่อนไหวหลักของข้อเท้าคือการกระดกข้อเท้าขึ้นและลง และสามารถเกิดการบิดเท้าเข้าออกด้านในและด้านนอกได้เพียงเล็กน้อย (ภาพที่ 1) โดยกลไกการเกิดภาวะกระดูกข้อเท้าหักนั้นมักเกิดจากการที่มีแรงบิด (twisting) หรือ แรงงอ (bending) บริเวณข้อเท้า (5) ไม่ว่าจะเป็นแรงเบาๆ เช่น การเดินตกฟุตบาท หรือแรงบิดแรง ๆ ที่เกิดจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ (2,5)

รูปที่ 1 แสดงลักษณะทางกายวิภาคข้อเท้า และการเคลื่อนไหวของข้อเท้า
การแบ่งประเภทของภาวะกระดูกข้อเท้าหัก
การแบ่งประเภทของภาวะกระดูกข้อเท้าหักนั้น ในปัจจุบันมีการแบ่งอยู่ด้วยกัน 2 แบบ
- การแบ่งโดยวิธี Lauge-Hansen ซึ่งการแบ่งประเภทการหักด้วยวิธีนี้จะแบ่งภายใต้พื้นฐานของตำแหน่งหรือลักษณะของข้อเท้าขณะเกิดอุบัติเหตุ เช่น ข้อเท้ามีการบิดเข้าด้านใน (pronation) หรือมีการบิดออกด้านนอก (supination) รวมไปถึงจะคำนึงลักษณะของข้อเท้าร่วมกับทิศทางของแรงที่เกิดการบิด เช่น มีการบิดหมุนออก (external rotation), การบิดเข้า (adduction) หรือ การบิดออก (abduction) (2, 4) ซึ่งทิศทางหรือตำแหน่งของข้อเท้าขณะเกิดอุบัติเหตุจะส่งผลให้เกิดการหักของกระดูกข้อเท้าในตำแหน่งที่แตกต่างกันออกไป
- การแบ่งโดยวิธี Danis-Weber การแบ่งประเภทการหักด้วยวิธีนี้จะแบ่งโดยคำนึงถึงตำแหน่งของการหักของกระดูกฟิบูลา (fibula) หรือกระดูกตาตุ่มด้านนอก (lateral Malleolus) โดยเทียบกับตำแหน่งจุดเชื่อมระหว่างกระดูกฟิบูลาและกระดูกทิเบีย (tibiofibular syndesmosis) เป็นหลัก (1) โดยสามารถแบ่งการหักออกได้เป็น 3 แบบ ได้แก่
แบบที่ 1 คือ การหักของกระดูกเกิดขึ้นบริเวณใต้ต่อจุดเชื่อม (tibiofibular syndesmosis) ระหว่างกระดูกฟิบูลาและกระดูกทิเบีย (1) ซึ่งการหักในลักษณะนี้โดยส่วนมากตัวข้อต่อยังคงมีความมั่นคง และสามารถรักษาได้ด้วยวิธีอนุรักษ์นิยม (conservative) (6)

รูปที่ 2 แสดงการหักของกระดูกข้อเท้าตามการจำแนกของ Denis-Weber แบบที่ 1 การหักของกระดูกฟิบูลาบริเวณใต้ต่อจุดเชื่อม (tibiofibular syndesmosis)
แบบที่ 2 คือ การหักของกระดูกเกิดขึ้นบริเวณเดียวกับจุดเชื่อม (tibiofibular syndesmosis) ระหว่างกระดูกฟิบูลาและกระดูกทิเบีย (1) ในผู้ป่วยบางรายพบว่าการหักในลักษณะนี้ตัวข้อต่อยังคงมีความมั่นคง แต่ในผู้ป่วยบางรายพบว่าส่งผลให้ข้อต่อขาดความมั่นคง ซึ่งส่งผลให้วิธีการรักษาการหักในแบบที่ 2 นี้ แตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคลและความมั่นคงของข้อต่อหลังเกิดกระดูกหัก เช่น ในผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องพิจารณาทำการผ่าตัดเพื่อยึดกระดูกด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ หรือในผู้ป่วยบางรายสามารถรักษาได้ด้วยวิธีอนุรักษ์นิยม (6)

รูปที่ 3 แสดงการหักของกระดูกข้อเท้าตามการจำแนกของ Denis-Weber แบบที่ 2 การหักของกระดูกฟิบูลาบริเวณเดียวกับจุดเชื่อม (tibiofibular syndesmosis)
แบบที่ 3 คือ การหักของกระดูกเกิดขึ้นบริเวณเหนือจุดเชื่อม (tibiofibular syndesmosis) ระหว่างกระดูกฟิบูลาและกระดูกทิเบีย (1) ซึ่งการหักในลักษณะนี้โดยส่วนมากตัวข้อต่อจะไม่มีความมั่นคง และมักเกิดร่วมกับการบาดเจ็บบริเวณเอ็นข้อเท้าด้านใน (deltoid ligament) หรือการหักของกระดูกตาตุ่มด้านใน (medial malleolus) ซึ่งการหักในลักษณะนี้มีแนวโน้มที่ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการผ่าตัดยึดกระดูกด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ (6)

รูปที่ 4 แสดงการหักของกระดูกข้อเท้าตามการจำแนกของ Denis-Weber แบบที่ 3 การหักของกระดูกฟิบูลาบริเวณเหนือจุดเชื่อม (tibiofibular syndesmosis)
อาการแสดงของภาวะกระดูกข้อเท้าหัก (7)
อาการแสดงที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยกระดูกข้อเท้าหัก มีดังนี้
- พบอาการเจ็บบริเวณข้อเท้า โดยจะเพิ่มขึ้นเมื่อต้องทำกิจกรรมที่ต้องลงน้ำหนักที่เท้า
- พบการบวมบริเวณข้อเท้าที่หัก โดยการบวมที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากเกิดอุบัติเหตุอาจเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่ามีเลือดออกอยู่ภายในบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ
- พบการฟกช้ำ (bruise) บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ
- พบความผิดรูปร่างของตัวข้อเท้าไปจากปกติ (joint deformity)
- ไม่สามารถลงน้ำหนักลงบนเท้าข้างที่หักได้หลังจากเกิดอุบัติเหตุ
การวินิจฉัยภาวะกระดูกข้อเท้าหัก (4, 7)
ภาวะกระดูกข้อเท้าหักนั้นในบางครั้งจะมีอาการแสดงคล้ายกับภาวะข้อเท้าพลิกแบบรุนแรง (severe ankle sprain) ดังนั้นประวัติการบาดเจ็บของผู้ป่วย เช่น ความรุนแรงขณะเกิดอุบัติเหตุ กลไก หรือลักษณะตำแหน่งของข้อเท้าขณะเกิดอุบัติเหตุ มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการวินิจฉัยแยกทั้ง 2 ภาวะนี้ออกจากกัน นอกจากประวัติการบาดเจ็บของผู้ป่วยแล้ว การวินิจฉัยควรพิจารณาร่วมกับอาการแสดงของผู้ป่วย การตรวจร่างกายจากทางผู้เชี่ยวชาญ และภาพถ่ายรังสีเอ็กซเรย์ (X-rays) ซึ่งจะส่งผลให้การวินิจฉัยภาวะกระดูกข้อเท้าหักนั้นมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น
ภาวะกระดูกข้อเท้าหักนั้น หากผู้ป่วยสามารถเข้าใจกลไลการบาดเจ็บ และอาการแสดงที่สามารถสงสัยได้ว่าตนเองมีภาวะกระดูกเท้าหักหรือไม่ จะส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวรีบเข้าพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อได้รับการวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันการเกิดภาวะความผิดปกติต่าง ๆ ที่สามารถเกิดตามมาหลังจากภาวะกระดูกข้อเท้าหักได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีหลังจากเกิดภาวะดังกล่าว โดยวิธีการรักษา การดูแลตนเองในเบื้องต้น และการออกกำลังกายสำหรับภาวะกระดูกข้อเท้าหักนั้น ท่านผู้อ่านสามารถติดตามได้ในบทความถัดไปค่ะ…
เรียบเรียงโดย กภ. จุติพร ธรรมจารี
References
- Kyriacou H, Mostafa AM, Davies BM, Khan WS. Principles and guidelines in the management of ankle fractures in adults. J Perioper Pract. 2021;31(11):427-34.
- Hsu RY, Bariteau JA. Management of ankle fractures. RI Med J. 2013;96(5):23-7.
- Black JD, Bhavikatti M, Al-Hadithy N, Hakmi A, Kitson J. Early weight-bearing in operatively fixed ankle fractures: a systematic review. The foot. 2013;23(2-3):78-85.
- Egol KA, Koval KJ, Zuckerman JD. Handbook of Fractures. 5th ed. China: Wolters Kluwer Health; 2015.
- Mccormack AP, Hoppenfeld S. Ankle Fractures. In: Hoppenfeld S, Murthy VL, editors. Treatment and rehabilitation of fractures. 1st ed. Philadelphia: Lippincott Williams&Wilkins; 2000. p. 401-24.
- Donken CC, Al‐Khateeb H, Verhofstad MH, van Laarhoven CJ. Surgical versus conservative interventions for treating ankle fractures in adults. Cochrane Database of Syst Rev. 2012(8).
- Slimmon D, Brukner P. Sports ankle injuries: assessment and management. Aust Fam Physician. 2010;39(1/2):18-22.




