mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

ภาวะกระดูกข้อเท้าหัก (Ankle Fracture)

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • ภาวะกระดูกข้อเท้าหัก (Ankle Fracture)

ภาวะกระดูกข้อเท้าหัก (Ankle Fracture)

มีนาคม 24, 2023
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • ankle fracture
  • ankle injury
  • foot
  • fracture
  • กระดูกข้อเท้าหัก

ภาวะกระดูกข้อเท้าหักจัดว่าเป็นหนึ่งในภาวะกระดูกหักที่พบได้ในกลุ่มประชากรทั่วไป โดยพบได้ประมาณ 14% จากภาวะกระดูกหักทั้งหมด (1) และมักพบได้มากในกลุ่มเพศชายวัยกลางคนที่มีกิจกรรมสูง เช่น กีฬาที่มีแรงกระแทก หรือกิจกรรมทางกายระดับสูง หรือพบได้ในเพศหญิงสูงวัยที่มีภาวะกระดูกพรุน (2-4) อุบัติการณ์การเกิดภาวะกระดูกข้อเท้าหักคือ 187 คนต่อประชากร 100,000 คนต่อปี (4) สาเหตุหลักของกระดูกข้อเท้าหักแบ่งเป็น 2 สาเหตุตามช่วงอายุ คือ จากการบาดเจ็บทางการกีฬา ซึ่งพบในกลุ่มประชากรอายุน้อย โดยพบได้ร้อยละ 22 และ จากการล้ม ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ โดยพบได้มากถึงร้อยละ 61 (1) ซึ่งภาวะกระดูกข้อเท้าหักนั้น โดยส่วนมากเกิดบริเวณกระดูกที่ส่วนของ ตาตุ่มด้านนอก (Lateral Malleolus) ซึ่งสามารถพบได้มากถึง 2 ใน 3 (4) หรือ ร้อยละ 55 ของภาวะกระดูกข้อเท้าหักทั้งหมด (1)

ลักษณะทางกายวิภาคของข้อเท้าและกลไกการเกิดภาวะกระดูกข้อเท้าหัก

ลักษณะข้อต่อของข้อเท้ามีลักษณะเหมือนบานพับประตู (hinge Joint) โดยประกอบด้วยกระดูกขาท่อนล่าง 2 ชิ้น คือ กระดูกทิเบีย (tibia) และกระดูกฟิบูลา (fibula) ใต้ต่อกระดูกขาท่อนล่าง 2 ชิ้นนี้ คือกระดูกทาลัส (talus) ที่มีลักษณะนูนเหมือนหลังเต่า การเคลื่อนไหวหลักของข้อเท้าคือการกระดกข้อเท้าขึ้นและลง และสามารถเกิดการบิดเท้าเข้าออกด้านในและด้านนอกได้เพียงเล็กน้อย (ภาพที่ 1) โดยกลไกการเกิดภาวะกระดูกข้อเท้าหักนั้นมักเกิดจากการที่มีแรงบิด (twisting) หรือ แรงงอ (bending) บริเวณข้อเท้า (5) ไม่ว่าจะเป็นแรงเบาๆ เช่น การเดินตกฟุตบาท หรือแรงบิดแรง ๆ ที่เกิดจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ (2,5)

รูปที่ 1 แสดงลักษณะทางกายวิภาคข้อเท้า และการเคลื่อนไหวของข้อเท้า

รูปที่ 1 แสดงลักษณะทางกายวิภาคข้อเท้า และการเคลื่อนไหวของข้อเท้า

การแบ่งประเภทของภาวะกระดูกข้อเท้าหัก

การแบ่งประเภทของภาวะกระดูกข้อเท้าหักนั้น ในปัจจุบันมีการแบ่งอยู่ด้วยกัน 2 แบบ

  1. การแบ่งโดยวิธี Lauge-Hansen ซึ่งการแบ่งประเภทการหักด้วยวิธีนี้จะแบ่งภายใต้พื้นฐานของตำแหน่งหรือลักษณะของข้อเท้าขณะเกิดอุบัติเหตุ เช่น ข้อเท้ามีการบิดเข้าด้านใน (pronation) หรือมีการบิดออกด้านนอก (supination) รวมไปถึงจะคำนึงลักษณะของข้อเท้าร่วมกับทิศทางของแรงที่เกิดการบิด เช่น มีการบิดหมุนออก (external rotation), การบิดเข้า (adduction) หรือ การบิดออก (abduction) (2, 4) ซึ่งทิศทางหรือตำแหน่งของข้อเท้าขณะเกิดอุบัติเหตุจะส่งผลให้เกิดการหักของกระดูกข้อเท้าในตำแหน่งที่แตกต่างกันออกไป
  2. การแบ่งโดยวิธี Danis-Weber การแบ่งประเภทการหักด้วยวิธีนี้จะแบ่งโดยคำนึงถึงตำแหน่งของการหักของกระดูกฟิบูลา (fibula) หรือกระดูกตาตุ่มด้านนอก (lateral Malleolus) โดยเทียบกับตำแหน่งจุดเชื่อมระหว่างกระดูกฟิบูลาและกระดูกทิเบีย (tibiofibular syndesmosis) เป็นหลัก (1) โดยสามารถแบ่งการหักออกได้เป็น 3 แบบ ได้แก่

แบบที่ 1 คือ การหักของกระดูกเกิดขึ้นบริเวณใต้ต่อจุดเชื่อม (tibiofibular syndesmosis) ระหว่างกระดูกฟิบูลาและกระดูกทิเบีย (1) ซึ่งการหักในลักษณะนี้โดยส่วนมากตัวข้อต่อยังคงมีความมั่นคง และสามารถรักษาได้ด้วยวิธีอนุรักษ์นิยม (conservative) (6)

รูปที่ 2 แสดงการหักของกระดูกข้อเท้าตามการจำแนกของ Denis-Weber แบบที่ 1 การหักของกระดูกฟิบูลาบริเวณใต้ต่อจุดเชื่อม (tibiofibular syndesmosis)

รูปที่ 2 แสดงการหักของกระดูกข้อเท้าตามการจำแนกของ Denis-Weber แบบที่ 1 การหักของกระดูกฟิบูลาบริเวณใต้ต่อจุดเชื่อม (tibiofibular syndesmosis)

แบบที่ 2 คือ การหักของกระดูกเกิดขึ้นบริเวณเดียวกับจุดเชื่อม (tibiofibular syndesmosis) ระหว่างกระดูกฟิบูลาและกระดูกทิเบีย (1) ในผู้ป่วยบางรายพบว่าการหักในลักษณะนี้ตัวข้อต่อยังคงมีความมั่นคง แต่ในผู้ป่วยบางรายพบว่าส่งผลให้ข้อต่อขาดความมั่นคง ซึ่งส่งผลให้วิธีการรักษาการหักในแบบที่ 2 นี้ แตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคลและความมั่นคงของข้อต่อหลังเกิดกระดูกหัก เช่น ในผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องพิจารณาทำการผ่าตัดเพื่อยึดกระดูกด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ หรือในผู้ป่วยบางรายสามารถรักษาได้ด้วยวิธีอนุรักษ์นิยม (6)

รูปที่ 3 แสดงการหักของกระดูกข้อเท้าตามการจำแนกของ Denis-Weber แบบที่ 2 การหักของกระดูกฟิบูลาบริเวณเดียวกับจุดเชื่อม (tibiofibular syndesmosis)

รูปที่ 3 แสดงการหักของกระดูกข้อเท้าตามการจำแนกของ Denis-Weber แบบที่ 2 การหักของกระดูกฟิบูลาบริเวณเดียวกับจุดเชื่อม (tibiofibular syndesmosis)

แบบที่ 3 คือ การหักของกระดูกเกิดขึ้นบริเวณเหนือจุดเชื่อม (tibiofibular syndesmosis) ระหว่างกระดูกฟิบูลาและกระดูกทิเบีย (1) ซึ่งการหักในลักษณะนี้โดยส่วนมากตัวข้อต่อจะไม่มีความมั่นคง และมักเกิดร่วมกับการบาดเจ็บบริเวณเอ็นข้อเท้าด้านใน (deltoid ligament) หรือการหักของกระดูกตาตุ่มด้านใน (medial malleolus) ซึ่งการหักในลักษณะนี้มีแนวโน้มที่ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการผ่าตัดยึดกระดูกด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ (6)

รูปที่ 4 แสดงการหักของกระดูกข้อเท้าตามการจำแนกของ Denis-Weber แบบที่ 3 การหักของกระดูกฟิบูลาบริเวณเหนือจุดเชื่อม (tibiofibular syndesmosis)

รูปที่ 4 แสดงการหักของกระดูกข้อเท้าตามการจำแนกของ Denis-Weber แบบที่ 3 การหักของกระดูกฟิบูลาบริเวณเหนือจุดเชื่อม (tibiofibular syndesmosis)

อาการแสดงของภาวะกระดูกข้อเท้าหัก (7)

อาการแสดงที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยกระดูกข้อเท้าหัก มีดังนี้

  1. พบอาการเจ็บบริเวณข้อเท้า โดยจะเพิ่มขึ้นเมื่อต้องทำกิจกรรมที่ต้องลงน้ำหนักที่เท้า
  2. พบการบวมบริเวณข้อเท้าที่หัก โดยการบวมที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากเกิดอุบัติเหตุอาจเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่ามีเลือดออกอยู่ภายในบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ
  3. พบการฟกช้ำ (bruise) บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ
  4. พบความผิดรูปร่างของตัวข้อเท้าไปจากปกติ (joint deformity)
  5. ไม่สามารถลงน้ำหนักลงบนเท้าข้างที่หักได้หลังจากเกิดอุบัติเหตุ

การวินิจฉัยภาวะกระดูกข้อเท้าหัก (4, 7)

ภาวะกระดูกข้อเท้าหักนั้นในบางครั้งจะมีอาการแสดงคล้ายกับภาวะข้อเท้าพลิกแบบรุนแรง (severe ankle sprain) ดังนั้นประวัติการบาดเจ็บของผู้ป่วย เช่น ความรุนแรงขณะเกิดอุบัติเหตุ กลไก หรือลักษณะตำแหน่งของข้อเท้าขณะเกิดอุบัติเหตุ มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการวินิจฉัยแยกทั้ง 2 ภาวะนี้ออกจากกัน นอกจากประวัติการบาดเจ็บของผู้ป่วยแล้ว การวินิจฉัยควรพิจารณาร่วมกับอาการแสดงของผู้ป่วย การตรวจร่างกายจากทางผู้เชี่ยวชาญ และภาพถ่ายรังสีเอ็กซเรย์ (X-rays) ซึ่งจะส่งผลให้การวินิจฉัยภาวะกระดูกข้อเท้าหักนั้นมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น

ภาวะกระดูกข้อเท้าหักนั้น หากผู้ป่วยสามารถเข้าใจกลไลการบาดเจ็บ และอาการแสดงที่สามารถสงสัยได้ว่าตนเองมีภาวะกระดูกเท้าหักหรือไม่ จะส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวรีบเข้าพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อได้รับการวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันการเกิดภาวะความผิดปกติต่าง ๆ ที่สามารถเกิดตามมาหลังจากภาวะกระดูกข้อเท้าหักได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีหลังจากเกิดภาวะดังกล่าว โดยวิธีการรักษา การดูแลตนเองในเบื้องต้น และการออกกำลังกายสำหรับภาวะกระดูกข้อเท้าหักนั้น ท่านผู้อ่านสามารถติดตามได้ในบทความถัดไปค่ะ…

เรียบเรียงโดย กภ. จุติพร ธรรมจารี

References

  1. Kyriacou H, Mostafa AM, Davies BM, Khan WS. Principles and guidelines in the management of ankle fractures in adults. J Perioper Pract. 2021;31(11):427-34.
  2. Hsu RY, Bariteau JA. Management of ankle fractures. RI Med J. 2013;96(5):23-7.
  3. Black JD, Bhavikatti M, Al-Hadithy N, Hakmi A, Kitson J. Early weight-bearing in operatively fixed ankle fractures: a systematic review. The foot. 2013;23(2-3):78-85.
  4. Egol KA, Koval KJ, Zuckerman JD. Handbook of Fractures. 5th ed. China: Wolters Kluwer Health; 2015.
  5. Mccormack AP, Hoppenfeld S. Ankle Fractures. In: Hoppenfeld S, Murthy VL, editors. Treatment and rehabilitation of fractures. 1st ed. Philadelphia: Lippincott Williams&Wilkins; 2000. p. 401-24.
  6. Donken CC, Al‐Khateeb H, Verhofstad MH, van Laarhoven CJ. Surgical versus conservative interventions for treating ankle fractures in adults. Cochrane Database of Syst Rev. 2012(8).
  7. Slimmon D, Brukner P. Sports ankle injuries: assessment and management. Aust Fam Physician. 2010;39(1/2):18-22.
Post Views: 38,336
Share
6

Related posts

มกราคม 16, 2026

เจ็บข้อมือด้านนิ้วก้อย ไม่หายสักที หรืออาจไม่ใช่แค่ “ปวดข้อมือธรรมดา” มาทำความรู้จัก TFCC Injury


Read more
ธันวาคม 19, 2025

Knee OA in the young : อายุน้อยก็เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้


Read more
ธันวาคม 17, 2025

ข้อเข่ามีเสียงรักษาได้อย่างไร?


Read more
ธันวาคม 12, 2025

ทำความเข้าใจอัมพาตครึ่งใบหน้า หรือ Bell’s Palsy


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.