mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

โรคเก๊าท์ (Gout)

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • โรคเก๊าท์ (Gout)

โรคเก๊าท์ (Gout)

สิงหาคม 8, 2019
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • ปวดข้อ
  • เก๊าท์

โรคเก๊าท์คือโรคข้ออักเสบที่เกิดจากการสะสมของผลึกยูริกภายในข้อ เนื่องจากมีการสะสมจนเกิดภาวะยูริกเกินในเลือด (hyperuricemia) และทำให้มีการสะสมของผลึกยูกริกในเนื้อเยื่อบริเวณรอบ ๆ ข้อ จนทำให้ทำให้เกิดปุ่มโทไฟ (tophi) หรืออาจพบนิ่วของกรดยูริกในทางเดินปัสสาวะในบางรายได้ (1-2)

การระบุความเสี่ยงเบื้องต้น จะอิงค่าระดับกรดยูริกเกินในเลือดที่สูงมากกว่าปกติ (2) โดย

เพศชายมีค่าระดับกรดยูริกมากกว่า 7 มก./ดล.

เพศหญิงมีค่าระดับกรดยูริกมากกว่า 6 มก./ดล.

สาเหตุของโรค เกิดจากความไม่สมดุลของการได้รับ หรือการสร้างกรดยูริกที่มากขึ้นร่วมกับมีการขับกรดยูริกที่ไตลดลงทำให้ระดับกรดยูริกเกินในเลือด และเกิดการสะสมของผลึกยูริกตามข้อและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เป็นเป็นได้จากปัจจัยทางด้านพันธุกรรม คือมาจากการถ่ายทอดของยีนซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับยูริกภายในร่างกายและปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม (1-2)

ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อระดับกรดยูริกในเลือด

  • อายุและเพศ: เมื่ออายุมากขึ้นจะมีการสะสมของกรดยูริกเพิ่มขึ้น ผู้ชายจะมีการสะสมของกรดยูริกมากกว่าผู้หญิง และผู้หญิงจะมีการสะสมของกรดยูริกมากขึ้นเมื่อเข้าวัยหมดประจำเดือน (1)
  • โรคประจำตัว: ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะไตวายเรื้อรัง โรคไทรอยด์ ภาวะดื้ออินซูลิน โรคเบาหวานชนิด 2 เป็นต้น (1-3)
  • อาหาร: อาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เนื้อแดง อาหารทะเล เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ ยีสต์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำตาลฟรักโทส เครื่องดื่มรสหวาน เช่น น้ำผลไม้ น้ำอัดลม (1)
  • ยา: ยาขับปัสสาวะ (diuretics) ยาลดความดัน แอสไพริน ยาระบายเกินขนาด (alkalosis) ฮอร์โมนเพศหญิง เป็นต้น (1)

 

ลักษณะอาการและอาการแสดง (1)

  • มีอาการปวดเฉียบพลันที่ข้อเพียง 1 ข้อ ในครั้งแรกของการแสดงอาการโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • พบปุ่มโทไฟ (tophi)
  • มีอาการอักเสบของข้อ สังเกตได้จาก ข้อมีอาการบวม แดง และอุณหภูมิอุ่นบริเวณข้อนั้น ๆ
  • ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อนั้น ๆ ได้เป็นปกติ ไม่สามารถลงน้ำหนักได้

 

ลักษณะทางคลินิก

  1. ระยะที่มีภาวะกรดยูริกเกินในเลือดแต่ยังไม่แสดงอาการ มักพบในคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ร่วมกับปัจจัยทางด้านอาหาร โรคประจำตัวและการใช้ยา ทั้งนี้ควรตรวจร่างกายเป็นประจำและควบคุมอาหารหากพบว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคเก๊าท์ (1-2)
  2. ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน มักพบในผู้ชายอายุ 40 – 60 ปี หรือผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดที่ข้อ 1 ข้อในครั้งแรก มักพบที่โคนหัวแม่โป้งเท้า ข้อเท้าและหัวเข่า ร่วมกับอาการแสดงบวม แดงและอุณหภูมิข้อสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะมีอาการปวดมากเมื่อโดนสัมผัส หรือเคลื่อนไหวข้อนั้น ๆ ทำให้เดินลงน้ำหนักได้ลำบาก ในผู้หญิงอาจพบข้ออักเสบที่รยางค์ส่วนบน เช่น นิ้วมือ ข้อมือและข้อศอก และอาจมีอาการข้ออักเสบมากกว่า 1 ข้อได้ ผู้ป่วยจะมีระดับความปวดเพิ่มสูงขึ้นใน 4–12 ชั่วโมง อาจมีอาการไข้ร่วมด้วย อาการอักเสบจะเกิดขึ้นภายใน 24–48 ชั่วโมง และจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตอนกลางคืน การอักเสบจะบรรเทาลงได้เองภายใน 3–14 วัน ลักษณะผิวบริเวณข้ออักเสบจะมีลักษณะมันเงา ผิวตึง ผิวอาจเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวหรือสีม่วงได้ (1-2)

ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดข้ออักเสบ คือปัจจัยที่มีผลต่อค่า pH หรือค่าความเข้มข้นของกรดยูริกในเลือด (1-2)

  • การได้รับบาดเจ็บที่ข้อ มีหรือไม่มีเลือดออกในข้อ
  • การผ่าตัด
  • การติดเชื้อ
  • ความเจ็บป่วยหรือความเครียด
  • การรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ อาหารทะเล และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

เป็นเก๊าท์หรือไม่ดูจาก (1)

  • พบจุดกดเจ็บและอาการบวมข้อนั้น ๆ
  • มีอาการและอาการแสดงเกิดขึ้นเฉียบพลัน และมีระดับความปวดสูงสุด ใน 4-12 ชั่วโมง
  • มีรูปแบบของอาการและอาการแสดงเหมือนกับอาการครั้งก่อนหน้า
  • ไม่สามารถทำกิจกรรมทางกายได้ปกติ
  • มีอาการอยู่ในระยะ 3–14 วัน ในบางรายที่เป็นซ้ำบ่อยๆ อาจมีระยะเวลาการอักเสบนานขึ้น

 

  1. ระยะข้อไม่อักเสบและระยะเป็นซ้ำเป็นระยะที่ไม่มีอาการของข้ออักเสบ แต่จะเกิดข้ออักเสบขึ้นใน 6-24 เดือน (2)
  2. ระยะข้ออักเสบเรื้องรัง คือ ระยะที่เป็นโรคเก๊าท์มาเป็นเวลานาน มีอาการของข้ออักเสบตลอดเวลา เป็นระยะที่มีการสะสมของผลึกยูริกในรูปโทไฟ (tophi) เป็นเวลานานทำให้เกิดการทำลายข้อและการเสื่อมของข้อ มีการแสดงอาการบ่อยขึ้นและมีระยะการอักเสบนานมากขึ้น (2)

 

ระดับความรุนแรงของโรค (3)

ระดับความรุนแรง ลักษณะโรค
รุนแรงน้อย –       ข้ออักเสบ 1 ข้อ ข้อบวมเล็กน้อย ขนาดของข้อคงที่ หรือค่อย ๆ พัฒนาขนาดของข้อทีละน้อย

–       ลักษณะอาการคงที่

รุนแรงปานกลาง –       ข้ออักเสบ 2–4 ข้อ ข้อบวมเล็กน้อย ขนาดของข้อคงที่ หรือค่อย ๆ พัฒนาขนาดของข้อทีละน้อย

–       ลักษณะอาการคงที่

รุนแรงมาก –       ข้ออักเสบ มากกว่า 4 ข้อ ข้อบวมขนาดใหญ่ มีการพัฒนาขนาดของข้ออย่างรวดเร็ว

–       อาจพบของเหลวไหลซึมออกที่ผิวหนัง หรือบางรายอาจมีก้อนโทไฟ (tophi) ดันทะลุผิวหนังออกมาบริเวณข้อ

–       พบการอักเสบของข้อมาก เสี่ยงต่อการติดเชื้อ

 

การตรวจและวินิจฉัยโรคเก๊าท์ (2)

  1. ซักประวัติ อายุ เพศ ลักษณะอาการ
  2. ตรวจน้ำไขข้อ ตรวจทางเคมีหรือกล้องจุลทรรศน์ชนิดโพลาไรซ์พบผลึกยูริกเป็นรูปเข็มยาวแหลมหรือก้อนโทไฟ (tophi)
  3. ภาพถ่ายรังสี (x-ray) ในระยะข้ออักเสบเรื้อรังจะพบการบสมของเนื้อเยื่ออ่อนหรือข้อเสื่อม
  4. ตรวจปัสสาวะ พบยูริกในปัสสาวะมากกว่า 1,000 มก./วัน

 

การวินิจฉัยจะอิงดังตารางต่อไปนี้

พบอาการ 6 ใน 12 ข้อ
1.       มีข้ออักเสบอย่างน้อย 1 ครั้ง 7. เป็นข้างใดข้างหนึ่งของข้อในนิ้วเท้า
2.       อักเสบรุนแรงสูงสุดภายใน 1 วัน 8. มีก้อนที่สงสัยเป็นโทไฟ
3.       เป็นการอักเสบข้อเดียว 9. มีกรดยูริกในเลือดสูง
4.       มีการแดงของผิวหนังบริเวณข้อต่อที่เป็น 10. มีการบวมที่ไม่สมดุลภายในข้อพบจาก x-ray
5.       ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้าบวมหรือปวด 11. มีถุงน้ำใต้กระดูกอ่อนโดยไม่มีการสึกกร่อน พบจาก x-ray
6.       เป็นข้างใดข้างหนึ่งของข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า 12. ไม่พบการติดเชื้อขณะมีการอักเสบ

 

ถ้าพบว่าตนเองมีประวัติและลักษณะอาการดังกล่าว ควรไปพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อรับการตรวจประเมินเพิ่มเติม และรับการวินิจฉัยโรคและการรักษาที่เหมาะสม

เรียบเรียงโดย กภ.อาภาณัฐ ผลกมล

เอกสารอ้างอิง

  1. Marc HC, Alan SJ, Josef SS, Michael WE, Michael WH. Rheumatology. 2 vols. 6th ed. Philadelphia: Mosby; 2015: p. 1549-73.
  2. สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์, สุรวุฒิ ปรีชานนท์. ตำราโรคข้อ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : เอส.พี.เอ็น. การพิมพ์; 2548: 539-67
  3. Khanna D, Fitzgerald JD, Khanna PP, Bae S, Singh MK, Neogi T, Pillinger MH, Merill J, Lee S, Prakash S, Kaldas M. 2012 American College of Rheumatology guidelines for management of gout. Part 1: systematic nonpharmacologic and pharmacologic therapeutic approaches to hyperuricemia. Arthritis care & research. 2012 Oct;64(10):1431-46.
Post Views: 5,379
Share
1

Related posts

มกราคม 23, 2026

กายภาพบำบัดในเด็กกลุ่มอาการเรตต์ (Rett syndrome)


Read more
มกราคม 16, 2026

เจ็บข้อมือด้านนิ้วก้อย ไม่หายสักที หรืออาจไม่ใช่แค่ “ปวดข้อมือธรรมดา” มาทำความรู้จัก TFCC Injury


Read more
ธันวาคม 19, 2025

Knee OA in the young : อายุน้อยก็เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้


Read more
ธันวาคม 17, 2025

ข้อเข่ามีเสียงรักษาได้อย่างไร?


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.