mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

แค่ปวดน่อง … ก็ต้องระวัง !

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • แค่ปวดน่อง … ก็ต้องระวัง !

แค่ปวดน่อง … ก็ต้องระวัง !

เมษายน 25, 2019
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • Peripheral artery disease
  • ปวดน่อง

ท่านเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่ … ปวดน่อง ปวดสะโพก เป็นตะคริวขณะเดินหรือออกกำลังกาย แต่เมื่อได้นั่งพัก อาการจะดีขึ้น

อาการปวดน่องที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ถ้าอ่านผ่าน ๆ อาจดูเหมือนเป็นการปวดกล้ามเนื้อธรรมดา หรือเป็นเพียงโรคทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อทั่วไป ไม่ได้บ่งบอกถึงความรุนแรงของโรค ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยไม่ได้ให้ความสนใจกับอาการปวดนี้มากนัก บางท่านอาจเพียงแค่นอนพัก หาซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเอง ประคบร้อนหรือเย็น หรือไปนวด ซึ่งเป็นการรักษาทางเลือกอีกวิธีหนึ่งที่คนส่วนใหญ่จะรักษาเมื่อมีอาการปวดกล้ามเนื้อ ดังนั้นในบทความนี้ จะกล่าวถึงอาการปวดน่อง ที่เกิดจากสาเหตุอื่นนอกจากกล้ามเนื้อ นั่นคือ ปวดน่องจากหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ ( Peripheral artery disease : PAD )

Peripheral artery disease (PAD) เป็นโรคเรื้อรังที่มีความผิดปกติแบบค่อยเป็นค่อยไปของหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่และขนาดกลาง ลักษณะความผิดปกติคือ มีการตีบ หรืออุดตันของหลอดเลือดแดงที่ขา ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงที่ขาได้น้อยลง ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงได้แก่ ผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่ หรือเป็นโรคเบาหวาน (1) ซึ่ง 2 อย่างนี้ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สุดที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงตีบหรืออุดตัน นอกจากนี้ยังมี ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคไต และกลุ่มคนผิวสี (2, 3)

ทำไมหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน ถึงทำให้ปวดน่อง ? (2)

ก่อนที่จะทราบถึงอาการปวดน่อง เรามารู้จักกับพยาธิสภาพของโรคหลอดเลือดแดงอุดตันกันก่อนดีกว่า โรคหลอดเลือดแดงอุดตัน เกิดจากผนังชั้นในของหลอดเลือดถูกทำลายจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น น้ำตาลในเลือดสูงในผู้ป่วยเบาหวาน สารพิษจากบุหรี่ ทำให้เกิดการสะสมของก้อนไขมัน (plaque) ที่บริเวณผนังชั้นในของหลอดเลือด ก้อน plaque นี้เมื่อสะสมมากขึ้น ทำให้ปริมาณเลือดที่ไหลผ่านหลอดเลือดนั้นน้อยลง เกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน และหลอดเลือดแข็งตัว เรียกพยาธิสภาพที่เกิดทั้งหมดนี้ว่า Atherosclerosis การที่เลือดไปเลี้ยงขาน้อยลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อขาดเลือด จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้าง และสรีระของกล้ามเนื้อ อันเนื่องมาจากเลือดมาเลี้ยงไม่พอ

จากการศึกษาภาพถ่ายรังสี (CT scan) พบว่า มีการลดลงของมวลกล้ามเนื้อน่อง แต่มีการเพิ่มขึ้นของมวลไขมันแทน นอกจากนี้ยังพบว่า การขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้เส้นประสาทส่วนปลายถูกทำลาย ซึ่งทำให้การส่งสัญญาณของเส้นประสาทเกิดความผิดปกติไปด้วย และยังพบอีกว่า การเพิ่มขึ้นของมวลไขมันบริเวณกล้ามเนื้อน่อง ส่งผลให้เกิดกระบวนการอักเสบขึ้นภาวะหลอดเลือดแดงอุดตันทำให้เกิดอาการปวดน่องและเป็นตะคริวเวลาเดิน เมื่อนั่งพักอาการจะดีขึ้นหรือหายไป  (Intermittent claudication) เนื่องจากขณะเดินกล้ามเนื้อขาต้องการเลือดไปเลี้ยงเพิ่มขึ้น แต่เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงได้เพราะหลอดเลือดอุดตัน  ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการขาดเลือด อาการปวดน่องจึงเพิ่มขึ้น เมื่อหยุดนั่งพัก กล้ามเนื้อไม่ได้ทำงาน เลือดไปเลี้ยงได้เพียงพอ อาการปวดน่องและตะคริวจึงหายไป นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นที่เกิดร่วมกับอาการที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นจึงขอสรุปอาการที่เกิดจากหลอดเลือดแดงอุดตัน ดังนี้ (3, 4)

  • ปวดกล้ามเนื้อน่อง หรือปวดตามตำแหน่งที่หลอดเลือดเกิดการอุดตัน (รูปที่ 1) โดยอาการปวดจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือ อาจจะปวดข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ โดยเฉพาะขณะเดิน และเมื่อนั่งพักอาการจะหายไปภายใน 10 นาที
  • ผิวหนังบริเวณนั้นมีสีซีด, มันวาว และไม่มีขน
  • ชีพจรที่เท้าเต้นเบา หรือจับไม่ได้ เมื่อเทียบกับอีกข้าง
  • มีอาการชาเท้า บางครั้งทำให้เกิดความสับสนกับอาการทางระบบประสาทได้ ซึ่งผู้ป่วยจะให้ประวัติว่า ต้องนำขาไปพาดไว้กับขอบเตียง ปล่อยให้เท้าห้อยลงมา อาการชาจะลดลง
  • มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ
  • ผิวหนังข้างที่หลอดเลือดแดงอุดตันจะเย็น

จะเห็นว่า อาการเหล่านี้ ถ้าไม่ได้สังเกต หรือระมัดระวัง อาจเหมือนอาการปวดจากกล้ามเนื้อทั่ว ๆ ไป ดูเหมือนไม่รุนแรง หรือบางครั้งทำให้เกิดความสับสนกับอาการทางระบบอื่น ๆ ได้ เนื่องจากอาการบางอย่างมีความใกล้เคียงกัน ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้สนใจกับอาการมากนัก ทำให้ได้รับการรักษาไม่ทัน ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้  ดังนั้นในบทความนี้ จะแสดงอาการเปรียบเทียบอาการทางระบบอื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อที่ผู้อ่านจะได้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับอาการปวดที่ควรระวัง

รูปที่ 1 แสดงตำแหน่งการปวด ตามการอุดตันของหลอดเลือดแดง

ตารางเปรียบเทียบลักษณะของพฤติกรรมอาการของแต่ละระบบ (3)

กล้ามเนื้อ ระบบประสาท หลอดเลือด
ลักษณะอาการปวด ปวดตื้อ ปวดแหลม ปวดตื้อ
ตำแหน่ง กล้ามเนื้อขา ก้น/ น่อง น่อง
กิจกรรมที่ทำให้ปวด ออกแรง/ ลงน้ำหนัก ยืนนาน ออกแรง/ เดิน
กิจกรรมที่ทำให้ปวดลดลง พัก เปลี่ยนท่าทาง พัก
อาการขณะพัก ค่อยเป็นค่อยไป นาน ทันที
ชีพจรที่เท้า ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ลดลง/ ไม่มี
ลักษณะผิวหนัง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ซีด มันวาว

เมื่อเป็นโรคหลอดเลือดแดงอุดตัน มีการรักษา หรือดูแลตัวเองอย่างไร

ถ้าผู้ป่วยมีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น แนะนำพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด แนวทางการรักษามีทั้งการออกกำลังกายภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด การรับประทานยา และการผ่าตัด

  • การออกกำลังกายภายใต้การดูแลของนักกายภาพบำบัดอย่างใกล้ชิด ทำโดยการเดินบนลู่วิ่ง โดยที่ให้เดินจนกระทั่งมีอาการปวดน่องระดับปานกลางแล้วนั่งพักจนกระทั่งอาการหายไป จึงเริ่มเดินใหม่อีกครั้งสลับกันไป รวมแล้วเป็นเวลา 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยใช้ระยะเวลาทั้งหมด 12 สัปดาห์ (5)
  • การรับประทานยากลุ่มขยายหลอดเลือด เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งในที่นี้จะช่วยในเรื่องของอาการปวดน่องขณะเดิน แต่ถ้ารับประทานยาไปแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3-6 เดือน ให้หยุดยา และปรึกษาแพทย์ทันที
  • ถ้าอาการที่เป็นอยู่ส่งผลถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง แนะนำพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อเข้ารับการผ่าตัด (4)

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะพบว่าแค่อาการปวดน่อง ไม่ได้มีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว ยังมีอีกหลาย ๆ สาเหตุที่เป็นไปได้ ถ้าเราหมั่นสังเกตอาการให้ละเอียด ในบทความนี้ไม่ได้ทำให้ผู้อ่านตื่นกลัว แต่อยากให้ตระหนักเกี่ยวกับอาการที่เป็น เพื่อให้เข้าใจกับอาการที่เป็นอยู่ และเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนที่อาการจะทวีความรุนแรง…

เรียบเรียงโดย กภ.กนกวรรณ พลสา

เอกสารอ้างอิง

  1. Shu J, Santulli G. Update on peripheral artery disease: epidemiology and evidence-based facts. Elsevier; 2018.
  2. Hamburg NM, Creager MA. Pathophysiology of intermittent claudication in peripheral artery disease. Circ J. 2017:CJ-16-1286.
  3. Hennion DR, Siano KA. Diagnosis and treatment of peripheral arterial disease. Am Fam Physician. 2013;88(5):306-10.
  4. Morley RL, Sharma A, Horsch AD, Hinchliffe RJ. Peripheral artery disease. BMJ. 2018;360:j5842.
  5. Walsworth MK, De Bie R, Figoni SF, O’connell JB. Peripheral artery disease: What you need to know. J Orthop Sports Phys. Ther 2017; 47: 957-964.
Post Views: 12,693
Share
0

Related posts

มกราคม 16, 2026

เจ็บข้อมือด้านนิ้วก้อย ไม่หายสักที หรืออาจไม่ใช่แค่ “ปวดข้อมือธรรมดา” มาทำความรู้จัก TFCC Injury


Read more
ธันวาคม 19, 2025

Knee OA in the young : อายุน้อยก็เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้


Read more
ธันวาคม 17, 2025

ข้อเข่ามีเสียงรักษาได้อย่างไร?


Read more
ธันวาคม 12, 2025

ทำความเข้าใจอัมพาตครึ่งใบหน้า หรือ Bell’s Palsy


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.