เที่ยว “Back pack” อย่างไรไม่ให้ปวดเมื่อย (ตอนที่ 1)
สวัสดีท่านผู้อ่านที่ติดตามบทความทางด้านกายภาพบำบัด จนอาจเรียกได้ว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ บทความนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะเล่าบรรยายให้ท่านผู้อ่านได้รู้ว่าการเที่ยวแบบกางแผนที่ ดู GPS พร้อมกระเป๋าเป้ใบโต เหมือนที่เราๆเห็นกันบ่อย จากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ การที่เราต้องแบกกระเป๋าใบโต แถมยังต้องเดินเป็นส่วนมาก อาการปวดก็จะโผล่มาทักทายเราได้ตลอดเวลา ยิ่งถ้าเราเปลี่ยนอิริยาบถหรือท่าทาง น้ำหนักจากสัมภาระก็จะมีผลต่อกระดูก เอ็นและกล้ามเนื้อ ก่อให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย แล้วเราจะทำอย่างไร? เพราะถ้าอาการปวดดันมาขัดจังหวะในการท่องเที่ยวเสียแล้ว ความสนุกสนานคงหมดไป ช่วงนี้อยู่ในช่วงหน้าหนาวคนชอบเที่ยวส่วนใหญ่มักจะขึ้นดอย ขึ้นภู เพื่อไปสัมผัสลมหนาว ดิฉันจึงขอนำเสนอการเที่ยวเอาใจขาลุยสุดๆ โดยตะลอนทัวร์แบบ Back pack ในแบบฉบับของนักกายภาพบำบัด รับรองอาการปวดจะไม่ทำให้คุณผู้อ่านต้องกังวลใจเป็นอันขาด
โปรแกรมตะลอนทัวร์ แบบBack pack อย่างไรไม่ให้ปวดเมื่อย ดิฉันขอเริ่มจากการเลือกกระเป๋าเดินทาง ขนาดของกระเป๋าเดินทางนั้นก็มีให้เลือกหลากหลายขนาด อันนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการท่องเที่ยวว่าไปกี่วัน สัมภาระมากมายขนาดไหน โดยเฉพาะคุณผู้หญิงอาจต้องลิสต์รายการสิ่งของกันเลยทีเดียว ทำไมดิฉันจึงให้ความสนใจกับกระเป๋านัก นั่นเป็นเพราะว่าการเที่ยวแบบดังกล่าวกระเป๋าเป้จะอยู่กับเราก่อนจะไปฝากไว้ที่ที่พักหลายชั่วโมง แล้วเราต้องเดินทางยิ่งทำให้เราต้องให้ความสำคัญมาก กระเป๋าจึงควรมีที่ดามหลังเพื่อไม่ให้สัมภาระอันหนักอึ้งมาเททับที่หลังของเราหมด มีตัวดามเอาไว้ช่วยผ่อนแรงได้เยอะ สายรัดที่จะยึดกระเป๋ากับตัวเราไว้นั้นก็สำคัญ มันจะมีอยู่ 2 ระดับซึ่งจะพาดขวางกับลำตัวคือระดับหัวไหล่ และระดับเอวทำให้กระเป๋ากระชับกับหลังเรามากขึ้น การปรับสายสะพายตรงบ่าทั้ง 2 ข้างไม่ให้ยาวเกินไป หรือสั้นเกินไปก็สำคัญ ควรปรับจนเรารู้สึกได้ว่าแกนที่ดามหลังแนบหลังเราพอดี อย่าปล่อยสายสะพายหลวมแล้วแกนดามหลังลงมาดามเอวกับก้นเราแทน หรือสั้นเต่อ จนน้ำหนักสัมภาระนั้นมาทิ้งไว้ที่หลังส่วนบนและบ่า อันนี้มันจะทำให้เราปวดหลังได้อีกเช่นกัน เมื่อเลือกกระเป๋าเดินทางได้แล้วเราคงต้องมาตัดสินใจว่าเราจะนำสิ่งของ เสื้อผ้าอะไรไปกันบ้าง บางอย่างก็เลือกกันตามจิตพิสมัย สาวๆหรือหนุ่มๆคนไหนที่ไปกับคนรัก อาจต้องเลือกเสื้อผ้ากันสักหน่อย เรื่องเสื้อผ้ากับเครื่องใช้ส่วนตัวดิฉันขอข้ามไปละกัน แต่เอาเป็นว่าอย่าเอาไปเยอะเกินความจำเป็นเพราะคุณต้องแบกมันเองตลอดการเดินทางนะคะ มาดูสิ่งสำคัญที่เราต้องมีหรือต้องเตรียมกัน
- 1. รอบรถและตั๋วเดินทาง (ใครอยากบินก็ได้นะคะ) กะเวลาที่จะไปถึงให้ดีๆไม่งั้นอาจรอแก่วที่ขนส่งไม่ก็สนามบิน
- โทรจองที่พัก เพราะช่วงนี้เป็นช่วง high season นักท่องเที่ยวเยอะ ราคาก็ตามความสบายของกระเป๋าสตางค์ละกันนะคะ หากใครงบน้อยแนะนำเป็นเป็นอาร์พาทเม้นท์หรือเกตเฮ้าส์ก็ไม่แพงจนเกินไป แต่ถ้าใครจะนอนกางเต้นท์ที่วนอุทยานก็ดีนะคะ ราคาถูกแถมได้บรรยากาศเยี่ยม
- แผนที่ (อันนี้จากประสบการณ์ที่ไปลุยมาก็เดินหาเอาที่ขนส่ง หรือจุดบริการนักท่องเที่ยว)
- อุปกรณ์กันแดดต่างๆไม่ว่าจะเป็นครีม แว่นหรือหมวก
- ยากันยุงและไฟฉาย
- ยารักษาโรคประจำตัวเฉพาะบุคลเลยคะ
- ยาแก้ไข้ ลดน้ำมูก(เพราะเราจะขึ้นดอย อากาศมันหนาววววว…)
- ยาทาแก้การอักเสบของกล้ามเนื้อ อันนี้ก็สำคัญนะคะ หากเกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อขึ้นมาแบบฉับพลันระหว่างเที่ยว เราคงอยากให้มันหายไวๆแน่นอน หากใครสงสัยว่าเอายาหม่องแทนได้หรือไม่ ดิฉันก็ขอเท้าความเรื่องของการใช้ความร้อนความเย็นในการลดอาการปวดอย่างคร่าวๆ หากปวดเมื่อยหลังจากการทำงาน หรือออกแรงทำกิจกรรมมาทั้งวันการประคบร้อนจะทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต แต่หากเกิดอาการปวดแบบเฉียบพลัน อาทิเช่น กำลังจะแบกเป้แล้วเกิดอาการปวดแปลบที่หัวไหล่ จากนั้นก็มีอาการปวด มีบวม แดงและรู้สึกอุ่นๆเมื่อเทียบกับไหล่อีกข้าง อาการดังกล่าวคือการอักเสบอย่างเฉียบพลันของเอ็นและกล้ามเนื้อ ห้ามประคบร้อนโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาการบวมและแดงนั้นเกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือด หากประคบร้อนผลของความร้อนยิ่งจะทำให้บวมและแดงมากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงควรประคบเย็น ยาหม่องบางชนิดทาแล้วร้อนยิ่งทำให้แย่ไปกันใหญ่ อ่านฉลากให้ดีก่อนนะคะแล้วเลือกวิธีการใช้ให้เหมาะสม
เมื่อเตรียมสัมภาระและสิ่งของที่จะเป็นเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องออกเดินทางสักที เป้าหมาย Back pack ทัวร์ครั้งนี้ คือเชียงใหม่ ดิฉันเลือกที่จะไปรถทัวร์จองตั๋วเรียบร้อย กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ รอบสองทุ่ม ขึ้นรถที่หมอชิต สมัยนี้รถทัวร์มีให้เลือกสรรมาก เลือกให้เหมาะกับตัวคุณนะคะ ใครขายาว ตัวสูงใหญ่ ยอมควักหน่อยเพราะเราต้องนั่งต้องนอนตั้ง 10 ชั่วโมงเดี๋ยวจะเกร็งทั้งตัวแล้วปวดเมื่อยก่อนตั้งแต่ยังไม่เริ่มเที่ยว เลือกแบบ VIP/ First class ไปเลยราคายังพอรับได้ รถทัวร์สายเหนือไม่แพงประมาณ 700-800 บาท เดินทางไปสักระยะหนึ่งรถเขาจะจอดพัก ให้ผู้โดยสารลงมาทานอาหารฟรี ประมาณเที่ยงคืนได้ หากใครไม่ทาน ไม่เข้าห้องน้ำก็แนะนำว่าควรลงมายืดเส้นยืดสายหน่อยค่ะ โดยใช้ท่ายืดกล้ามเนื้อง่ายๆเดินไปทำไปยังได้ เช่น
- ยืนเท้าสะเอวแล้วบิดตัวไปมาทำซ้ำไปมา 4-5 ครั้ง

- ชูมือขึ้นทั้งสองข้างโยกลำตัวซ้ายขวาช้าๆเป็นจังหวะทำซ้ำไปมา 4-5 ครั้ง

- มือทั้งสองข้างประสานไว้ที่ท้ายทอยและแบะไหล่ช้าๆทำซ้ำไปมา 4-5 ครั้ง

- เอียงศีรษะไปทางซ้ายขวาให้รู้สึกตึงบริเวณบ่าทำซ้ำไปมา 4-5 ครั้ง

- ใช้มือทั้งสองข้างดันเงยหน้า ก้มหน้าช้าๆ ทำซ้ำไปมา 4-5 ครั้ง

- ยืดกล้ามเนื้อระหว่างสะบักทำเป็นจังหวะช้าๆ 10 ครั้ง

- ยืนหมุนข้อเท้าเป็นวงกลมทั้งสองข้างหมุนประมาณ 10 ครั้งต่อข้าง

- ยืนเขย่งปลายเท้าสลับกับยืนด้วยส้นเท้า ทำซ้ำไปมา 4-5 ครั้ง

รถทัวร์เขาให้เวลาในการจอดพักรถ 20 นาที ยืดเส้นยืดสายไม่ถึง 3 นาที เวลาที่เหลือก็เอาหางตั๋วไปแลกอาหารไม่ก็เครื่องดื่มฟรีคะ เมื่อทำธุระส่วนตัวเรียบร้อย พนักงานต้อนรับก็จะประกาศเรียกผู้โดยสารขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อ อีกอึดใจเราก็เดินทางมาถึงขนส่งเชียงใหม่(อาเขต)เป็นโดยเวลาประมาณ 06.30น. ลงมาจากรถปุ๊ปก็อยากให้นึกถึงท่ายืดกล้ามเนื้อก่อนหน้านี้ เพราะเราต้องเริ่มแบกสัมภาระกันแล้ว การเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อจัดว่าสำคัญมากทีเดียว ยืดกล้ามเนื้อเรียบร้อยแล้วเราต้องไปหาที่ฝากเจ้าสัมภาระนี้ นั่นคือที่พักที่เราได้โทรมาติดต่อไว้ ที่นี่เช้าๆแบบนี้และแถมเป็นคนต่างถิ่น รถโดยสารที่เราพอเหมาได้ก็รถสองแถวแดงราคาไม่โหดมากมาหลายคนก็แชร์กันกำลังดี โดยปกติแล้วเราจะเข้าที่พักได้ก็ต่อเมื่อหลังเที่ยงไปแล้ว เพราะแขกทั้งหลายต้อง Check out ก่อนเที่ยง กว่าแม่บ้านจะทำความสะอาดเสร็จ เลยต้องเข้าหลังเที่ยง แต่เราสามารถฝากกระเป๋าไว้ได้ แต่อย่าลืมเอาสิ่งของมีค่าติดตัวเราไว้ตลอดนะค่ะ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราจึงต้องเดินหาของกินอันนี้ก็ตามแต่ความชอบ แต่อย่ากินรสจัดนัก เดี๋ยวข้าศึกบุกขณะเดินเที่ยว ทานอาหารเช้าไปก็กางแผนที่ไปว่าเราจะไปที่ไหนกันบ้าง ด้วยความชอบส่วนตัววันนี้อยากขอเดินเที่ยวตัวเมืองก่อน และหาร้านเช่ารถมอเตอร์ไซต์ไปในตัว ถามคนแถวนั้นเขาก็ว่าให้เดินไปแถวประตูท่าแพ ที่นั่นร้านเช่ารถเยอะ เราจึงออกเดินทางด้วยขาทั้งสองข้าง เดินไปเรื่อยๆวัดไหนสวยแวะชม แวะกราบไหว้ทำบุญ เอาฤกษ์เอาชัยสักนิด วัดที่แวะก็วัดสวนดอกเป็นวัดใหญ่อยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่ และที่นี่เป็นโรงเรียนของสงฆ์ด้วย แล้วก็เดินเข้าย่านตัวเมืองโดยเดินเลาะไปตามคูเมืองเชียงใหม่ ดื่มด่ำกับบรรยากาศข้างทาง ถึงแดดหน้าหนาวจะจัด แต่สายลมเย็นๆก็พัดมาทำให้เราลืมร้อนได้เหมือนกัน โชคดีที่พกแว่นกันแดดมา แสงแดดสว่างมาก วัดที่เชียงใหม่สวยทุกวัด ศิลปะงดงามเลยกดชัตเตอร์เพลิน วัดพระสิงห์เป็นอีกวัดที่ต้องแวะมา วัดนี้นักท่องเที่ยวเยอะมาก เดินมาไกลถึงหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เราขอหยุดเก็บภาพประทับใจจากโคมยี่เป็งสีสันสดใสและอนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์มีพญาเม็งราย พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหงเดินไปนานๆชักเหนื่อย เสียเหงื่อเยอะและอาการปวดเมื่อยอาจถามหา เลยแวะพักจิบกาแฟเย็นหรือโก้โก้ปั่นรสกลมกล่อมที่ร้านข้างทาง พร้อมยืดกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเดินสักหน่อย เริ่มจากท่าแรก
- ยืดกล้ามเนื้อสะโพกและหลังส่วนล่างนั่งไขว่ห้างขาขวาทับขาซ้าย บิดตัวไปทางขวา นับ 1-10 แล้วค่อยๆปล่อย จากนั้นให้ทำสลับข้างกันทำสัก 2 รอบ

- ยืดกล้ามเนื้อน่องและต้นขา โดยยืนหันหน้าเข้าหาโต๊ะ วางเท้าเป็นแนวเส้นตรง ปลายเท้าชี้ไปข้างหน้า ค่อยๆงอเข่าข้างที่อยู่หน้า ระวังอย่าให้หลังและขาด้านหลังงอ เมื่อรู้สึกตึงที่ต้นขาและน่องให้นับ 1-10 ทำข้างละ 2 รอบ

พอหายเหนื่อย เตรียมพร้อมร่างกายเรียบร้อยเราก็เดินต่อ เจ้าของร้านที่ขายกาแฟบอกกับดิฉันว่า ร้านเช่ารถอยู่ฝั่งตรงข้ามของเมือง คืออารมณ์ประมาณว่าเดินถ่ายรูปเพลินลืมดูแผนที่ว่าเราออกนอกเส้นทางมานานแล้ว เราเลยต้องเดินไปตามองแผนที่ไป กว่าจะไปถึงร้านเช่ารถก็เล่นเอาเหนื่อยเพราะแดดตอนเที่ยงร้อนมากมายจริงๆ ลมเย็นๆเริ่มช่วยเราไม่ไหว ถึงร้านก็หารถมอเตอร์ไซด์เจ๋งๆเอาไว้ขึ้นดอยและประหยัดน้ำมันสักคัน เลือกไป เลือกมาไม่ได้โฆษณาให้รถเขานะคะ เราเลือก Honda wave 110 สีดำ เสียค่ามัดจำ 3,000 บาท ค่าเช่า 150 บาทต่อวัน เราเช่าแค่ 2 วันก็ 300 บาท ได้รถปุ๊ปดูนาฬิกา เห็นแล้วว่าเลยเที่ยง จึงตัดสินใจเข้าที่พักดีกว่า ขอกลับไปอาบน้ำ ทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยแล้วสักบ่ายสองค่อยตะลอนเที่ยวต่อ แผนที่วางเอาไว้คือ ซิ่งรถมอเตอร์ไซต์ไปดอยปุย แล้วค่อยมาแวะพระธาตุดอยสุเทพ จากนั้นค่อยไปเดินหาของฝากและของกินที่เชียงใหม่ไนท์บาร์ซ่า ตอนต่อไปจะเป็นอย่างไรอดใจรออีกนิดนะคะ
เขียนโดย กภ.เบญจวรรณ แซ่เล้า
เอกสารอ้างอิง
- แผนที่การท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จากสถานีขนส่งเชียงใหม่ อาเขต(เก่า)
- สายสมร เดชคง. คู่มือยืดกายคลายสารพัดปวด. กรุงเทพฯ: หมอชาวบ้าน; 2551.
- บันทึกประวัติศาสตร์-เล่าเรื่องถิ่นเหนือ [อินเทอร์เน็ต]. 2554 [เข้าถึงเมื่อ ต.ค. 2554]. เข้าถึงได้จาก: http://historicallanna01.blogspot.com/2011/10/blog-post_20.html




